
ลิลิตพระลอ: เรื่องจริง เรื่องเล่า และเรื่องแต่ง
ลิลิตพระลอ เป็นวรรณคดีรักโศกที่คนไทยรู้จักจากห้องเรียน พระลอแห่งเมืองแมนสรวงตามเสียงร่ำลือไปพบพระเพื่อนพระแพงแห่งเมืองสรอง แล้วทั้งสามสิ้นชีวิตด้วยกัน คนแพร่เขียนไว้ในคำขวัญว่า "ถิ่นรักพระลอ" คนพะเยาตั้งรูปปั้นพระลอไว้ที่ เวียง วยฯง (คำเมืองอ่านว่า เวียง) ลอ และมีผู้รู้อีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าเมืองในเรื่องไม่ได้อยู่ในล้านนาเลย
บทความนี้เป็นตอนหนึ่งของชุด จริงหรือแต่ง เราไม่ตัดสินว่าเรื่องพระลอเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่แยกให้เห็นทีละชิ้น ว่าชิ้นไหน มีหลักฐาน ที่ตรวจได้ ชิ้นไหน มีอยู่ในตัวบทลิลิตเท่านั้น ชิ้นไหน คนรุ่นหลังระบุเพิ่ม และชิ้นไหน ผู้รู้ยังเห็นต่างกัน โดยอ่านตัวบทลิลิตทั้ง ๖๖๐ บทเทียบกับงานค้นคว้า
ภาพหน้าบทความเป็นสมุดไทยดำฉบับหนึ่งของลิลิตพระลอ ที่สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เก็บรักษาไว้ หน้านี้มีโคลงบทที่คนจำได้มากที่สุดว่า "เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย"
ลิลิตพระลอเล่าอะไร
ตามตัวบท ท้าวแมนสรวงกับนางบุญเหลือมีโอรสชื่อพระลอ ฝั่งเมืองสรอง ท้าวพิมพิสาครมีโอรสคือท้าวพิไชยพิษณุกร ซึ่งมีธิดาสองพระองค์ชื่อพระเพื่อนกับพระแพง สองเมืองเคยรบกัน ท้าวแมนสรวงยกทัพไปจนท้าวพิมพิสาครสิ้นพระชนม์ ความแค้นนี้ยังค้างอยู่ในใจเจ้าย่า มเหสีของท้าวพิมพิสาคร (สมเกียรติ วันทะนะ, ๒๕๖๒; อ.ส.ท., ๒๕๕๒)
ชื่อเสียงความงามของพระลอเดินทางไปกับการ ซอ ซํอฯ (คำเมืองอ่านว่า ซอ) ลิลิตบทที่ ๒๑ ว่า "ขับซอยอราชเที้ยร ทุกเมือง" สองพระธิดาหลงรัก นางรื่นนางโรยพี่เลี้ยงจึงส่งคนไปขับซอชมโฉมนายของตนในเมืองของพระลอ และไปขอให้ ปู่เจ้าสมิงพราย ช่วยทำเสน่ห์ พระลอลาพระมารดาออกเดินทางพร้อมนายแก้วนายขวัญ ข้ามแม่น้ำกาหลง ตาม ไก่ ไก่ (คำเมืองอ่านว่า ไก่) ที่ปู่เจ้าส่งมาล่อจนถึงสวนในวังเมืองสรอง
ท้าวพิไชยพิษณุกรรู้เรื่องแล้วยกโทษ เตรียมจัดงานอภิเษก แต่เจ้าย่าอ้างพระราชโองการสั่งทหารล้อมจับ พี่เลี้ยงทั้งสี่สิ้นชีวิต พระลอกับสองพระธิดาสู้จนสิ้นชีวิตด้วยกัน บทที่ ๖๐๗ บอกว่า "ปืนต้องพระองค์" และทหาร "สาดศรพิษ" ทั้งสามยืนพิงกันอยู่ไม่ล้ม ท้าวพิไชยพิษณุกรลงโทษเจ้าย่าและทหาร แล้วจัดงานพระเมรุ บทที่ ๖๕๖ เล่าว่า อัฐิแบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งไว้ที่เมืองสรอง อีกครึ่งส่งไปเมืองสรวง แล้วทั้งสองเมืองสร้างสถูปไว้ (สมเกียรติ, ๒๕๖๒)
ทุกอย่างในหัวข้อนี้อยู่ใน ตัวบท ไม่ใช่บันทึกเหตุการณ์ ตัวบทที่เราอ้างทั้งบทความใช้ฉบับที่ห้องสมุดวชิรญาณเผยแพร่ ซึ่งพิมพ์ตามฉบับกรมศิลปากร พ.ศ. ๒๔๙๖
ใครแต่ง และแต่งเมื่อไร: คำถามที่ยังไม่ยุติ
ลิลิตพระลอไม่ได้บอกชื่อผู้แต่งไว้ชัดเจน ท้ายเรื่องมีโคลงสองบทที่ขัดกันเอง บทที่ ๖๕๙ ว่า "จบเสร็จมหาราชเจ้า นิพนธ์" แต่บทที่ ๖๖๐ ว่า "จบเสร็จเยาวราชเจ้า บรรจง" ส่วนโคลงต้นเรื่องกลับบอกว่าผู้แต่ง "ถวายบำเรอท้าวไท้" คือแต่งถวายพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดินแต่งเอง
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อธิบายไว้ในบันทึกสมาคมวรรณคดี (กรมศิลปากรยกมาพิมพ์ไว้ในคำนำฉบับ พ.ศ. ๒๔๙๖) ว่าโคลงท้ายสองบทนั้นน่าจะมีผู้แต่งเพิ่มภายหลัง และสรุปว่าลิลิตแต่งในอยุธยาตอนต้น ผู้แต่งอาจเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ หรือสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร "พระองค์ใดพระองค์หนึ่งก็ได้ทั้งนั้น เป็นอันรู้ไม่ได้แน่" เหตุผลหลักของท่านคือ ตำราจินดามณีที่พระโหราธิบดีแต่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ยกโคลงบท "เสียงลือเสียงเล่าอ้าง" มาเป็นแบบโคลงสี่ และลิลิตเป็นรูปแบบที่นิยมแต่งในอยุธยาตอนต้น
กรมศิลปากรเองก็พบเรื่องที่ต้องคิดต่อ คำนำฉบับ พ.ศ. ๒๔๙๖ เล่าว่าเมื่อตรวจ สมุดไทยดำ ๗ ฉบับ ในหอสมุดวชิรญาณ โคลงบทสุดท้ายเขียนว่า "จบเสร็จมหาราชเจ้า" ทุกฉบับ ไม่มีฉบับใดเขียนว่า "เยาวราชเจ้า" อย่างฉบับพิมพ์ และชื่อเมืองของพระเพื่อนพระแพงในตอนต้น ฉบับพิมพ์เขียนผิดเป็น "เมืองสรวง" ซ้ำกับเมืองพระลอ ขณะที่สมุดไทยทั้ง ๗ ฉบับเขียน "เมืองสรอง"

ต่อมามีผู้เสนอช่วงเวลาอื่นอีกหลายแบบ
- หลัง พ.ศ. ๒๐๔๖ ในราชสำนักสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ สุมาลี วีระวงศ์ (๒๕๔๙) และชลดา เรืองรักษ์ลิขิต (๒๕๕๓) สังเกตว่าตอนท้ายเรื่อง พระมารดาของสองพระธิดาเล่าว่าธิดาเคยไปกราบพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งพงศาวดารว่าหล่อเสร็จและฉลองใน พ.ศ. ๒๐๔๖ (สมเกียรติ, ๒๕๖๒; อ.ส.ท., ๒๕๕๒)
- สมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (พ.ศ. ๒๐๗๗–๒๐๘๙) นิยะดา เหล่าสุนทร เสนอโดยอาศัยสงครามระหว่างอยุธยากับเชียงใหม่ และการใช้ปืนในเรื่อง (อ.ส.ท., ๒๕๕๒; วิกิพีเดีย)
- สมัยสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ. ๒๑๙๙–๒๒๓๑) เป็นความเห็นเก่าที่ อ.ส.ท. ยังเล่าถึง และ ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ เห็นว่าพระโหราธิบดีเป็นผู้แต่งเอง จึงยกโคลงของตนเข้าไปในจินดามณีได้ (สุจิตต์ยกไว้ในมติชนสุดสัปดาห์, ๒๕๖๔)
- สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สุจิตต์ วงษ์เทศ (๒๕๖๔) ยกงานของฉันทิชย์ว่าจินดามณีฉบับลายมือที่เก่าที่สุด (พ.ศ. ๒๓๒๕) ไม่มี โคลงบทนี้ เพิ่งปรากฏในฉบับที่เขียนสมัยรัชกาลที่ ๓ และต้นฉบับพระลอที่เก่าที่สุดก็เป็นลายมืออาลักษณ์สมัยรัชกาลที่ ๓ สุจิตต์จึงเห็นว่าสำนวนที่อ่านกันทุกวันนี้แต่งหรือซ่อมใหม่ในสมัยกรุงเทพฯ

ร่ายบทแรกนี้เองที่ผู้ศึกษาใช้เป็นจุดอ้างอิงสมัย เพราะชมชัยชนะของอยุธยาว่า "ฝ่ายข้างยวนแพ้พ่าย ฝ่ายข้างลาวประไลย" คำว่า ยวน ในวรรณคดีอยุธยาคือชื่อที่ฝ่ายอยุธยาใช้เรียกคนล้านนา ซึ่งเรียกตัวเองว่าคนเมือง เมื่อเรื่องพูดถึงสงครามกับเชียงใหม่ แต่ละท่านก็ลากเส้นไปหาสงครามคนละครั้ง ลองเลื่อนดูทุกความเห็นบนเส้นเวลาเดียวกันในแท็บ "ใครแต่ง แต่งเมื่อไร" ของวิดเจ็ตด้านล่าง
ตัวบทวางเมืองไว้ตรงไหน
ก่อนจะถามว่าเมืองสรองอยู่จังหวัดไหน ลองดูก่อนว่าลิลิตเองบอกอะไรไว้บ้าง คำตอบคือ น้อยมาก และไม่มีชื่อแม่น้ำหรือภูเขาที่ตรงกับแผนที่จริงเลย
| บท | ตัวบทว่า | บอกอะไร |
|---|---|---|
| ๕ | "ชื่อพระลอดิลกล่มฟ้า ทิศตวันออกหล้า" | เมืองแมนสรวงของพระลออยู่ทาง ทิศตะวันออก |
| ๖ | "ทิศตวันตกไท้ท้าว อคร้าวครอบครองยศ" | ท้าวพิมพิสาคร เจ้าเมืองสรอง เป็นกษัตริย์ ทิศตะวันตก มีสมบัติเสมอกัน |
| ๒๘๖ | "ถึงแม่น้ำกาหลง ปลงช้างชิดติดฝั่ง" | พระลอตัดไม้ผูกเป็น แป แพ (คำเมืองอ่านว่า แป คือแพ) ข้ามแม่น้ำ |
| ๒๙๖–๒๙๗ | "น้ำชื่อกาหลงไหล เชี่ยวแท้" | พระลอเสี่ยงน้ำ น้ำวนและแดงดั่งเลือด |
| ๓๑๗ | "พระลอมา ฝั่งน้ำ กาหลงฝ่ายแดนรา" | ฝั่งเมืองสรองถือว่าแม่น้ำกาหลงอยู่ชายแดนของตน ปู่เจ้าอยู่บน "จอมผา" |
| ๖๕๖ | "ธาตุสามกษัตริย์แห่งละกึ่ง" | อัฐิแบ่งไว้สองเมือง ทั้งสองเมืองสร้างสถูป |
สรุปได้ว่า ในตัวบท เมืองสรวงอยู่ตะวันออก เมืองสรองอยู่ตะวันตก มี น้ำแม่ นาฯแม่ (คำเมืองอ่านว่า น้ำแม่ คือแม่น้ำ) สายหนึ่งชื่อกาหลงคั่นกลาง สุจิตต์ วงษ์เทศ (มติชน, ๒๕๕๙) อ่านตรงกับตัวบทนี้ แต่สมเกียรติ (๒๕๖๒) และ อ.ส.ท. (๒๕๕๒) เขียนสรุปกลับด้าน ว่าเมืองสรวงอยู่ตะวันตก เมืองสรองอยู่ตะวันออก เรื่องเล็ก ๆ อย่างทิศ จึงเปลี่ยนไปได้แม้ในงานที่ตั้งใจเล่าตามตัวบท
จากตัวบทสู่แผนที่: เมืองสรองอยู่ที่ไหน
เมื่อตัวบทไม่ได้บอกชื่อสถานที่จริง ผู้ค้นคว้าหลายรุ่นจึงลองวางเมืองในเรื่องลงบนแผนที่ อย่างน้อยมีสี่คำตอบที่มีผู้เสนอและมีแหล่งข้อมูลมากกว่าหนึ่งแห่งเล่าถึง
๑. เวียงสอง จังหวัดแพร่ กับเวียงกาหลง พระวรเวทย์พิสิฐ สันนิษฐานว่าเมืองสรองอยู่ลุ่มแม่น้ำยม "ตอนเหนือของเมืองร้องกวาง" ซึ่งคือเขตอำเภอสองทุกวันนี้ ส่วนเมืองสรวงอาจเป็นเมืองกาหลงทางลำปาง (ฉวีวรรณและพัฒน์นรี, ๒๕๕๙) สุจิตต์เล่าว่าข้อสรุปเวียงสอง–เวียงกาหลงเกิดจากนักวิชาการในกรุงเทพฯ ราวเจ็ดสิบปีก่อน (ก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐) และอาศัยความคล้ายของชื่อ สรอง กับ สอง
๒. เวียงลอ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา อ.ส.ท. (๒๕๕๒) เล่าว่าคนท้องถิ่นเชื่อว่าเมืองโบราณที่มีแม่น้ำอิงไหลผ่ากลางแห่งนี้คือเมืองแมนสรวง และมีรูปปั้นพระลอถือดาบสองมือ แต่ก็บันทึกข้อค้านไว้ด้วยว่าเวียงลออยู่ทางเหนือของเวียงสอง และเดินทางระหว่างสองเมืองไม่ต้องข้ามแม่น้ำกาหลง สุจิตต์ (ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๖๔) เห็นว่า "ลอ" ในชื่อเวียงมาจากคำว่า ลออ แปลว่างาม และเวียงลอถูกผูกกับพระลอเมื่อไม่นานมานี้

๓. เวียงกาหลง อ.ส.ท. เสนอว่าเวียงกาหลงเหมาะเป็นเมืองแมนสรวงที่สุด เพราะชื่อตรงกับแม่น้ำในเรื่อง แต่แหล่งข้อมูลวางเวียงกาหลงไว้ต่างที่กัน อ.ส.ท. เขียนว่าอยู่อำเภอวังเหนือ ลำปาง ส่วนสุจิตต์และแผนที่เก่าวางไว้ที่อำเภอเวียงป่าเป้า เชียงราย สุจิตต์อธิบายว่าชื่อกาหลงมาจากลำน้ำแม่กาที่แยกสายออกไปเป็น "น้ำหลง" และเวียงกาหลงเป็นแหล่งเตาเครื่องเคลือบราว พ.ศ. ๒๐๐๐ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องพระลอ

อ.ส.ท. และงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนครพนมยังเล่าถึงข้อเสนอว่าชื่อ แม่สรวย ในเชียงรายอาจเพี้ยนมาจาก "แมนสรวง" ทั้งสองแหล่งบอกตรงกันว่ายังไม่มีหลักฐานยืนยัน
๔. พะเยา กับหลวงพระบาง สุจิตต์ วงษ์เทศ อ่านต่างออกไปทั้งหมด เขาเห็นว่าเมืองแมนสรวงของพระลอคือหลวงพระบาง เพราะในตำนานขุนบรม โอรสองค์โตที่ครองหลวงพระบางชื่อขุนลอ เมืองสรองคือพะเยา เพราะพระเพื่อนพระแพงสืบเชื้อสายท้าวฮุ่งท้าวเจือง และแม่น้ำกาหลงคือแม่น้ำโขง (มติชน, ๒๕๕๙; ศิลปวัฒนธรรม) แต่เขาก็ย้ำว่าพระลอเป็น "นิยาย" และเมืองในเรื่องเป็นนามสมมุติที่ผู้แต่งยืมเค้ามา ไม่ใช่สถานที่เกิดเหตุจริง

ลองวางแต่ละคำตอบลงบนแผนที่ด้วยตัวเอง วิดเจ็ตด้านล่างวางเมืองสรองกับเมืองสรวงตามคำตอบที่เลือก คำนวณว่าจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งไปทางทิศไหน แล้วเทียบกับทิศในบทที่ ๕–๖ ทั้งแบบตามตัวบทและแบบที่บางงานสรุปกลับด้าน การเทียบนี้ดูได้เพียงทิศ ไม่ได้ตัดสินว่าคำตอบใดถูก
อำเภอสองวันนี้: อุทยาน รูปปั้น และพระธาตุ
ไม่ว่าคำตอบทางวิชาการจะเป็นอย่างไร ที่อำเภอสอง เรื่องพระลอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชุมชนไปแล้ว อุทยานลิลิตพระลอ ที่ตำบลบ้านกลางเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๙ บนพื้นที่ราว ๓๓ ไร่ (อ.ส.ท., ๒๕๕๒) กลางอุทยานมีรูปปั้นพระลอ พระเพื่อน พระแพง ยืนพิงกันสิ้นชีวิตตามฉากจบของเรื่อง อ.ส.ท. เล่าว่ารูปปั้นเคยเป็นข่าวเพราะนักวิชาการทักท้วงว่า ในเรื่องสองพระธิดาปลอมเป็นชายออกสู้ แต่รูปปั้นแต่งกายแบบหญิงล้านนา ส่วนสุจิตต์เรียกรูปปั้นนี้ว่าสร้างตาม "ตำราเพิ่งสร้างของทางการสมัยก่อน" (มติชน, ๒๕๕๙)
ใกล้กันเป็น วัดพระธาตุพระลอ ซึ่งมีเจดีย์องค์เล็กที่ อ.ส.ท. เขียนว่า "เชื่อกันว่า" เป็นที่บรรจุอัฐิพระลอและสองพระธิดา ในคำเมือง สิ่งก่อสร้างแบบนี้เรียกได้ทั้ง ธาตุ ธาฯตฯ (คำเมืองอ่านว่า ธาตุ) และ กู่ กู่ (คำเมืองอ่านว่า กู่) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็นอนุสรณ์ที่บรรจุอัฐิผู้วายชนม์ แต่สุจิตต์บันทึกว่าเดิมชาวบ้านเรียกเจดีย์นี้ว่า "ธาตุหินส้ม" ตามสีของอิฐและหินที่ผุออกมา และเพิ่งเปลี่ยนชื่อเป็นพระธาตุพระลอไม่กี่ปีมานี้ อ.ส.ท. เองก็บันทึกไว้ว่า ณ ตอนนั้นยังไม่มีการขุดค้นทางโบราณคดีที่เวียงสรองเป็นเรื่องเป็นราว ต่างจากเวียงกุมกาม ที่กรมศิลปากรขุดค้นอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗
ในอุทยานยังมี ศาล ศาลฯฯ (คำเมืองอ่านว่า ศาล) ปู่เจ้าสมิงพราย ที่ผู้คนมาขอพรเรื่องคู่ครอง ชาวอำเภอสองจัดงาน "ลานวัฒนธรรม สืบสานตำนานลิลิตพระลอ ขอพรปู่เจ้าสมิงพราย" เป็นประจำทุกปี มีขบวนเครื่องสักการะ การแสดงซอพื้นเมือง และกิจกรรมของโรงเรียนสองพิทยาคม งานปี ๒๕๖๔ จัดเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม เป็นครั้งที่ ๙ (Thailand Plus, ๒๕๖๔; ฉวีวรรณและพัฒน์นรี, ๒๕๕๙) ศาลและพิธีแบบนี้เป็นความเชื่อของคนในพื้นที่ เราเล่าตามที่แหล่งข้อมูลบันทึก
ส่วนตัวเวียงสองเอง สุจิตต์ (อ้างศรีศักร วัลลิโภดม) อธิบายว่าเป็นชุมชนเก่าแก่ที่เติบโตเป็นเมืองมีคูน้ำคันดินราว พ.ศ. ๒๐๐๐ อยู่บนเส้นทางระหว่างสุโขทัย แพร่ น่าน และพะเยา เวียงลอก็มีอายุราวเดียวกัน ทั้งสองเมืองจึงเป็นเมืองเก่าจริงของล้านนา ที่มาถูกผูกกับวรรณคดีในภายหลัง อ่านเรื่องเมืองแพร่ทั้งเมืองต่อได้ที่ เมืองแป้ ซึ่งพจนานุกรมบันทึกคำขวัญจังหวัดไว้ในคำว่า เมืองแป้ เมิอฯงแระฯพ่ (คำเมืองอ่านว่า เมืองแป้) และเรื่องเวียงลอในเมือง พะเยา พะเยัา (คำเมืองอ่านว่า พะเยา) ได้ที่ พะเยา
พระลอในเสียงซอ และบนเวที
ถ้าเรื่องพระลอผูกกับล้านนาจริง ร่องรอยที่ชัดที่สุดอาจไม่ใช่เมือง แต่เป็นเสียงเพลง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเรียกเรื่องนี้ว่า "นิทานเรื่องทางอาณาเขตลานนา (คือมณฑลพายัพ)" และสุจิตต์ (มติชนสุดสัปดาห์, ๒๕๖๔) เห็นว่าเรื่องพระลอเดินทางลงมาจากลุ่มน้ำโขงพร้อมประเพณีการขับซอ ในตัวบทเองก็มีการ "ขับซอ" ถึงสองครั้ง
ทุกวันนี้ วงซอทางเมืองน่านและแพร่ยังมี ทำนองพระลอ หรือพระลอ ล่องน่าน ล่อฯงนาฯ (คำเมืองอ่านว่า ล่องน่าน) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็นชื่อทำนองการขับซอที่นิยมในเขตจังหวัดน่าน ท้าวสุนทรพจนกิจแต่ง "ซอพระลอเดินดง" ไว้ด้วย แต่ชุติพงศ์ คงสันเทียะ (๒๕๕๖) เตือนว่ายังไม่มีหลักฐานว่าทำนองพระลอเกิดทางล้านนาตะวันออก เรื่องนี้เราเล่าไว้ละเอียดใน น้อยไจยา: เรียนคำเมืองจากเพลง ชื่อทำนองจึงบอกได้ว่าเรื่องพระลอเป็นที่รู้จักในล้านนา แต่ไม่ได้บอกว่าเรื่องเกิดที่ไหน
ทางภาคกลาง เรื่องพระลอถูกนำขึ้นเวทีหลายครั้ง นฤมล ขันสัมฤทธิ์ และธนกร สุวรรณอาภา (๒๕๖๗) พบบทละครเรื่องพระลอ ๖ สำนวน หนึ่งในนั้นคือละครพันทางพระนิพนธ์ของ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ที่คณะละครของท่านแสดงถวายรัชกาลที่ ๕ ซึ่งงานชิ้นนี้ระบุว่าครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ ฉากเสี่ยงน้ำและฉาก "ปู่เจ้าเรียกไก่" ยังเป็นชุดรำที่สอนในวิทยาลัยนาฏศิลปทุกวันนี้ (พิชญา บวรอิทธิกร, ๒๕๖๓) และใน พ.ศ. ๒๔๕๙ วรรณคดีสโมสรยกย่องลิลิตพระลอเป็นยอดของกลอนลิลิต (สมเกียรติ, ๒๕๖๒; อ.ส.ท., ๒๕๕๒) เรื่องนี้จึงเข้าสู่แบบเรียนและเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ กรมพระนราธิปฯ องค์เดียวกันนี้ยังทรงพระนิพนธ์ละครร้องเรื่องสาวเครือฟ้า ซึ่งคนจำนวนมากเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริงของเมืองเหนือ
ทีละข้อ: ชิ้นไหนมีหลักฐาน ชิ้นไหนเติมภายหลัง
ลองจัดเรื่องด้วยตัวเอง วิดเจ็ตด้านล่างแยกเรื่องพระลอออกเป็น ๑๖ ชิ้น อ่านทีละข้อแล้วแตะกล่องที่คิดว่าใช่ จะเห็นเหตุผลและที่มา แท็บที่สองแสดงว่าเรื่องเติบโตอย่างไร ตั้งแต่ตัวบทลิลิตถึงงานประจำปีที่อำเภอสอง กด "เทียบ" สองฉบับเพื่อวางคู่กันได้
เข้าใจผิดบ่อย: แหล่งข้อมูลบอกอะไร
เรื่องพระลอถูกเล่าซ้ำในห้องเรียน ป้าย และการท่องเที่ยวจนบางรายละเอียดดูเหมือนข้อเท็จจริง ข้างล่างคือประโยคที่ได้ยินบ่อย กับสิ่งที่แหล่งข้อมูลในบทความนี้บอก
"รู้แล้วว่าใครแต่ง และแต่งสมัยอยุธยาตอนต้นแน่นอน"
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเองใช้คำว่า "เป็นอันรู้ไม่ได้แน่" ช่วงเวลาที่มีผู้เสนอยาวตั้งแต่อยุธยาตอนต้นจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และหลักฐานสำคัญอย่างจินดามณีก็ยังมีผู้ตั้งคำถาม (สุจิตต์, ๒๕๖๔)
"เมืองสรองคืออำเภอสอง และแม่น้ำกาหลงไหลผ่านอำเภอสอง"
เป็นการสันนิษฐานของผู้ค้นคว้ารุ่นแรกและความเชื่อในพื้นที่ (ฉวีวรรณและพัฒน์นรี, ๒๕๕๙; อ.ส.ท., ๒๕๕๒) ตัวบทลิลิตไม่ได้เอ่ยชื่อแม่น้ำยมหรือเมืองใดบนแผนที่จริง และสุจิตต์เห็นว่า "สอง" เป็นคำเก่าแปลว่ารุ่งเรือง ไม่เกี่ยวกับสองพระธิดา
"มีที่ฝังศพพระลอที่ร้องกวาง"
เราไม่พบแหล่งข้อมูลใดที่บอกเช่นนี้ สิ่งที่พบคือพระวรเวทย์พิสิฐสันนิษฐานว่าเมืองสรองอยู่ "ตอนเหนือของเมืองร้องกวาง" ซึ่งคืออำเภอสองวันนี้ และเจดีย์ที่ อ.ส.ท. เขียนว่า "เชื่อกันว่า" บรรจุอัฐิอยู่ที่วัดพระธาตุพระลอ อำเภอสอง ส่วนในตัวบท อัฐิถูกแบ่งไว้สองเมือง
"พระลอสิ้นชีวิตเพราะถูกยิงด้วยธนู"
ตัวบทบทที่ ๖๐๗ บอกทั้ง "ปืน" และ "ศรพิษ" ผู้ที่เสนอว่าลิลิตแต่งสมัยพระไชยราชาใช้เรื่องปืนนี้เองเป็นเบาะแส
"ผู้รู้ลงความเห็นแล้วว่าพระลอเป็นเรื่องจริง หรือเป็นเรื่องแต่งทั้งหมด"
ยังไม่มีข้อยุติ อ.ส.ท. และงานวิจัยที่อำเภอสองเล่าว่ามีผู้เชื่อว่าเรื่องมีเค้าจากเหตุการณ์จริงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ส่วนสุจิตต์เห็นว่าเป็นนิยายที่ไม่มีตัวตนจริง ในแหล่งที่เราอ่าน ยังไม่มีจารึกหรือพงศาวดารใดที่เอ่ยชื่อพระลอ พระเพื่อน พระแพง ในคำเมือง เรื่องเล่าแบบนี้คือ ต่ำนาน ตํานาฯ (คำเมืองอ่านว่า ต่ำนาน) ที่แต่ละท้องถิ่นเล่าต่อในแบบของตน ความเชื่อในเรื่อง ผี ผี (คำเมืองอ่านว่า ผี) สางเทวดาที่ปู่เจ้าสมิงพรายใช้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกในวรรณคดี
สรุป
- ลิลิตพระลอ มีตัวบท ๖๖๐ บท และสมุดไทยหลายฉบับ แต่ไม่รู้แน่ว่าใครแต่ง ช่วงเวลาที่มีผู้เสนอยาวตั้งแต่อยุธยาตอนต้นถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์
- ตัวบทวางเมืองแมนสรวงไว้ทิศตะวันออก เมืองสรองทิศตะวันตก มีแม่น้ำกาหลงคั่น และไม่ได้เอ่ยชื่อสถานที่จริงใดเลย
- การวางเมืองสรองที่อำเภอสอง เมืองพระลอที่เวียงลอหรือเวียงกาหลง และแม่น้ำกาหลงที่แม่น้ำโขง เป็นการอ่านของคนรุ่นหลังซึ่งยังเห็นต่างกัน
- อุทยานลิลิตพระลอ (๒๕๔๙) รูปปั้น พระธาตุพระลอ และงานประจำปี เป็นวิธีที่ชุมชนอำเภอสองรักษาเรื่องนี้ไว้ ไม่ใช่หลักฐานว่าเรื่องเกิดที่นั่น
- ในล้านนา เรื่องพระลอยังมีชีวิตอยู่ในทำนองซอ ส่วนภาคกลางมีละครพันทางตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕
ค้นคำในเรื่องนี้เพิ่มได้ใน เวียง ซอ และ ล่องน่าน แล้วอ่านเรื่องเมืองแพร่ต่อที่ เมืองแป้
📚 อ่านเรื่องล้านนาทั้งหมด: ล้านนา: ชื่อนี้มาจากไหน และ ๗๐๐ ปีของแผ่นดินล้านนา · เมืองในเรื่อง: เมืองแป้ · พะเยา · ทำนองซอพระลอ: เพลงน้อยไจยา
เรื่องเล่าล้านนาที่คนยังเชื่อครึ่งหนึ่ง แยกให้เห็นว่าอะไรมีบันทึก อะไรมาจากผู้เล่าหรือตัวบทแรก และอะไรเติมเข้ามาภายหลัง
๑. มะเมียะ: เรื่องจริง เรื่องเล่า และเรื่องแต่ง · ราชกิจจานุเบกษา หนังสือ เพ็ชร์ลานนา (๒๕๐๗) และเพลงของจรัล ชิ้นไหนมีบันทึก ชิ้นไหนเติมภายหลัง
๒. วังบัวบาน: เรื่องจริง เรื่องเล่า และเรื่องแต่ง · ตำนานครูสาวเหนือน้ำตกห้วยแก้ว หกผู้เล่า เพลง ภาพยนตร์ และคำชี้แจงของครอบครัว
๓. สาวเครือฟ้า: เรื่องจริงของสาวเหนือ หรือมาดามบัตเตอร์ฟลายที่ย้ายบ้าน · ละครร้องของกรมพระนราธิปฯ ที่ดัดแปลงจากมาดามบัตเตอร์ฟลาย และเหตุที่คนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงของเมืองเหนือ
๔. เวียงหนองหล่ม: เมืองล่มจริงหรือ? ตำนาน รอยเลื่อน และหลักฐาน · ตำนานเมืองโยนกล่มในคืนเดียว เทียบกับรอยเลื่อนแม่จัน ผลสำรวจโบราณคดี และแผ่นดินไหวที่วัดได้
๕. เวียงกุมกาม: เมืองจมน้ำจริงหรือ? ตำนาน หลักฐาน และทรายแม่น้ำปิง · เมืองของพญามังรายใต้ทรายแม่น้ำปิง ผลขุดค้นของกรมศิลปากร และคำถามว่าทรายมาทับเมืองเมื่อไร
▸ ๖. ลิลิตพระลอ: เรื่องจริง เรื่องเล่า และเรื่องแต่ง (กำลังอ่าน) · เมืองสรอง เวียงลอ และแม่น้ำกาหลง ตัวบทวรรณคดีบอกอะไร และคนรุ่นหลังวางเมืองในเรื่องลงบนแผนที่จริงอย่างไร
ลิขสิทธิ์และการให้เกียรติเจ้าของผลงาน
ลิลิตพระลอเป็นวรรณคดีเก่าที่เป็นสมบัติสาธารณะ เราอ้างตัวบทเพียงบางวรรคสั้น ๆ ตามฉบับที่ห้องสมุดวชิรญาณเผยแพร่ เพื่อการศึกษา ความเห็นของผู้ค้นคว้าทุกท่านเรียบเรียงจากงานที่ระบุไว้ในแหล่งอ้างอิง หากเจ้าของผลงานประสงค์ให้ปรับแก้ โปรดแจ้งที่ moradoklanna@gmail.com
แหล่งอ้างอิง
- พจนานุกรมมรดกล้านนา: เวียง · ซอ · ล่องน่าน · น้ำแม่ · แป · ไก่ · กู่ · ธาตุ · ศาล · ผี · เมืองแป้ · พะเยา · ต่ำนาน
- ลิลิตพระลอ (ตัวบท ๖๖๐ บท). ห้องสมุดวชิรญาณ
- กรมศิลปากร. (๒๔๙๖). คำนำ ลิลิตพระลอ (ยกคำอธิบายของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในบันทึกสมาคมวรรณคดี). ห้องสมุดวชิรญาณ
- สมเกียรติ วันทะนะ. (๒๕๖๒). บทเรียนทางการเมืองจากลิลิตพระลอ. วารสารไทยคดีศึกษา ๑๖(๑)
- ฉวีวรรณ สุวรรณาภา และพัฒน์นรี อัฐวงศ์. (๒๕๕๙). ลิลิตพระลอ: การเสริมสร้างการเรียนรู้และจริยธรรมทางสังคม. วารสารมหาวิทยาลัยนครพนม ๖(๑)
- นฤมล ขันสัมฤทธิ์ และธนกร สุวรรณอาภา. (๒๕๖๗). กลวิธีการแสดงละครพันทาง เรื่องพระลอ ตอนปู่เจ้าเรียกไก่. วารสารพัฒนศิลป์วิชาการ ๘(๒)
- พิชญา บวรอิทธิกร. (๒๕๖๓). พิธีกรรมการเสี่ยงน้ำในละครพันทาง เรื่อง พระลอ. วารสารพัฒนศิลปวิชาการ ๔(๒)
- อนุสาร อ.ส.ท. (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒). ท่องเวียงโบราณ ตามรอยตำนานรักพระลอ
- สุจิตต์ วงษ์เทศ. (๒๐ มีนาคม ๒๕๕๙). พระเพื่อน พระแพง (ในเรื่องพระลอ) อยู่เมืองสรอง ปัจจุบันคือพะเยา. มติชน
- สุจิตต์ วงษ์เทศ. (๖ มิถุนายน ๒๕๖๔). พระลอ เป็น 'นิยาย' แต่งสมัยกรุงเทพฯ. มติชนสุดสัปดาห์
- สุจิตต์ วงษ์เทศ. (๒๕๖๔). บ้านเมืองเรื่องพระลอ ไม่มีอยู่จริงในล้านนา. ศิลปวัฒนธรรม
- ศิลปวัฒนธรรม. พระลอ อยู่ล้านช้าง (ลาว) พระเพื่อน พระแพง อยู่ล้านนา (ไทย)
- Thailand Plus. (๒๕๖๔). วรรณคดีเล่าขาน สืบสานตำนานรักพระลอ ขอพรปู่เจ้าสมิงพราย
- ชุติพงศ์ คงสันเทียะ. (๒๕๕๖). ซอล่องน่าน: พลวัตการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมของเพลงพื้นบ้านไทยภาคเหนือ บทที่ ๒. วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ภาวิณี เครือยา. สุนทรพจนกิจ, ท้าว (พ.ศ. ๒๔๐๖–๒๔๘๐). ฐานข้อมูลสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
- วิกิพีเดีย. ลิลิตพระลอ (ใช้เป็นข้อมูลนำทางไปยังแหล่งต้น)
ฝึกคำจากบทความนี้
ลองเล่นบัตรคำ 13 คำจากบทความนี้ จำคำล้านนาให้แม่นขึ้น
ค้นหาคำว่า "เวียง" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา
🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 13 คำ จำได้แค่ไหน?


