
ภาพ: Prayoon Hongsathon / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
แม่ฮ่องสอน: เมืองสามหมอก ร่องน้ำสอนช้าง และบ้านของชาวไต
แม่ฮ่องสอน แม่ฮ่อฯงสอฯร (คำเมืองอ่านว่า แม่ฮ่องสอน) คือจังหวัดตะวันตกสุดของล้านนา ที่พจนานุกรมมรดกล้านนาบันทึกว่าได้ชื่อ "เมืองสามหมอก" เพราะเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีหมอกปกคลุมเกือบตลอดปี และมีผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ร่วมกัน คนส่วนใหญ่ในเมืองคือชาวไต หรือที่คนทั่วไปรู้จักว่าไทใหญ่
แม่ฮ่องสอนจึงต่างจากจังหวัดล้านนาอื่นอยู่หลายอย่าง วัดเป็นแบบไต ภาษาที่ได้ยินในตลาดหลายคำเป็นภาษาไต ไม่ใช่คำเมือง และงานบุญเดินตามปฏิทิน ๑๒ เดือนของชาวไต บทความนี้พาไปรู้จักเมืองนี้ ตั้งแต่ชื่อที่มาจากร่องน้ำสอนช้าง การตั้งเมืองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ วัดจองคำกับพระธาตุดอยกองมู งานปอย หมอกสามฤดู บัวตอง จนถึงอาหารไตที่คนเมืองก็รู้จัก
ชื่อแม่ฮ่องสอน: ร่องน้ำที่ใช้สอนช้าง
ชื่อเมืองนี้อ่านแบบคำเมืองได้ตรงตัว ฮ่อง ร่อฯง (คำเมืองอ่านว่า ฮ่อง) ในพจนานุกรมแปลว่า ร่อง คือรอยลึกที่เป็นช่องทางไปตามยาว ตามกฎเสียงที่ ร ในภาษาไทยกลางกลายเป็น ฮ ในคำเมือง (อ่านกฎนี้ได้ที่ ร เป็น ฮ ในคำเมือง) ส่วน สอน สอฯร (คำเมืองอ่านว่า สอน) พจนานุกรมให้ความหมายว่า ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ และเริ่มฝึกฝน
ประวัติที่หน่วยงานในจังหวัดเผยแพร่ เล่าว่าชื่อนี้มาจาก ร่องน้ำที่ใช้ฝึกช้าง ศูนย์ไทใหญ่ศึกษา วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน สรุปจากงานของแสงสุรีย์ ลดาวัลย์ (๒๕๔๕) ว่าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๔ เจ้าหลวงพุทธวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ มอบหมายให้ เจ้าแก้วเมืองมา ออกสำรวจป่าทางตะวันตกและจับช้างป่ามาฝึกใช้งานชักลากไม้ ขบวนคล้องช้างผ่านเมืองปายลงมาตามลำน้ำปาย ตั้งหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมน้ำ แล้วเคลื่อนลงใต้ไปตั้งค่ายและคอกฝึกช้างริมห้วยใกล้หมู่บ้านไทใหญ่แห่งหนึ่ง หมู่บ้านที่ตั้งขึ้นตรงนั้นได้ชื่อว่า "แม่ร่องสอน" หมายถึงร่องน้ำอันเป็นที่ฝึกสอนช้าง ต่อมาเสียงเพี้ยนเป็นแม่ฮ่องสอน
ช้างในคำเมืองคือ จ๊าง ช้างฯ (คำเมืองอ่านว่า จ๊าง) ตามกฎ ช เป็น จ เรื่องคล้องช้างจึงเป็นทั้งความทรงจำของเมืองและเหตุผลของชื่อเมืองไปพร้อมกัน
จากหมู่บ้านคล้องช้างสู่เมือง พ.ศ. ๒๔๑๗
ตามประวัติของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หมู่บ้านแรกที่เจ้าแก้วเมืองมาตั้งริมแม่น้ำปายชื่อ บ้านโป่งหมู เพราะมีดินโป่งที่หมูป่าลงมากินชุกชุม วันนี้เรียกว่าบ้านปางหมู ผู้นำหมู่บ้านคือชาวไทใหญ่ชื่อพะกาหม่อง ส่วนหมู่บ้านแม่ฮ่องสอนมีแสนโกม บุตรเขยของพะกาหม่อง เป็นผู้นำ
ป่าแถบนี้มีไม้สักมาก ไม้สั๋ก ไม้สักฯ (คำเมืองอ่านว่า ไม้สั๋ก) ที่พจนานุกรมบอกว่าเนื้อแข็ง คงทน เหมาะสำหรับสร้างบ้าน ศูนย์ไทใหญ่ศึกษาเล่าว่าพะกาหม่องกับแสนโกมขออนุญาตเจ้าเมืองเชียงใหม่ตัดไม้สักชักลงลำห้วยให้ไหลลงแม่น้ำสาละวิน ส่งไปขายที่เมืองมะละแหม่ง แล้วแบ่งเงินถวายทุกปี หมู่บ้านจึงค่อย ๆ เจริญขึ้น
ราว พ.ศ. ๒๓๙๙ หัวเมืองไทใหญ่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวินเกิดศึกแย่งชิงอำนาจ ชาวไทใหญ่จำนวนมากอพยพเข้ามาอยู่ที่บ้านปางหมูและเมืองปาย หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มชื่อ ชานกะเล ที่ต่อมาได้ไปครองเมืองขุนยวม

เมื่อผู้คนหนาแน่นขึ้น พจนานุกรมบันทึกว่าแม่ฮ่องสอน ได้รับการสถาปนาเป็นเมืองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ โดยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองประเทศราชของสยามในเวลานั้น ศูนย์ไทใหญ่ศึกษาเล่าว่าแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองหน้าด่าน มีเมืองปายและเมืองขุนยวมอยู่ในอาณาเขต ส่วนเมืองสะเรียงขึ้นตรงต่อเชียงใหม่ ชานกะเลได้รับแต่งตั้งเป็น พญาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองคนแรก และชาวเมืองนับถือท่านเป็น เจ้าฟ้า เจั้าฟ้า (คำเมืองอ่านว่า เจ้าฟ้า) แบบเจ้าผู้ครองเมืองไทใหญ่ในรัฐฉาน พจนานุกรมอธิบายคำนี้ไว้ตรงกันว่าเป็นตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมืองของไทใหญ่และไทขึน
ข้อมูลของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเล่าต่อว่า เมื่อพญาสิงหนาทราชาถึงแก่กรรมใน พ.ศ. ๒๔๒๗ ภรรยาของท่าน คือเจ้านางเมี๊ยะ ได้ปกครองเมืองต่อจนถึง พ.ศ. ๒๔๓๔ และเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ แม่ฮ่องสอนตั้งเป็นเมืองจัตวาขึ้นกับมณฑลพายัพ ใช้ชื่อว่า "จังหวัดแม่ฮ่องสอน" มาจนทุกวันนี้ เรื่องการเปลี่ยนผ่านของล้านนาทั้งแผ่นดินจากเมืองประเทศราชสู่มณฑลพายัพ อ่านภาพรวมได้ที่ ล้านนา: ชื่อนี้มาจากไหน
- พ.ศ. ๒๓๗๔ เจ้าแก้วเมืองมาออกคล้องช้าง ตั้งบ้านโป่งหมูและบ้านแม่ฮ่องสอน
- พ.ศ. ๒๓๙๙ ชาวไทใหญ่อพยพหนีศึกจากฝั่งตะวันตกของสาละวิน
- พ.ศ. ๒๔๑๗ สถาปนาเป็นเมือง พญาสิงหนาทราชา (ชานกะเล) เป็นเจ้าเมืองคนแรก
- พ.ศ. ๒๔๕๓ เป็นจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขึ้นกับมณฑลพายัพ
ไต: คนส่วนใหญ่ของแม่ฮ่องสอน
ชาวไทใหญ่เรียกตัวเองว่า ไต ไท (คำเมืองอ่านว่า ไต) พจนานุกรมบันทึกไว้ตรง ๆ ว่า คนไทยและคนลาวเรียกชนกลุ่มนี้ว่า เงี้ยว ง้ยฯว (คำเมืองอ่านว่า เงี้ยว) แต่คนไทใหญ่เองเรียกตัวเองว่า "ไต" ในเมืองไทยพบชาวไตที่เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และเพชรบูรณ์ และเป็นกลุ่มที่มีรากวัฒนธรรม เช่น การพูด คล้ายคนไทยในล้านนา
คำว่าเงี้ยวจึงเป็น ชื่อที่คนนอกตั้งให้ ยังติดอยู่ในชื่ออาหารหรือการแสดงบางอย่าง เช่น น้ำเงี้ยว หรือฟ้อนเงี้ยว แต่เวลาพูดถึงผู้คน การเรียกว่า ไต หรือ ไทใหญ่ สุภาพกว่าและตรงกับที่เจ้าของชื่อเรียกตัวเอง บทความนี้จึงใช้สองคำนี้
ที่แม่ฮ่องสอน ชาวไตไม่ใช่คนกลุ่มเล็ก ข้อมูลทั่วไปของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดระบุว่าประชากร "โดยมากเป็นชาวไทใหญ่" รองลงมาคือไทยวน ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) ลาหู่ ลีซู ลัวะ ม้ง จีนยูนนาน ปะโอ และกลุ่มอื่น ผู้จัดการออนไลน์ (๒๕๕๔) ก็เล่าว่าชาวไทใหญ่เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในแม่ฮ่องสอนมาตั้งแต่ก่อตั้งเมือง เรื่องคนไตทั้งหกกลุ่มในล้านนาอ่านได้ที่ คนไต
ภาษาไตกับคำเมือง: คำที่ฟังคล้ายกัน
แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด (๒๕๖๘) อธิบายว่าชาวไทใหญ่มีภาษาพูดของตนเองเรียกว่า "กำไต" เวลาพูดภาษาไตเรียกว่า "อุบไต" ถ้าแยกเป็นคำเดี่ยว ๆ คนไทยฟังเข้าใจได้ง่าย แต่เมื่อพูดต่อกันเป็นประโยคอาจฟังไม่รู้เรื่อง ส่วนตัวอักษรเรียกว่า "ลีกไต" ลักษณะกลมคล้ายอักษรมอญและพม่า
ลองเทียบดูกับคำเมือง คนเมืองเรียกภาษาของตนว่า กำเมือง คำฯเมิอฯง (คำเมืองอ่านว่า กำเมือง) เรียกการพูดว่า อู้ อู้ (คำเมืองอ่านว่า อู้) และเรียกอักษรธรรมล้านนาว่า ตั๋วเมือง ต฿วฯเมิอฯง (คำเมืองอ่านว่า ตั๋วเมือง) โครงคำคล้ายกันมาก คือ "กำ + ชื่อกลุ่ม" แต่คำกริยาและชื่ออักษรต่างกัน
ตารางนี้เทียบคำไตที่งานวิจัยของจันทกานต์ สิทธิราช และคณะ (๒๕๖๔) กับแผนของจังหวัดบันทึกไว้ กับคำเมืองในพจนานุกรม
| ภาษาไต (ตามแหล่งที่อ้าง) | ความหมาย | คำเมือง (พจนานุกรม) |
|---|---|---|
| กำไต | ภาษาไต | กำเมือง |
| อุบไต | พูดภาษาไต | อู้ |
| ลีกไต / ลิ่กไต | อักษรไต | ตั๋วเมือง (อักษรล้านนา) |
| เฮิน | บ้าน | เฮือน เริอฯร |
| ก๋อง | กลอง | ก๋อง กลฯอฯง |
| มอง | ฆ้อง | ก๊อง ค้อฯง |
| โถ่เน่า | ถั่วเหลือง(หมัก) | ถั่วเน่า ถ฿วฯเนาฯ |
| หลู่ | ทำบุญ | ตาน ทาฯนฯ (ทาน การให้) |
| ก้า | รำ ฟ้อน | ฟ้อน ฟ้อฯร |
| ปอย | งานรื่นเริง งานบุญ | ปอย พอฯยฯ |
อ่านคำเมืองในตารางได้ว่า เฮือน ก๋อง ก๊อง ถั่วเน่า ตาน ฟ้อน และปอย บางคำเหมือนกันแทบทั้งเสียงและความหมาย อย่าง ก๋อง และ ปอย บางคำใช้คนละคำเลย อย่าง มอง กับ ก๊อง ที่แปลว่าฆ้องเหมือนกัน
วัดจองคำ จองกลาง และพระธาตุดอยกองมู
วัดของชาวไตเรียกว่า "จอง" งานวิจัยของจันทกานต์และคณะ (๒๕๖๔) อธิบายว่าอาคารหลักของวัดชาวไทใหญ่เป็นอาคารกึ่งโล่ง ยกพื้นสูง มีฝาสามด้าน ใช้เป็นทั้งวิหาร ศาลาการเปรียญ และกุฏิพระ หลังคาซ้อนกันหลายชั้น นิยมสาม ห้า หรือเจ็ดชั้น ยอดทรงปราสาทประดับฉัตร รูปแบบนี้ได้อิทธิพลจากสถาปัตยกรรมไตผสมพม่าในรัฐฉาน พม่าในคำเมืองเรียกว่า ม่าน ม่านฯ (คำเมืองอ่านว่า ม่าน)
กลางเมืองแม่ฮ่องสอนมี วัดจองคำ กับ วัดจองกลาง ตั้งเคียงกันริมหนองจองคำ ผู้จัดการออนไลน์ (๒๕๕๔) เล่าว่าทั้งสองวัดสร้างโดยช่างไทใหญ่ วัดจองกลางมีตุ๊กตาไม้แกะสลักเล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดก ส่วนวัดจองคำปัจจุบันเป็นพระอารามหลวง ตามข่าวของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (๒๕๖๗)

บนดอยทางตะวันตกของเมืองคือ วัดพระธาตุดอยกองมู ที่คำขวัญเรียกว่า "กองมูเสียดฟ้า" หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ ของกรมศิลปากร บันทึกว่าเดิมชื่อ วัดปลายดอย มีพระธาตุเจดีย์ศิลปะไทใหญ่-พม่าสององค์ องค์ใหญ่สร้างโดยจองต่องสู่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๓ บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะที่อัญเชิญมาจากพม่า องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ โดยพญาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองคนแรก บรรจุพระธาตุของพระสารีบุตร และมีความเชื่อว่าภูเขาลูกนี้มีลักษณะเหมือนองค์พระเจดีย์ จึงเรียกว่าพระธาตุดอยกองมู

เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอนใช้ภาพวัดพระธาตุดอยกองมูกับเจดีย์สององค์นี้เป็นตราของเทศบาล และไทยพีบีเอส (๒๕๖๖) เล่าว่าจากวัดมองเห็นตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจน
ปอยส่างลอง จองพารา และงานบุญ ๑๒ เดือนของชาวไต
คำที่ได้ยินบ่อยที่สุดเมื่อพูดถึงงานบุญของชาวไตคือ ปอย ที่พจนานุกรมแปลว่า งานฉลอง งานรื่นเริง งานใหญ่ที่สุดงานหนึ่งคือ ปอยส่างลอง งานบวชเณรหมู่ เด็กชายที่จะบวชเรียกว่า ส่างลอง ส่างฯลอฯง (คำเมืองอ่านว่า ส่างลอง) แต่งกายอย่างเจ้าชาย แผนของจังหวัดบอกว่าจัดระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน ที่ชุมชนและวัดที่มีชาวไทใหญ่อาศัย ขั้นตอนแต่ละวันอ่านต่อได้ที่ ปอยส่างลอง
ช่วงออกพรรษา หรือที่คนเมืองเรียกว่า ออกหวะสา ออฯกวัสสฯา (คำเมืองอ่านว่า ออกหวะสา) ชาวไตทำ จองพารา แผนของจังหวัดอธิบายว่าจองพาราเป็นภาษาไทใหญ่ แปลว่า "ปราสาทพระ" สร้างขึ้นคอยรับเสด็จพระพุทธเจ้าที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ชาวบ้านช่วยกันทำปราสาทจำลองประดับตามวัดและบ้านเรือน แห่ขบวนรูปสัตว์ต่าง ๆ และเช้าวันออกพรรษามีการตักบาตรเทโวจากวัดพระธาตุดอยกองมูลงมาถึงวัดม่วยต่อที่เชิงดอย จังหวัดเรียกงานนี้ว่า ปอยเหลินสิบเอ็ด
ในงานปอยมีการฟ้อนแบบไต เช่น ฟ้อนกิ๋งก๋ะหล่า ฟ้อฯรกิงฯกห่ลฯา (คำเมืองอ่านว่า ฟ้อนกิ๋งก๋ะหล่า) ที่พจนานุกรมอธิบายว่ากิ๋งก๋ะหล่าก็คือกินนร ผู้ฟ้อนใส่ปีกใส่หางเลียนแบบอมนุษย์ในนิยาย ดนตรีที่ได้ยินในขบวนคือ มองเซิง มอฯงเซิงฯ (คำเมืองอ่านว่า มองเซิง) กลองสองหน้าของชาวไทใหญ่ที่ตีร่วมกับฆ้องชุดและฉาบ และ ก๋องปู่เจ่ กลฯอฯงปู่เจ่ (คำเมืองอ่านว่า ก๋องปู่เจ่) กลองหน้าเดียวสะพายตีที่ชาวไทใหญ่เรียกว่ากลองก้นยาว เรื่องฟ้อนของคนเมืองอ่านเทียบได้ที่ ฟ้อนล้านนา
ไทยพีบีเอสบันทึกการทำจองพาราของชุมชนไตบ้านนาปลาจาด อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ไว้ในซีรีส์วิถีคน

วิดีโอจากช่อง Thai PBS ช่องทางการของไทยพีบีเอส ผู้ถือสิทธิ์รายการ
เดือนสิบสองของชาวไต คือคืนยี่เป็งของคนเมือง
ปฏิทินงานบุญของชาวไตกับคนเมืองนับเดือนต่างกัน แผนของจังหวัดเล่าถึงงาน "สิบสองมนล่องผ่องไต" ซึ่งแปลว่าการลอยกระทงของชาวไตในวันเพ็ญเดือนสิบสอง ส่วนพจนานุกรมบอกว่าเพ็ญเดือนสิบสองของภาคกลางคือ เดือนยี่เปง เดิอฯรยี่เพงฯ (คำเมืองอ่านว่า เดือนยี่เปง) ของคนเมือง เพราะล้านนานับเดือนเร็วกว่าภาคกลางสองเดือน คืนเดียวกันจึงมีสองชื่อ ชาวไตเรียกเดือนสิบสอง คนเมืองเรียกเดือนยี่
ทำนองเดียวกัน ออกพรรษาซึ่งชาวไตเรียกว่าเหลินสิบเอ็ด ตรงกับเดือน ๑๑ ของภาคกลาง และพจนานุกรมบอกว่าเดือน ๑๑ ภาคกลางคือ เดือนเกี๋ยง เดิอฯรกยฯง (คำเมืองอ่านว่า เดือนเกี๋ยง) เดือนแรกของปีล้านนา ทำไมคนเมืองนับเดือนเร็วกว่า อ่านได้ที่ เดือนเหนือ
งานวิจัยของจันทกานต์และคณะ (๒๕๖๔) สรุปว่าชาวไทใหญ่ในแม่ฮ่องสอนมีประเพณีทำบุญครบ ๑๒ เดือน แต่ละเดือนเรียกว่า "เหลิน" ตั้งแต่เหลินเจ๋งในเดือนธันวาคม ถึงเหลินสิบสองในเดือนพฤศจิกายน วงล้อด้านล่างรวมงานบุญทั้ง ๑๒ เดือนเข้ากับฤดูกาลและหมอกของเมือง แตะเดือนไหนก็ได้ จะเห็นงานบุญของชาวไต คำเมืองของเดือนนั้น และเดือนเหนือของปีนี้จากปฏิทินล้านนาของมรดกล้านนา
หมอกสามฤดู บัวตอง และปี๊จั่น
คำขวัญของจังหวัดตามที่พจนานุกรมบันทึกคือ "หมอกสามฤดู กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี ผู้คนดี ประเพณีงาม ลือนามถิ่นบัวตอง" บรรทัดแรกคือที่มาของชื่อเมืองสามหมอก
หมอก หมฯอฯก (คำเมืองอ่านว่า หมอก) ในคำเมืองเขียนและอ่านเหมือนภาษาไทยกลาง ผู้จัดการออนไลน์ (๒๕๕๔) อธิบายว่าแม่ฮ่องสอนเป็นที่ราบที่ล้อมรอบด้วยทิวเขา จึงมีหมอกตลอดปี หมอกน้ำค้างในฤดูหนาว หมอกฝนในฤดูฝน และหมอกควันจากไฟในฤดูร้อน แผนของจังหวัดแบ่งฤดูไว้ว่า ฤดูร้อนราวกลางกุมภาพันธ์ถึงกลางพฤษภาคม โดยเมษายนร้อนจัด ฤดูฝนราวกลางพฤษภาคมถึงกลางตุลาคม และฤดูหนาวราวตุลาคมถึงกลางกุมภาพันธ์ ซึ่งบนยอดดอยสูงอาจเกิดน้ำค้างแข็ง
คนเมืองมีคำเรียกน้ำค้างโดยเฉพาะ คือ เหมย เหิมฯอฯย (คำเมืองอ่านว่า เหมย) ถ้าน้ำค้างแข็งตัวเพราะเย็นจัดเรียกว่า เหมยขาบ เหิมฯอฯยขาปฯ (คำเมืองอ่านว่า เหมยขาบ) ส่วนหมอกหน้าร้อนนั้นที่จริงคือควันไฟ คำเมืองเรียกควันมาก ๆ อย่างควันไฟไหม้ป่าว่า ควันจุ๊งๆ ฅัวฯรชุ้งๆ (คำเมืองอ่านว่า ควันจุ๊ง ๆ) หมอกชนิดนี้ไม่ควรชื่นชมเหมือนหมอกหน้าหนาว เพราะเป็นเรื่องสุขภาพของคนทั้งเมือง

บรรทัดสุดท้ายของคำขวัญคือ บัวตอง บ฿วฯทอฯง (คำเมืองอ่านว่า บัวตอง) พจนานุกรมอธิบายว่าเป็นไม้ล้มลุก ดอกสีเหลืองสด มีมากที่ดอยแม่อูคอ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ออกดอกช่วงพฤศจิกายนถึงธันวาคม ข้อมูลทั่วไปของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดระบุว่าบัวตองเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด
ต้นไม้ประจำจังหวัดคือกระพี้จั่น ที่คนเมืองเรียกว่า ปี๊จั่น พี้จั่นฯ (คำเมืองอ่านว่า ปี๊จั่น) พจนานุกรมบรรยายว่าเป็นไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูง ๘–๒๐ เมตร ดอกสีชมพูอมม่วงเข้ม รูปดอกถั่ว ออกดอกได้เกือบทั้งปี ฝักแบนยาว ใบใช้เป็นยาสมุนไพร และเนื้อไม้ใช้ก่อสร้าง ภาพดอกปี๊จั่นดูได้ใน ๘ จังหวัดล้านนา
พจนานุกรมยังมีคำที่ผูกกับแม่ฮ่องสอนอีกสองคำ เขียดแลว ขยฯดแลวฯ (คำเมืองอ่านว่า เขียดแลว) เขียดตัวใหญ่สีน้ำตาลที่พบบนภูเขาในจังหวัด ยาวได้ถึงหนึ่งฟุตเมื่อเหยียดขา และปัจจุบันเป็นสัตว์อนุรักษ์ ข้อมูลของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดระบุว่าเป็นสัตว์น้ำประจำจังหวัด อีกคำคือ เสี้ยวดอกแดง ส้ยฯวดอฯกแดงฯ (คำเมืองอ่านว่า เสี้ยวดอกแดง) ต้นชงโคดอกสีม่วงแดง ที่พจนานุกรมบันทึกว่าคนแม่ฮ่องสอนเรียกว่า เสี้ยวหวาน ชื่อดอกไม้คำเมืองอื่น ๆ อ่านได้ที่ ดอกไม้ล้านนา
ปาย แม่สะเรียง และผู้คนบนดอย
แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดใหญ่ ข้อมูลทั่วไปของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดบอกว่ามีพื้นที่มากเป็นอันดับ ๘ ของประเทศ แต่มีประชากรเบาบาง แบ่งเป็น ๗ อำเภอ คือ เมืองแม่ฮ่องสอน ขุนยวม ปาย แม่สะเรียง แม่ลาน้อย สบเมย และปางมะผ้า
ปาย เป็นหนึ่งในเมืองรองตั้งแต่ปีตั้งเมือง พ.ศ. ๒๔๑๗ และแม่น้ำปายคือลำน้ำที่ขบวนคล้องช้างเดินตามลงมา ผู้จัดการออนไลน์ (๒๕๕๔) เล่าถึงวัดพระธาตุแม่เย็นที่มองเห็นตัวเมืองปายทั้งเมือง และหมู่บ้านสันติชลของชาวจีนยูนนาน แผนของจังหวัดบอกว่าชาวจีนยูนนานในปาย ปางมะผ้า และอำเภอเมือง คืออดีตทหารกองพล ๙๓ ที่ลี้ภัยการเมืองเข้ามาและตั้งชุมชนถาวร

แม่สะเรียง ทางใต้ของจังหวัด เดิมคือเมืองยวม ตามข้อมูลของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และศูนย์ไทใหญ่ศึกษาเล่าว่าเมื่อตั้งเมืองแม่ฮ่องสอนใน พ.ศ. ๒๔๑๗ เมืองสะเรียงยังขึ้นตรงต่อเชียงใหม่ ข้อมูลของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดยังบอกว่าอำเภอแม่สะเรียงเป็นจุดตะวันตกสุดของประเทศไทย ราวเส้นแวง ๙๗.๕ องศาตะวันออก ทุกปีช่วงออกพรรษา แม่สะเรียงมีงาน "ออกหว่า" ที่ประดิษฐ์จองพาราและแห่เทียนพันเล่มแบบไต ตามแผนของจังหวัด ใต้ลงไปคือ ส๋บเมย ส฿ปฯเมิยฯ (คำเมืองอ่านว่า ส๋บเมย) ที่พจนานุกรมอธิบายว่าเป็นที่แม่น้ำเมยไหลมาบรรจบแม่น้ำสาละวิน บนชายแดนไทย-เมียนมา
ผู้คนบนดอย
แผนของจังหวัดแบ่งผู้คนเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือคนไทยเชื้อสายไทใหญ่ที่อพยพมาจากรัฐฉาน กับกลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูง ที่มีจำนวนมากที่สุดคือ ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) ราวร้อยละ ๗๙ ของประชากรชาวเขาในจังหวัด ตั้งถิ่นฐานอยู่ทุกอำเภอ นอกจากนี้มี ลาหู่ ในปางมะผ้า ปาย และอำเภอเมือง ลีซู ในปายและปางมะผ้า ลัวะ ที่อยู่ในดินแดนล้านนาและแม่ฮ่องสอนมาตั้งแต่โบราณ ปัจจุบันตั้งชุมชนไปตามสันเขาแถบแม่ลาน้อย ม้ง ที่กระจายอยู่ทุกอำเภอ และ ปะโอ ที่อพยพมาจากรัฐฉาน
แต่ละกลุ่มมีภาษาและงานประจำปีของตนเอง เช่น ชาวลีซูฉลองปีใหม่ที่เรียกว่า กินวอ ช่วงปลายมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ตามแผนของจังหวัด ซึ่งยังบอกด้วยว่าคนในจังหวัดราวสามในสี่นับถือพุทธศาสนา และราวหนึ่งในสี่นับถือคริสต์ศาสนา
กิ๋นแบบไต: ถั่วเน่า เข้ากั๊นจิ๊น และน้ำเงี้ยว
อาหารไตเป็นส่วนหนึ่งของครัวคนเมืองมานาน งานวิจัยเรื่องอาหารไทใหญ่ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของ Kongsuwan (๒๕๕๙) ที่ศึกษาในเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก บันทึกอาหารไว้ ๔๔ รายการ คาว ๓๓ หวาน ๑๑ และพบว่าวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ร่วมคือ ถั่วเน่า งา และมะเขือเทศ
ถั่วเน่า ในพจนานุกรมคือถั่วเหลืองต้มเปื่อย หมักกับเกลือแล้วตำให้ละเอียด ใช้ปรุงรสอาหารหลายชนิด ถ้าทำเป็นแผ่นบางกลมราวสามนิ้วแล้วตากแห้ง เรียกว่า ถั่วเน่าแข๋บ ถ฿วฯเนาฯแขัปฯ (คำเมืองอ่านว่า ถั่วเน่าแข๋บ) ชาวไตเรียกถั่วเน่าว่า โถ่เน่า ตามงานของจันทกานต์และคณะ

อาหารไตอีกจานที่พจนานุกรมบันทึกไว้คือ เข้ากั๊นจิ๊น เขั้าคั้นฯชิ้นฯ (คำเมืองอ่านว่า เข้ากั๊นจิ๊น) ข้าวคลุกเนื้อผสมเลือด ห่อใบตองนึ่งให้สุก กินกับกระเทียมเจียว หัวหอม และพริกแห้งทอด และ น้ำเงี้ยว นาฯง้ยฯว (คำเมืองอ่านว่า น้ำเงี้ยว) น้ำแกงหมูสับกับกระดูกหมู ก้อนเลือด มะเขือเทศ และดอกงิ้วแห้ง สำหรับราดขนมจีน
ทั้งสองจานยังติดชื่อเก่า พจนานุกรมให้ชื่ออื่นของเข้ากั๊นจิ๊นไว้ว่า "เข้าเงี้ยว" หรือ "จิ๊นส้มเงี้ยว" ชื่ออาหารเหล่านี้คนทั่วไปยังใช้อยู่ ไม่ได้ตั้งใจดูแคลน แต่เมื่อพูดถึงผู้คน ใช้คำว่าไตหรือไทใหญ่ อาหารเมืองอื่น ๆ อ่านได้ที่ ครัวล้านนา
เที่ยวแม่ฮ่องสอนแบบคนเมือง
- ชวนกันไปงานปอยส่างลองหรือจองพารา ใช้คำว่า แอ่วปอย แอ่วฯพอฯยฯ คือไปเที่ยวงานฉลอง
- เช้าหน้าหนาวบนดอย อากาศ หนาวกั๋ดหนาวเย็น หนฯาวฯกัดฯหนฯาวฯเอยฯันฯ คือหนาวมาก
- ชิมถั่วเน่าหรือน้ำเงี้ยวแล้วถูกปาก บอกว่า ลำแต๊ ลำแท้ คืออร่อยจริง ๆ
- ขอบคุณเจ้าของร้านหรือเจ้าของบ้าน พูดว่า ยินดีจ้าดนัก ยินฯดีชาดฯนักฯ คือขอบคุณมาก
- หน้าฝนที่ฝนตกไม่หยุดหลายวัน คนเมืองเรียกว่า ฝนต๋กซึง ฝ฿นฯต฿กฯซึงฯ
คำเหล่านี้เป็นคำเมือง ใช้คุยกับคนเมืองได้ แต่ชาวไตในแม่ฮ่องสอนมีภาษาของตนเอง ถ้าไม่แน่ใจ ใช้ภาษาไทยกลางอย่างสุภาพก็ได้ คำทักทายแบบคนเมืองอ่านเพิ่มได้ที่ ทักทายแบบคนเมือง
สรุป
- แม่ฮ่องสอน ได้ชื่อจากร่องน้ำที่ใช้ฝึกสอนช้าง ตามประวัติที่จังหวัดเผยแพร่ เพราะ ฮ่อง ในคำเมืองคือร่อง
- เริ่มจากหมู่บ้านที่เจ้าแก้วเมืองมาตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๔ และได้รับการสถาปนาเป็นเมืองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ มีพญาสิงหนาทราชา (ชานกะเล) เป็นเจ้าเมืองคนแรก
- คนส่วนใหญ่เป็นชาวไต ที่เรียกตัวเองว่าไต ส่วนเงี้ยวเป็นชื่อที่คนนอกเรียก และหลายคนพูดภาษาไต ไม่ใช่คำเมือง
- วัดแบบไตอย่างวัดจองคำ จองกลาง และพระธาตุดอยกองมู งานปอยส่างลอง จองพารา และงานบุญ ๑๒ เดือน คือหัวใจของเมือง
- หมอกสามฤดูคือหมอกน้ำค้าง หมอกฝน และหมอกควัน ดอกไม้ประจำจังหวัดคือบัวตอง ต้นไม้ประจำจังหวัดคือ ปี๊จั่น
ค้นคำเมืองที่เกี่ยวกับแม่ฮ่องสอนเพิ่มได้ใน พจนานุกรมมรดกล้านนา และอ่านงานบวชของชาวไตได้ที่ ปอยส่างลอง
📚 ทั้งชุด: ดูจังหวัด เมืองเก่า และผู้คนบนแผนที่เดียวที่ เมืองในล้านนา: ๘ จังหวัด เมืองเก่า และผู้คน
แหล่งอ้างอิง
- พจนานุกรมมรดกล้านนา: แม่ฮ่องสอน · ไต · ฮ่อง · บัวตอง · ปี๊จั่น · เขียดแลว · ถั่วเน่า และคำทั้งหมดในบทความ ตรวจเมื่อ ๒๓–๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๙
- ศูนย์ไทใหญ่ศึกษา วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน. (๒๕๕๔). ประวัติการค้าไม้สักในแม่ฮ่องสอน (อ้างแสงสุรีย์ ลดาวัลย์, ๒๕๔๕)
- สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน. (๒๕๖๔). ข้อมูลทั่วไปจังหวัด
- สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน. (๒๕๖๘). แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน (พ.ศ. ๒๕๖๖–๒๕๗๐) ฉบับทบทวน. สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- จันทกานต์ สิทธิราช, ธนพร หมูคำ, ศรีวิไล พลมณี และประเทือง ทินรัตน์. (๒๕๖๔). การดำรงอยู่ของอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน. วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์, ๔๐(๑)
- หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ กรมศิลปากร. วัดพระธาตุดอยกองมู
- เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน. ประวัติความเป็นมา
- ไทยพีบีเอส. (๒๕๖๖, ๗ กันยายน). เที่ยวแม่ฮ่องสอน สักการะ "พระธาตุคู่ กองมูเสียดฟ้า"
- ผู้จัดการออนไลน์. (๒๕๕๔, ๑๒ ธันวาคม). ข้ามเขาพันโค้ง สัมผัสความงาม "เมืองสามหมอก"
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (๒๕๖๗). ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดจองคำ พระอารามหลวง จ.แม่ฮ่องสอน
- Kongsuwan, D. (๒๕๕๙). "Shan Cuisine" The Intangible Cultural Heritage of Shan Cuisine along the Thai Frontier. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, ๘ (ฉบับพิเศษ)
- ภาพประกอบทั้งหมดจาก Wikimedia Commons ตามเครดิตใต้ภาพ
ฝึกคำจากบทความนี้
ลองเล่นบัตรคำ 40 คำจากบทความนี้ จำคำล้านนาให้แม่นขึ้น
ค้นหาคำว่า "แม่ฮ่องสอน" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา
🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 43 คำ จำได้แค่ไหน?


