ส่างลองแต่งกายอย่างเจ้าชาย สวมเครื่องประดับศีรษะดอกไม้ ขี่คอผู้ใหญ่ในขบวนแห่ใต้ร่มทองที่เชียงใหม่

ภาพ: FredTC / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

ปอยส่างลอง: งานบวชเณรของชาวไตในแผ่นดินล้านนา

ปอยส่างลอง คืองานบวชสามเณรหมู่ของ ชาวไต หรือไทใหญ่ ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในแผ่นดินล้านนามาหลายชั่วคน เด็กชายที่จะบวชเรียกว่า ส่างลอง ส่างฯลอฯง (คำเมืองอ่านว่า ส่างลอง) แต่งกายงดงามอย่างเจ้าชาย ขี่คอผู้ใหญ่แห่ไปทั่วเมืองใต้ร่มทองนานหลายวัน ก่อนจะถอดเครื่องทรงทั้งหมดออกแล้วห่มผ้าเหลือง

ประเพณีนี้ไม่ใช่ของคนเมืองล้านนาโดยตรง แต่เป็นของเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมแผ่นดินกันมานาน และพจนานุกรมมรดกล้านนาก็บันทึกคำนี้ไว้ บทความนี้จึงพาไปรู้จักปอยส่างลอง และเทียบกับ บวชลูกแก้ว ของคนเมือง ว่าเหมือนและต่างกันอย่างไร

ส่างฯลอฯง
ส่างลอง(ไทใหญ่)
น.นาคของชาวไทใหญ่ที่กำลังจะเข้าพิธีบวช โดยมากมักจะเป็นเด็กแต่งกายแบบเจ้าชาย
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

ปอยส่างลองคืออะไร

พจนานุกรมอธิบายว่า ส่างลองคือ "นาคของชาวไทใหญ่ที่กำลังจะเข้าพิธีบวช โดยมากมักจะเป็นเด็กแต่งกายแบบเจ้าชาย" ส่วนคำว่า ปอย พอฯยฯ (คำเมืองอ่านว่า ปอย) แปลว่า งานฉลอง งานรื่นเริง ปอยส่างลองจึงหมายถึง งานฉลองการบวชส่างลอง

งานวิจัยของ พระอาทิตย์ ภู่คำ และคณะ (๒๕๖๓) อ้างสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ อธิบายที่มาของชื่อไว้ดังนี้

คำ ความหมายในภาษาไทใหญ่
ปอย งาน การจัดงาน
ส่าง มาจาก "สาง" แปลว่า สามเณร
ลอง มาจาก "อะลอง" แปลว่า พระโพธิสัตว์ หน่อพุทธางกูร หรือหน่อกษัตริย์

ส่วนข่าวของแนวหน้า (๒๕๖๖) อธิบายว่า "อลอง" หมายถึง เชื้อสายกษัตริย์ ทั้งสองความหมายชี้ไปทางเดียวกัน คือเด็กผู้จะบวชได้รับการยกย่องเหมือนเจ้าชายผู้มีบุญ

💡 เกร็ดความรู้
คำว่า ส่าง ส่างฯ ในพจนานุกรมมรดกล้านนา หมายถึง "ผู้บวชเป็นสามเณรแล้วลาสิกขา" ซึ่งคนล้านนาเรียกว่า น้อย ส่วนผู้ที่ลาสิกขาจากพระภิกษุ คนล้านนาเรียกว่า หนาน หนฯานฯ คำเรียก "น้อย" หรือ "หนาน" หน้าชื่อจึงบอกว่าผู้นั้นเคยบวชมาก่อน

ชาวไต: ไทใหญ่ในแผ่นดินล้านนา

พจนานุกรมอธิบายคำว่า ไต ไท (คำเมืองอ่านว่า ไต) ว่าหมายถึงชาวไทใหญ่ ซึ่ง "คนไทใหญ่เองเรียกตัวเองว่า ไต" ส่วนคนไทยและคนลาวเรียกว่า เงี้ยว ง้ยฯว ชาวไตตั้งบ้านเรือนอยู่ในไทย พม่า ลาว และจีนตอนใต้ ในประเทศไทยพบที่เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และเพชรบูรณ์

คำว่า คนไต ฅ฿นฯไท ในพจนานุกรมยังหมายรวมถึงคนตระกูลไทหลายกลุ่ม ได้แก่ ไทเขิน ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทเหนือ ไทยวน และไทยอง ไทยวนก็คือคนเมืองล้านนานั่นเอง คนเมืองกับชาวไทใหญ่จึงเป็นญาติทางภาษาและวัฒนธรรมกัน

งานวิจัยของพระอาทิตย์ ภู่คำ และคณะ (๒๕๖๓) เล่าว่าชาวไทใหญ่เดินทางไปมาค้าขายในล้านนา และบางส่วนตั้งถิ่นฐานรอบเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๓๕๗–๒๔๕๗ ปัจจุบันวัดป่าเป้าและวัดกู่เต้า (วัดเวฬุวนาราม) ในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางงานประเพณีของชาวไทใหญ่ รวมถึงปอยส่างลอง

ℹ️ ข้อมูล
เมื่อไร: ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ราว มีนาคม–เมษายน งานวิจัยของพระอาทิตย์ ภู่คำ และคณะ ระบุว่าเริ่มได้ตั้งแต่เดือน ๓ ของชาวไต (มีนาคม) ไปจนถึงเดือน ๖ (ราวพฤษภาคม) แต่ละวัดกำหนดวันเอง ไม่มีวันตายตัว

ที่ไหน: แม่ฮ่องสอนเป็นที่รู้จักที่สุด เช่น วัดกลางทุ่ง วัดผาบ่องเหนือ วัดปางล้อ รวมถึงอำเภอขุนยวม ปาย แม่สะเรียง และปางมะผ้า นอกจากนี้ยังจัดในชุมชนไทใหญ่ของเชียงใหม่ด้วย

สถานะ: กระทรวงวัฒนธรรมขึ้นบัญชีเป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๑ (ไทยโพสต์, ๒๕๖๒)
⚠️ ข้อควรระวัง
ข่าวของกระทรวงวัฒนธรรมบางชิ้นกล่าวว่าปอยส่างลอง "เกิดขึ้นที่ จ.แม่ฮ่องสอนเพียงจังหวัดเดียวของประเทศไทย" แต่งานวิจัยในวารสารพุทธศาสตร์ศึกษา (๒๕๖๓) ศึกษาปอยส่างลองที่จัดในตัวเมืองเชียงใหม่ และภาพประกอบบทความนี้ก็ถ่ายที่เชียงใหม่ คำกล่าวนั้นจึงน่าจะหมายถึงงานใหญ่ระดับจังหวัด มากกว่าจะบอกว่าไม่มีที่อื่น

ทำไมส่างลองจึงแต่งกายอย่างเจ้าชาย

ผู้รู้แต่ละถิ่นเล่าที่มาของการแต่งกายแตกต่างกัน งานวิจัยของ อานุรักษ์ สาแก้ว และพระมหาธนกร สุภวโส (๒๕๖๓) ซึ่งศึกษาที่เมืองเชียงตุง รวบรวมไว้สองตำนาน ส่วนแนวหน้า (๒๕๖๖) เล่าเพิ่มอีกหนึ่งตำนาน

การเป็นส่างลองคือการ เลียนแบบเจ้าชายสิทธัตถะ ตอนครองกรุงกบิลพัสดุ์ก่อนออกผนวช ทุกอย่างที่ทำต่อส่างลองในช่วงงานจึงทำเสมือนทำต่อพระมหากษัตริย์ ตำนานนี้พบทั้งในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ และในคำบอกเล่าที่เชียงตุง

เบื้องหลังทั้งหมดนี้คือเรื่องของ ราหุล พระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งบรรพชาเมื่อพระชนม์ ๗ พรรษา และนับเป็น สามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา (อานุรักษ์ สาแก้ว และคณะ, ๒๕๖๓) เด็กที่บวชส่างลองโดยมากอายุราว ๗–๑๕ ปี ตามงานวิจัยที่เชียงใหม่ ส่วนที่เชียงตุงนิยมบวชตั้งแต่อายุ ๑๐ ปีขึ้นไป

ขั้นตอนงานปอยส่างลอง

ปอยส่างลองจัดได้ตั้งแต่ ๓ ถึง ๗ วัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละชุมชน แหล่งข้อมูลจึงเรียกชื่อวันต่างกันไป ตารางนี้ใช้ลำดับที่ Posttoday (๒๕๖๑) บันทึกจากงานที่วัดกลางทุ่ง แม่ฮ่องสอน ซึ่งจัด ๔ วัน

วัน ชื่อเรียก สิ่งที่ทำ
๑ วันรับส่างลอง เช้ามืดโกนผม (ไม่โกนคิ้ว) แต่งกาย รับศีลรับพรจากพระ แล้ว ตะแป พาขี่คอไปไหว้ศาลหลักเมือง ศาลประจำหมู่บ้าน และบ้านญาติผู้ใหญ่
๒ วันข่ามแขก ญาติมาเยี่ยม ผูกข้อมือให้ส่างลอง และช่วยเตรียมเครื่องไทยทาน
๓ วันแห่ครัวหลู่ แห่ส่างลองพร้อมเครื่องไทยทานรอบเมือง ค่ำกลับวัดทำพิธีเรียกขวัญ และกินอาหาร ๑๒ อย่าง พ่อแม่ป้อนข้าวมื้อสุดท้าย
๔ วันข่ามส่าง วันสำคัญที่สุด เวียนรอบอุโบสถ ๓ รอบ แล้วบรรพชาเป็นสามเณร
ขบวนแห่ส่างลองบนถนนในเชียงใหม่ ส่างลองแต่งกายสีสดขี่คอผู้ใหญ่ใต้ร่มประดับดอกไม้
ขบวนแห่ส่างลองในเชียงใหม่ มีร่มประดับกางกั้นให้ส่างลองแต่ละคน · ภาพ: FredTC / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

ตะแป ผู้แบกเจ้าชายตัวน้อย

ตลอดงาน ส่างลองแทบไม่ได้เดินเอง ตะแป หรือพี่เลี้ยง จะให้ขี่คอพาไปทุกที่ และพาฟ้อนไปในขบวนด้วย (Posttoday, ๒๕๖๑) ข้างตัวส่างลองมีผู้กางร่มทองที่เรียกว่า ทีคำ กั้นให้ ชาวบ้านริมทางร่วมขบวนและโปรยข้าวกับดอกไม้ต้อนรับ

เครื่องแต่งกายของส่างลอง

Posttoday (๒๕๖๑) บรรยายชุดส่างลองไว้ว่า นุ่ง โจงกระเบนสีสด ปล่อยชายด้านหลังยาว คาดเข็มขัดเงินหรือลายนาค ใส่เสื้อแขนยาวปักลายดอก โพกผ้าบนศีรษะประดับดอกไม้หลากสี สวมสร้อย กำไล แหวน เขียนคิ้ว ทาปากแดง และสวมถุงเท้าขาว

วันบวช

ที่เชียงตุง อานุรักษ์ สาแก้ว และคณะ (๒๕๖๓) บันทึกว่าเมื่อถึงวัด ส่างลองกล่าวขออนุญาตบรรพชาจากพระผู้ใหญ่ สมาทานศีล ๕ กล่าวคำขอบวชและขอศีล ๑๐ แล้ว เปลี่ยนชุดเจ้าชายเป็นผ้ากาสาวพัสตร์ พระสงฆ์ตั้งชื่อใหม่ให้ เช่น เด็กชายแสงเป็น "สามเณรแสง" ตามความเชื่อ สามเณรใหม่ต้องอยู่ในเขตวัดให้ครบ ๓ วันก่อนจึงออกไปข้างนอกได้

วิธีจัดงานสองแบบ และเจ้าภาพผู้อุปถัมภ์
  • ข่ามดิบ: แบบเรียบง่าย พ่อแม่โกนผมให้ลูกที่วัดหรือที่บ้าน นุ่งขาวห่มขาว แล้วนำเครื่องไทยทานไปบวชที่วัด (ทรูปลูกปัญญา, ๒๕๖๔)
  • ส่างลอง: แบบใหญ่ แห่แหนหลายวัน เป็นแบบที่นิยมกว่า
  • พ่อข่ามแม่ข่าม: งานบวชส่างลองใช้ค่าใช้จ่ายสูง ครอบครัวที่ไม่มีทุนจึงมอบลูกชายให้ผู้มีฐานะที่อยากทำบุญแต่ไม่มีลูกชาย เป็นผู้อุปถัมภ์ เรียกว่า พ่อข่ามแม่ข่าม (รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในไทยโพสต์, ๒๕๖๒) งานนี้จึงเชื่อมคนมีกับคนไม่มีเข้าด้วยกัน

เสียงมองเซิงและการฟ้อนในขบวนแห่

ขบวนแห่ส่างลองครึกครื้นด้วยดนตรีไทใหญ่ ได้แก่ ฆ้องชุด ฉาบ และ มองเซิง มอฯงเซิงฯ (คำเมืองอ่านว่า มองเซิง) (อานุรักษ์ สาแก้ว และคณะ, ๒๕๖๓) พจนานุกรมอธิบายว่ามองเซิงคือ "กลองสองหน้าของชาวไทใหญ่ คล้ายตะโพนไทยแต่ขนาดโตกว่า" ใช้ฝ่ามือตี

มอฯงเซิงฯ
มองเซิง
น.กลองสองหน้า ของชาวไทใหญ่คล้ายตะโพนไทย แต่ ขนาดโตกว่า มีสายผูกคล้องคอหรือหาม ใช้ฝ่ามือตี บรรเลงร่วมกับฆ้องชุดและฉาบ
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

ระหว่างทางมีขบวนฟ้อนแบบไทใหญ่ร่วมด้วย (แนวหน้า, ๒๕๖๖) พจนานุกรมมรดกล้านนาบันทึกศิลปะการฟ้อนของชาวไทใหญ่ไว้หลายแบบ เช่น ฟ้อนกิงกะหล่า ฟ้อฯรกิงฯกห่ลฯา (คำเมืองอ่านว่า ฟ้อนกิ๋งก๋ะหล่า) ซึ่งเลียนแบบกินนร และ ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อฯรง้ยฯว ที่ผสมผสานท่าฟ้อนไทใหญ่กับล้านนา

ปอยส่างลองกับบวชลูกแก้วของคนเมือง

คนเมืองล้านนาก็มีประเพณีคล้ายกัน เรียกว่า บวชลูกแก้ว บวฯชลูกแก้วฯ (คำเมืองอ่านว่า บวชลูกแก้ว) และงานฉลองเรียกว่า ปอยลูกแก้ว พอฯยฯลูกแก้วฯ พจนานุกรมอธิบายว่า ก่อนเป็นนาค "ชาวล้านนานิยมฉลองโดยการจัดขบวนแห่ ขี่ช้าง ขี่ม้า หรือขี่คอ ตามควรแก่ฐานะ" เรียกว่า แห่ลูกแก้ว ไปบ้านญาติพี่น้องและผู้ที่เคารพนับถือ

ลูกแก้วฯ
ลูกแก้ว
น.นาคเณร - ผู้ที่โกนผมแล้วเตรียมจะบวชเป็นสามเณร บางคนแต่งตัวคล้ายเจ้าชายขี่ม้าหรือขี่คอจัดขบวนแห่ไปตามบ้านญาติพี่น้อง เรียกว่า แห่ลูกแก้ว
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →
เรื่อง ไทใหญ่ (ปอยส่างลอง) คนเมือง (ปอยลูกแก้ว)
ผู้จะบวช ส่างลอง ลูกแก้ว ลูกแก้วฯ
การแห่ ขี่คอตะแป ใต้ร่มทอง ขี่ช้าง ขี่ม้า หรือขี่คอ ตามฐานะ (แห่ แห่ ลูกแก้ว)
ผู้อุปถัมภ์ พ่อข่ามแม่ข่าม พ่อออก พํอฯออฯก (อ่านว่า ป้อออก) · แม่ออก แม่ออฯก
ผูกข้อมือรับขวัญ ญาติผูกข้อมือส่างลอง มัดมือ มัดฯมื รับขวัญ
ลาสิกขาแล้วเรียกว่า ส่าง น้อย

รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนเองก็เปรียบปอยส่างลองกับการบวชลูกแก้วของชาวล้านนา (ไทยโพสต์, ๒๕๖๒) ทั้งสองประเพณีมาจากความเชื่อเดียวกัน คือการบวชลูกชายเป็นบุญใหญ่ของพ่อแม่ ส่วนผู้ที่ร่วมทำบุญ พจนานุกรมเรียกว่า เจ้าศรัทธา เจั้าสัทธฯาฯ หมายถึงเจ้าของเครื่องไทยทานในงานบุญ

คุณค่าและความท้าทายในวันนี้

งานวิจัยที่ชุมชนวัดป่าเป้าและวัดกู่เต้า เชียงใหม่ (พระอาทิตย์ ภู่คำ และคณะ, ๒๕๖๓) พบว่าปอยส่างลองช่วย ขัดเกลาเด็กให้มีวินัย ทำให้เยาวชนไทใหญ่รู้รากเหง้าของตน และทำให้ญาติพี่น้องได้มาพบกันช่วงวันหยุด

ปัญหาที่งานวิจัยพบ และข้อเสนอ
  • เวลาเตรียมตัวน้อย เพราะจัดได้แค่ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน พระวิทยากรและพระพี่เลี้ยงไม่พอกับจำนวนส่างลอง
  • ค่าใช้จ่ายสูงเกินจำเป็น ทั้งอาหารเลี้ยงแขก สถานที่ และอัฐบริขาร
  • พิธีใช้เวลานาน การแห่รอบคูเมืองทำให้รถติด และมีเสียงรบกวนชุมชน
  • พิธีบวชของไทใหญ่กับของคนเมืองล้านนาผสมกันมากขึ้น จนส่างลองบางคนไม่รู้แก่นของพิธีดั้งเดิม
  • ข้อเสนอ: ให้หน่วยงานรัฐและเอกชนร่วมวางแผน อธิบายขั้นตอนพิธีให้ส่างลองเข้าใจก่อนบวช จัดพิธีตามแบบไทใหญ่ดั้งเดิม ชวนแขกแต่งกายแบบไทใหญ่ และรณรงค์ให้งานปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แม้ปอยส่างลองจะกลายเป็นงานที่นักท่องเที่ยวมาชมมากขึ้น แต่สำหรับครอบครัวชาวไต ที่นี่คือวันที่ลูกชายก้าวจากเจ้าชายตัวน้อยไปสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ผู้ไปชมจึงควรให้เกียรติพิธี ไม่ขวางขบวน และขออนุญาตก่อนถ่ายภาพใกล้ ๆ

สรุป

  • ปอยส่างลอง คืองานบวชสามเณรหมู่ของชาวไตหรือไทใหญ่ จัดราวมีนาคม–เมษายน ทั้งที่แม่ฮ่องสอนและชุมชนไทใหญ่ในเชียงใหม่
  • ชื่อมาจากภาษาไทใหญ่ ปอย = งาน ส่าง = สามเณร ลอง (อะลอง) = หน่อพุทธางกูรหรือหน่อกษัตริย์
  • ส่างลองแต่งกายอย่างเจ้าชาย ตามตำนานเจ้าชายสิทธัตถะหรือเทพทั้งสี่ในวันเทโว มี ตะแป ให้ขี่คอ และขบวนแห่มีเสียง มองเซิง
  • งานกินเวลา ๓–๗ วัน จบที่วันข่ามส่าง วันบรรพชาเป็นสามเณร
  • คนเมืองล้านนามีประเพณีพี่น้องกัน คือ บวชลูกแก้ว ส่วนคำว่า "ส่าง" ในคำเมืองหมายถึงผู้ลาสิกขาจากสามเณร ที่คนล้านนาเรียกว่า "น้อย"

ค้นคำเรื่องการบวชและชาวไตเพิ่มเติมได้ใน พจนานุกรมมรดกล้านนา และอ่านประเพณีของคนเมืองล้านนาได้ที่บทความ ยี่เป็ง ปี๋ใหม่ และตุง

แหล่งอ้างอิง

ค้นหาคำว่า "ส่างลอง" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา

🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 18 คำ จำได้แค่ไหน?

บทความที่เกี่ยวข้อง

ช่างฟ้อนสวมเล็บยาวฟ้อนเล็บบนเวทีในงานปอยหลวง วัดร้องดอนชัย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

ปอยหลวง: งานฉลองถาวรวัตถุ แห่ครัวตาน ตุง และกลองหลวง

12 ตุลาคม 2569 · ประเพณี

ปอยหลวงคืองานฉลองถาวรวัตถุในวัดของล้านนา อ่านลำดับงานวันดา วันกิน วันตาน การแห่ครัวตาน ตุงริมทาง กลองหลวง พระอุปคุต และคำเมืองที่ใช้ในงานปอย

ลำธารน้ำตกห้วยแก้วเชิงดอยสุเทพในฤดูฝน มีน้ำตกเล็ก ๆ ไหลลงมาระหว่างป่าเขียวครึ้ม

น้อยไจยา: ละครซอรักสามเส้าจากคุ้มเจ้าดารารัศมี สู่เพลงคำเมือง

12 ตุลาคม 2569 · วรรณกรรม

น้อยไจยา (น้อยใจยา, น้อยไชยา) คือละครซอของท้าวสุนทรพจนกิจที่เจ้าดารารัศมีทรงผูกเรื่อง อ่านเรื่องย่อน้อยไจยากับแว่นแก้ว ที่มาของชื่อ และเส้น…

ขันบายศรีประดับดอกดาวเรือง ฝ้ายขาว กล้วย และขนม วางกลางวงผู้ร่วมพิธีสู่ขวัญที่หลวงพระบาง

ฮ้องขวัญ: เรียกขวัญแบบล้านนา ขวัญ ๓๒ และพิธีมัดมือ

12 ตุลาคม 2569 · ประเพณี

ฮ้องขวัญคือพิธีเรียกขวัญของคนล้านนา รู้จักความเชื่อเรื่องขวัญ ๓๒ เหตุที่ขวัญหนี ขันสะหลี บทเรียกขวัญ และการมัดมือด้วยฝ้ายไหมมือ

ดอยสุเทพตั้งตระหง่านอยู่หลังเมืองเชียงใหม่

ปู่แสะย่าแสะ: ตำนานยักษ์ผู้พิทักษ์เมืองเชียงใหม่ และประเพณีเลี้ยงดง

12 ตุลาคม 2569 · ประเพณี

ปู่แสะย่าแสะคือผีบรรพบุรุษของชาวลัวะและผีประจำเมืองเชียงใหม่ อ่านตำนานยักษ์ที่พบพระพุทธเจ้า ลูกทั้ง ๓๒ ตน และประเพณีเลี้ยงดงที่เชิงดอยคำ

↑

↑ ↓ เลือก · Enter เปิด · Esc ปิด