อาหารเมืองจัดเป็นสำรับ มีน้ำพริกหนุ่ม แคบหมู ไส้อั่ว ไข่ต้ม และผักสดผักลวกวางรวมในถาดเดียว

ภาพ: Chainwit. / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

ขันโตก: สำรับอาหารล้านนา จากวงข้าวในบ้านสู่ขันโตกดินเนอร์

ขันโตก ขันฯโต฿กฯ (คำเมืองอ่านว่า ขันโตก) คือ ภาชนะทรงถาดมีขาตั้ง ที่คนล้านนาใช้เป็นสำรับวางอาหาร แล้วนั่งล้อมวงกินข้าวเหนียวร่วมกันบนพื้นเรือน คำนี้จึงหมายถึงทั้งตัวภาชนะและวิถีการกินแบบหนึ่ง ปัจจุบันขันโตกยังกลายเป็น "ขันโตกดินเนอร์" งานเลี้ยงรับรองที่ใคร ๆ ก็นึกถึงเมื่อมาเยือนเชียงใหม่

บทความนี้พาไปรู้จักคำเรียกขันโตกในพจนานุกรม อาหารที่วางบนโตก และเส้นทางจากวงข้าวในบ้านสู่งานเลี้ยงแขกบ้านแขกเมือง

ขันฯโต฿กฯ
ขันโตก
น.โตก - ภาชนะที่มีลักษณะเป็นถาดมีขาตั้งสูงใช้เป็นสำรับใส่อาหาร ใช้กันในหมู่คนที่นิยมรับประทานข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก; สะโตก ก็ว่า
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

ขันโตกคืออะไร

พจนานุกรมมรดกล้านนาอธิบายว่าขันโตกคือ "ภาชนะที่มีลักษณะเป็นถาดมีขาตั้งสูงใช้เป็นสำรับใส่อาหาร ใช้กันในหมู่คนที่นิยมรับประทานข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก" เรียกสั้น ๆ ว่า โตก โต฿กฯ (อ่านว่า โตก) หรือ สะโตก สโต฿กฯ (อ่านว่า สะโตก) ก็ได้

ขันโตกทำหน้าที่เหมือน โต๊ะกินข้าว ของบ้านที่นั่งกินกับพื้น ยกอาหารให้สูงพอดีมือ ผู้กินไม่ต้องก้มลงไปถึงพื้น และทุกคนนั่งล้อมโตกกินด้วยกัน

พจนานุกรมยังแยกขันโตกออกเป็นสองแบบตามวัสดุและถิ่นที่ใช้

คำล้านนา อักษรล้านนา ความหมาย (ตามพจนานุกรม)
ขันโตกยวน ขันฯโต฿กฯยวฯร ขันโตกที่ทำด้วยไม้สัก ใช้แพร่หลายในถิ่นล้านนา
ขันโตกลาว ขันฯโต฿กฯลาวฯ ขันโตกที่ทำด้วยไม้ไผ่สานและหวาย นิยมในภาคอีสานและสิบสองปันนา
ขันเข้า ขันฯเขั้า ขันข้าว สำรับอาหาร
กวั๋ะเข้า กัวฯะ กระบะคนข้าวเหนียวนึ่ง และอีกความหมายหนึ่งคือสำรับอาหาร
ดาขันโตก ดาขันฯโต฿กฯ จัดอาหารใส่ขันโตก
ห้างขันโตก ห้างฯขันฯโต฿กฯ จัดเตรียมอาหารโดยใช้ขันโตกเป็นสำรับ
กิ๋นขันโตก กินฯขันฯโต฿กฯ รับประทานอาหารที่ใช้ขันโตกเป็นสำรับ

ขนาดและวัสดุบอกฐานะ

บทความของ บดินทร์ธร เสนพรัตน์ ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม (๒๕๖๘) แบ่งขันโตกเป็น ๓ ขนาด คือ ขันโตกหน้อย ราว ๑๐–๑๕ นิ้ว ขันโตกฮาม ราว ๑๗–๒๕ นิ้ว และ ขันโตกหลวง ราว ๒๕–๔๐ นิ้ว

บทความเดียวกันเล่าว่าในอดีต ชนชั้นสูง ขุนนาง และข้าราชการนิยมขันโตกเงิน ทองกาไหล่ หรือไม้ลงรักปิดทองเป็นลวดลายที่เรียกว่า "ลายคำ" และใช้ขันโตกขนาดใหญ่เพราะมีกับข้าวหลายอย่าง ส่วนชาวบ้านทั่วไปมักใช้ขันโตกหน้อยที่ทำจากหวายหรือไม้

ขันโตกไม้ทาสีแดง ขอบประดับลวดลายสีทองและกระจกสีเขียว มีขาตั้งกลึงเป็นซี่รอบฐาน
ขันโตกไม้ทรงถาดมีขาตั้ง ขอบตกแต่งลวดลายสีทอง แบบที่ใช้วางสำรับอาหาร · ภาพ: Susan Slater / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

ขันโตกมาจากไหน

ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าขันโตกเกิดจากอิทธิพลวัฒนธรรมใด งานวิจัยของ ทรงสุข บุญทาวงค์ และคณะ (๒๕๖๕) รวบรวมข้อสังเกตของนักวิชาการท้องถิ่นไว้สองทาง

  • ทางแรก ขันโตกอาจได้อิทธิพลจาก เตียบ (ภาชนะคล้ายพานสำหรับใส่สำรับอาหารถวายพระ) ของสยาม ซึ่งอาจรับเข้ามาในยุคฟื้นฟูเมืองสมัยพระเจ้ากาวิละ (พ.ศ. ๒๓๓๙)
  • อีกทางหนึ่ง ขันโตกมีรูปทรงคล้ายภาชนะใส่ถ้วยอาหารของ พม่า

หลักฐานภาพที่งานวิจัยชิ้นนี้ยกมาคือ จิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดป่าแดด อำเภอแม่แจ่ม ฝีมือสกุลช่างไทใหญ่ ซึ่งวาดภาพการใช้ขันโตกต้อนรับแขกไว้ วิหารหลังนี้ฉลองสมโภชใน พ.ศ. ๒๔๒๘ จึงแสดงว่าการเลี้ยงต้อนรับด้วยขันโตกมีมาอย่างน้อยตั้งแต่ช่วงนั้น

สำรับบนขันโตก: กินอะไรบ้าง

หัวใจของวงขันโตกคือ ข้าวเหนียวนึ่ง หรือ เข้าหนึ้ง เขั้าหึ้นฯง (อ่านว่า เข้าหนึ้ง) ใส่ไว้ใน ก่องเข้า ก่อฯงเขั้า (อ่านว่า ก่องเข้า) ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่หรือหวาย เวลากินก็ จ๋กก่องเข้า จ฿กฯก่ลฯอฯงเขั้า (อ่านว่า จ๋กก่องเข้า) คือล้วงมือหยิบข้าวเหนียวจากกล่องมาปั้นจิ้มกับข้าว คนเมืองเรียกการกินข้าวว่า กิ๋นเข้า กินฯเขั้า

เขั้าหึ้นฯง
เข้าหนึ้ง
น.ข้าวนึ่ง/ข้าวเหนียว/ข้าวเหนียวนึ่ง - ข้าวที่ได้จากข้าวสารเหนียวที่แช่น้ำแล้วนำมานึ่งให้สุก
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

กับข้าวบนขันโตกไม่มีสูตรตายตัว แต่ละบ้านแต่ละโอกาสจัดต่างกันไป เมนูที่แหล่งข้อมูลต่าง ๆ กล่าวถึงบ่อย ได้แก่

อาหาร อักษรล้านนา อ่านว่า พจนานุกรมอธิบายว่า
แกงฮังเล แกงฯฮังฯเล แก๋งฮังเล แกงหมูสามชั้นชิ้นโต เคี่ยวจนน้ำงวด
น้ำพริกหนุ่ม นาฯระฯพิกฯหุ่ม น้ำพิกหนุ่ม น้ำพริกจากพริกหนุ่ม อาหารพื้นบ้านที่รู้จักทั่วไป
น้ำพริกอ่อง นาฯระฯพิกฯอ่อฯง น้ำพิกอ่อง น้ำพริกสีส้มของมะเขือเทศและพริกแห้ง เคี่ยวขลุกขลิก
แคบหมู แฅปฯหู แคบหมู หนังหมูทอดให้กรอบ
ไส้อั่ว ไส้อ่฿วฯ ไส้อั่ว เนื้อหมูสับคลุกเครื่องปรุง ยัดไส้ แล้วทอดหรือย่าง
ลาบ ชิ้นฯลาปฯ จิ๊นลาบ เนื้อสัตว์สับละเอียด คลุกน้ำพิกจิ๊นลาบ
แกงอ่อม แกงฯอ่อฯม แก๋งอ่อม แกงเนื้อสัตว์ต้มเปื่อย ปรุงด้วยน้ำพริกแก๋งอ่อม
แกงแค แกงฯแฅ แก๋งแค แกงที่ใช้ผักหลาย ๆ อย่างรวมกัน
แหนม ชิ้นฯส้฿มฯ จิ๊นส้ม เนื้อหมักกับกระเทียม ข้าวสุก และเกลือให้เปรี้ยว
ห่อแอ็บ หํอฯแอัปฯ ห่อแอ็๋บ ปลาหรือกุ้งเคล้าน้ำพริก ห่อใบตองปิ้งไฟ
ยำไก่ ยำชิ้นฯไก่ ยำจิ๊นไก่ ยำเนื้อไก่
ข้าวพอง (ข้าวแต๋น) เขั้าแตนฯ เข้าแต๋น ขนมข้าวเหนียวนึ่งตากแห้งแล้วทอดให้พอง

แกงฮังเล มีอีกชื่อหนึ่งว่า ฮังเล ฮังฯเล หรือ "ฮินเล" ตามที่พจนานุกรมบันทึกไว้ และพจนานุกรมระบุว่าเนื้อสัตว์ที่ใช้ "ต้องเป็นเนื้อหมูสามชั้น ปนด้วยเนื้อล้วน ๆ ไม่ติดมัน"

แกงฯฮังฯเล
แก๋งฮังเล
น.แกงที่ใช้เครื่องปรุงเฉพาะ เรียก"น้ำพิกแก๋งฮังเล" เนื้อสัตว์ต้องเป็นเนื้อหมูสามชั้น ปนด้วยเนื้อล้วนๆ ไม่ติดมัน หั่นชิ้นโตๆ เคี่ยวจนน้ำงวดเป็นวุ้น
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →
💡 เกร็ดความรู้
ทำไมน้ำพริกต้องคู่กับแคบหมู? งานวิจัยของทรงสุข บุญทาวงค์ และคณะ (๒๕๖๕) ตั้งข้อสังเกตว่าสำรับเมืองมักจัดตาม รสชาติที่เข้ากัน คืออาหารรสเผ็ดอย่างน้ำพริกกับผักตามฤดูกาล วางคู่กับของไม่เผ็ดอย่างแคบหมู ไกด์มิชลิน (๒๕๖๒) ก็เล่าว่าแกงเหนือส่วนใหญ่ไม่ใส่กะทิ และขันโตกหนึ่งสำรับมักมีแกงอย่างน้อยหนึ่งอย่าง

จากขันโตกสู่ขันโตกดินเนอร์

นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม เล่าว่าเมื่อค่านิยมแบบเมืองเข้ามา การกินขันโตกเริ่มเลือนหายไปจากสังคมเมืองในภาคเหนือ แต่ขันโตกกลับได้ชีวิตใหม่ในฐานะ งานเลี้ยงรับรอง ซึ่งนิตยสารฉบับเดียวกันเรียกว่าเป็น "วัฒนธรรมประยุกต์ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้"

ℹ️ ข้อมูล
เส้นทางของขันโตกงานเลี้ยง (ตามงานวิจัยของทรงสุข บุญทาวงค์ และคณะ, ๒๕๖๕)
พ.ศ. ๒๔๒๘ ภาพการเลี้ยงแขกด้วยขันโตกปรากฏในจิตรกรรมวิหารวัดป่าแดด แม่แจ่ม
พ.ศ. ๒๔๘๙ งานเลี้ยงต้อนรับนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค
พ.ศ. ๒๔๙๖ งานเลี้ยงส่งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ข้าหลวงยุติธรรมภาค ๔
พ.ศ. ๒๕๐๗–๒๕๐๘ งานถวายการต้อนรับพระเจ้าโบดวงแห่งเบลเยียม และพระเจ้าโอลาฟที่ ๕ แห่งนอร์เวย์ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์
พ.ศ. ๒๕๑๓ ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ ถนนวัวลาย เปิดเป็นธุรกิจร้านอาหารขันโตกแห่งแรกของเชียงใหม่

ไกรศรี นิมมานเหมินท์ กับงานเลี้ยง พ.ศ. ๒๔๙๖

นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม (๒๕๖๘) ซึ่งอ้างงานเขียนของ ภูเดช แสนสา เล่าว่าผู้ริเริ่มงานเลี้ยงแบบ "ขันโตกดินเนอร์" ครั้งแรกคือ ไกรศรี นิมมานเหมินท์ ใน พ.ศ. ๒๔๙๖ จัดที่บ้านพักถนนฟ้าฮ่าม เพื่อเลี้ยงส่ง สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งกำลังย้ายไปรับตำแหน่งที่กรุงเทพฯ และ จอร์จ วิทนีย์ กงสุลสหรัฐอเมริกาประจำเชียงใหม่ งานได้รับความสนใจมาก จนช่วง พ.ศ. ๒๔๙๖–๒๕๐๑ มีการจัดขึ้นอีกรวม ๔ ครั้ง

แหล่งข้อมูลทั้งสองจึงตรงกันเรื่องงานเลี้ยง พ.ศ. ๒๔๙๖ แต่ต่างกันเล็กน้อยว่างานใดคือ "ครั้งแรก" งานวิจัยของทรงสุขและคณะยังบันทึกงานเลี้ยงขันโตกที่เก่ากว่านั้น คือ พ.ศ. ๒๔๘๙ ไว้ด้วย ส่วนไกด์มิชลิน (๒๕๖๒) ระบุว่าศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่เป็นที่แรกที่จัดขันโตกคู่กับการแสดง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๓ ซึ่งตรงกับงานวิจัย

การแต่งกายไปงานขันโตก

นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ยกข้อความจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม ๒ ว่างานเลี้ยงครั้งนั้นกำหนดให้

  • ผู้ชาย ใส่เสื้อหม้อฮ่อมหรือเสื้อผ้าพื้นเมือง สวมมาลัยดอกมะลิ ใส่กางเกงแบบสากลหรือ เตี่ยวสะดอ ต่ยฯวสดํอฯ (อ่านว่า เตี่ยวสะดอ) กางเกงเป้าหย่อนยาวครึ่งแข้ง แล้วคาดผ้าขาวม้าที่เอว
  • ผู้หญิง นุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อแขนกระบอกหรือเสื้อผ้าพื้นเมือง เกล้าผมประดับ ดอกเอื้อง ดอฯกเอิ้อฯง (อ่านว่า ดอกเอื้อง) หรือดอกกล้วยไม้

แนวการแต่งกายนี้ยังเป็นที่นิยมในงานขันโตกจนถึงทุกวันนี้

ขันโตกวันนี้

ปัจจุบันขันโตกดินเนอร์เป็นทั้งงานเลี้ยงของหน่วยงานรัฐ ธุรกิจท่องเที่ยว และงานของนักเรียนนักศึกษา เช่น คณะต่าง ๆ ใน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่นิยมจัดขันโตกต้อนรับน้องใหม่ งานแบบนี้มักมีการแสดงพื้นเมืองประกอบ เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อฯรเลัปฯ (อ่านว่า ฟ้อนเล็บ) ฟ้อนเทียน ฟ้อนสาวไหม และดนตรีจาก วงสะล้อซอซึง ว฿งฯสลํอฯซํอฯซึงฯ (อ่านว่า วงสะล้อซอซึง)

งานวิจัยของทรงสุขและคณะ (๒๕๖๕) มองว่าขันโตกได้กลายเป็น "ทุนวัฒนธรรม" ที่สร้างรายได้ให้เชียงใหม่ผ่านการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็ชี้ว่าอาหารพื้นเมืองอีกสายหนึ่ง คือ อาหารในคุ้มเจ้านายฝ่ายเหนือ ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก และควรได้รับการนำเสนอเพิ่มขึ้น

ทำไมต้องเป็น "ดินเนอร์"? นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม อธิบายว่าสมัยก่อนที่ไฟฟ้าจะใช้กันทั่วถึง คนมักกินขันโตกกันตอนกลางวัน เมื่อขันโตกกลายเป็นงานเลี้ยงที่ผสมค่านิยมตะวันตกเข้ากับล้านนา งานจึงนิยมจัดตอนค่ำแบบงานเลี้ยงสากล

สรุป

  • ขันโตก (โตก, สะโตก) คือภาชนะทรงถาดมีขาตั้ง ใช้เป็นสำรับให้คนนั่งล้อมวงกินข้าวเหนียวบนพื้น
  • พจนานุกรมแยก ขันโตกยวน (ไม้สัก แบบล้านนา) กับ ขันโตกลาว (ไม้ไผ่สานกับหวาย) ส่วนขนาดและวัสดุเคยบอกฐานะของเจ้าของ
  • สำรับบนขันโตกมักมี เข้าหนึ้ง แกงฮังเล น้ำพิกหนุ่ม น้ำพิกอ่อง แคบหมู ไส้อั่ว และผักตามฤดูกาล
  • ขันโตกดินเนอร์ เป็นวัฒนธรรมประยุกต์ งานเลี้ยงสำคัญเกิดขึ้นช่วง พ.ศ. ๒๔๘๙–๒๕๐๘ และกลายเป็นธุรกิจตั้งแต่ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ เปิดใน พ.ศ. ๒๕๑๓

ค้นคำเรียกอาหารเมืองเพิ่มเติมได้ใน พจนานุกรมมรดกล้านนา และอ่านคำล้านนาที่ใช้ซื้อของกินได้ที่บทความ ไปกาดแบบคนเมือง

แหล่งอ้างอิง

ค้นหาคำว่า "ขันโตก" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา

🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 31 คำ จำได้แค่ไหน?

บทความที่เกี่ยวข้อง

ช่างฟ้อนหญิงสวมเล็บโลหะยาวทุกนิ้ว เสื้อขาว ผ้าคาดแดง และทัดดอกไม้ ขณะฟ้อนเล็บที่เชียงใหม่

ฟ้อนล้านนา: ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน และฟ้อนเจิง ต่างกันอย่างไร

3 มีนาคม 2569 · วัฒนธรรม

ฟ้อนล้านนามีหลายแบบ อ่านความต่างของฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน และฟ้อนเจิง ที่มาจากคุ้มเจ้าหลวงและศิลปะการต่อสู้ วงตึ่งโนง ช่างฟ้อน และคำเมืองจากพจน…

วิหารวัดนันทาราม อำเภอเมืองเชียงใหม่ ศูนย์กลางของชุมชนชาวไทขึนผู้ทำเครื่องเขิน

เครื่องเขิน: เครื่องรักของชาวไทขึน บ้านนันทาราม เชียงใหม่

20 กรกฎาคม 2569 · วัฒนธรรม

เครื่องเขินคือภาชนะไม้ไผ่สานทารักของล้านนา อ่านที่มาของชื่อจากชาวไทขึน ชุมชนนันทาราม ขั้นตอนการทำ การฮายลายฮายดอก และคำเมืองที่ใช้เรียกภาชน…

ภาพถ่ายเก่าขาวดำ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีกับข้าหลวงในชุดสะพายแพร นั่งเรียงบนบันไดตำหนักที่บางปะอิน

เจ้าดารารัศมี: พระราชชายาผู้ฟื้นฟูฟ้อน ดนตรี และวัฒนธรรมล้านนา

4 กรกฎาคม 2569 · วัฒนธรรม

เจ้าดารารัศมี พระธิดาเจ้าหลวงเชียงใหม่และพระราชชายาในรัชกาลที่ ๕ อ่านพระประวัติ กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ ฟ้อน ดนตรี ละครน้อยไจยา และสวนเจ้าสบายท…

ครูดนตรีพื้นเมืองนั่งขัดสมาธิบนเสื่อ ดีดซึงไม้แกะลายสีทอง ที่บ้านในอำเภอแม่ออน เชียงใหม่

สะล้อซอซึง: ดนตรีพื้นเมืองล้านนา สะล้อ ซึง และเสียงขับซอ

18 เมษายน 2569 · วัฒนธรรม

สะล้อซอซึงคือวงดนตรีพื้นเมืองล้านนา รู้จักสะล้อเครื่องสีกะลามะพร้าว ซึงเครื่องดีดสี่สาย ความหมายของซอในชื่อวง วงปี่จุม ป้าดก๊อง และคำเมืองเ…

↑

↑ ↓ เลือก · Enter เปิด · Esc ปิด