มรดกล้านนา🔍EN
ลำธารน้ำตกห้วยแก้วเชิงดอยสุเทพในฤดูฝน สถานที่นัดพบของน้อยไจยากับแว่นแก้วในบทเพลง

ภาพ: Takeaway / Wikimedia Commons (CC BY-SA 3.0)

เพลงน้อยไจยา: คำเมือง สัมผัส และทำนองซอในบทเกี้ยวห้วยแก้ว

เพลงน้อยไจยา คือบทร้องเกี้ยวกันระหว่างหนุ่ม น้อยไจยา น้อฯยฯไชยา (คำเมืองอ่านว่า น้อยไจยา) กับสาว แว่นแก้ว ในตอนที่ทั้งสองนัดพบกันที่ห้วยแก้ว เชิงดอยสุเทพ เป็นเพลงคำเมืองที่คนล้านนาร้องตามได้ทั้งบ้านทั้งเมือง แต่หลายคำในเพลงกลับเป็นคำเก่าที่คนรุ่นใหม่ไม่คุ้นแล้ว บทเรียนนี้จึงชวนอ่านสองบทแรกของเพลงอย่างช้า ๆ ทั้ง ดนตรี สัมผัส และ คำเมือง ทีละคำ

น้อฯยฯไชยา
น้อยไจยา
น.น้อยไจยา - บทละครที่ท้าวสุนทรพจนกิจ (ใหม่ บุญมา) กวีประจำพระราชสำนักของ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ประพันธ์ขึ้นถวายตามที่พระราชชายาฯ ทรงผูกเรื่อง และประทานอนุญาตแสดงในวันคล้ายวันประสูติ ครบ 60 พรรษา ณ วัดสวนดอก อ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งพระราชายาฯ ทรงแก้ไขบางตอน และทรงประพันธ์คำร้องประกอบทำนองเพลงดั้งเดิมของล้านนา ได้มีการนำบทประพันธ์ดังกล่าวมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ละครเวที เพลงไทยสากล และเพลงพื้นเมือง ขับร้องโดย จรัล มโนเพชร - สุนทรี เวชานนท์ ตลอดการนำเอาบทเพลง ''น้อยไจยา'' ไปประกอบการฟ้อนรำแสดงในงานสำคัญๆ และงานรื่นเริงต่างๆ ในแดนดินถิ่นล้านนาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

เพลงนี้มาจากไหน

เพลงน้อยไจยาเป็นบทหนึ่งในละครซอเรื่องน้อยไจยา ที่ ท้าวสุนทรพจนกิจ แต่งถวายพระราชชายาเจ้าดารารัศมี (อ่านเรื่องย่อและประวัติละครได้ที่ น้อยไจยา) สารานุกรมวัฒนธรรมไทยระบุว่าท่านเดิมชื่อ บุญมา สุคันธกุล (พ.ศ. ๒๔๐๖–๒๔๘๐) ส่วนพจนานุกรมมรดกล้านนาเรียกท่านว่า "ใหม่ บุญมา"

ใครเป็นผู้แต่งบทเกี้ยวตอนนี้ แหล่งข้อมูลเล่าไว้ต่างกันเล็กน้อย สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าพระราชชายา "ทรงนิพนธ์บทเกี้ยวพาราสีระหว่างน้อยไจยากับแว่นแก้วเพิ่มเติมเป็นภาษาพื้นเมือง" ขณะที่งานวิจัยด้านดนตรีกล่าวถึงเพลงนี้ว่าเป็นผลงานของท้าวสุนทรพจนกิจ ที่แน่ชัดคือบทนี้เกิดในคุ้มของพระราชชายาเมื่อราวร้อยปีก่อน และคนรุ่นหลังรู้จักผ่านเสียงร้องของ จรัล มโนเพ็ชร กับ สุนทรี เวชานนท์ ในอัลบั้ม โฟล์คซองคำเมือง อมตะ (พ.ศ. ๒๕๒๐)

ดนตรี: จากทำนองซอสู่โฟล์คซองคำเมือง

ซอ ซํอฯ (คำเมืองอ่านว่า ซอ) ของล้านนาไม่ใช่เครื่องดนตรี แต่เป็น การขับร้อง แบบโต้ตอบกัน ชุติพงศ์ คงสันเทียะ (๒๕๕๖) อธิบายว่าช่างซอชายหญิงที่ร้องแก้กันเรียกว่า "คู่ถ้อง" โดยมีดนตรีประกอบ เช่น ปี่จุม ปี่ชุม (คำเมืองอ่านว่า ปี่จุม) สะล้อ และซึง ซอแบ่งได้เป็นสองแบบใหญ่ คือ ซอปี่ หรือซอเชียงใหม่ ที่ใช้วงปี่จุม และ ซอล่องน่าน ทางเมืองน่านและแพร่ ที่ใช้สะล้อกับซึง (ซึ่งชาวน่านเรียกว่าปิน)

ละครซอเรื่องน้อยไจยาใช้ทำนองซอ งานของชุติพงศ์ (อ้าง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๓) ระบุว่าท้าวสุนทรพจนกิจแต่งละครเรื่องนี้ด้วย ทำนอง "พระลอ" หรือ "พระลอล่องน่าน" ซึ่งเป็นทำนองเดียวกับทำนองพระลอที่วงซอล่องน่านยังเล่นอยู่ทุกวันนี้ ส่วนจุฬาฯ ก็ระบุทำนองของบทเกี้ยวชุดนี้ว่า "ทำนองเพลงล่องน่าน" พจนานุกรมอธิบายคำว่า ล่องน่าน ล่อฯงนาฯ (คำเมืองอ่านว่า ล่องน่าน) ว่าเป็น "ชื่อทำนองการขับซออย่างหนึ่ง ที่นิยมกันในเขตจังหวัดน่าน"

ℹ️ ข้อมูล
ทำนองพระลอมาจากเมืองน่านจริงหรือ ชุติพงศ์ (๒๕๕๖) เตือนไว้ว่ายังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าทำนองซอพระลอเกิดทางล้านนาตะวันออก มีเพียงชื่อทำนองที่บางครั้งต่อท้ายว่า "ล่องน่าน" เท่านั้น สารานุกรมวัฒนธรรมไทยยังบันทึกว่าท้าวสุนทรพจนกิจแต่ง "ซอพระลอเดินดง" ไว้อีกเรื่องหนึ่งด้วย

เมื่อจรัล มโนเพ็ชร นำเพลงนี้มาร้องใหม่ กฤษติ์ บูรณวิทยวุฒิ (๒๕๖๑) วิเคราะห์ว่าเพลงยังคงรูปแบบ ชายหญิงร้องโต้ตอบกัน และ แต่ละบทไม่ได้ใช้ทำนองที่ตายตัวเหมือนกันทุกโน้ต แต่แปรทำนองไปตามคำร้องในบทละคร ซึ่งเป็นลักษณะของการขับซอที่ช่างซอเอื้อนทำนองให้เข้ากับคำ ท่วงทำนองของเพลงเนิบช้า ต่อมาวิเทพ กันธิมา นำไปเป่าเดี่ยวด้วยปี่จุม และกฤษติ์เองก็นำไปเรียบเรียงเป็นดนตรีแจ๊ส

น้อยไจยา – จรัล มโนเพ็ชร และสุนทรี เวชานนท์
น้อยไจยา – จรัล มโนเพ็ชร และสุนทรี เวชานนท์

ฉบับที่คนคุ้นหูที่สุด: เพลงน้อยไจยา ขับร้องโดยจรัล มโนเพ็ชร และสุนทรี เวชานนท์ จากช่อง Nititad AOA Official บนยูทูบ ลองฟังแล้วสังเกตว่าเสียงชายกับเสียงหญิงผลัดกันร้องทีละบทอย่างไร

ฉันทลักษณ์: สัมผัสที่ร้อยกันเป็นโซ่

บทเกี้ยวชุดนี้มี ๖ บท ชายกับหญิงผลัดกันร้องฝ่ายละ ๓ บท ทุกบทจบด้วยคำลงท้าย "เนอ" (บางฉบับเขียน เหนอ หรือ เน้อ) เหมือนเป็นสัญญาณส่งให้อีกฝ่ายร้องต่อ ลองดูบทแรกที่น้อยไจยาร้อง แบ่งเป็นวรรคหน้าและวรรคหลัง คำที่สัมผัสกันพิมพ์ตัวหนา

บาท วรรคหน้า วรรคหลัง
๑ ปวงดอกไม้เบ่งบานสลอน ฝูงภมรภู่เผิ้งสอดไซ้
๒ ดอกพิกุลของเปิ้นต้นใต้ ลมปั๊ดไม้มาสู่บ้านตู๋
๓ ฮู้แน่ซัดเข้าสอดสองหู ว่าสีจมปูถูกป้ำเก๊าเนิ้ง
๔ เก๊ามันต๋ายป๋ายมันเซิ่ง ลำกิ่งเนิ้งต๋ายโก้นตวยแนว
๕ ดอกพิกุลก่คือดอกแก้ว ไปเป๋นหองเปิ้นแล้ว เนอ

ถ้าไล่ตามคำตัวหนา จะเห็นว่าสัมผัสเดินเป็นโซ่ทุกบาท คือ คำท้ายบาท ส่งไปสัมผัสกับ คำท้ายวรรคหน้า ของบาทถัดไป แล้วเสียงเดียวกันนั้นก็ "เหลียว" กลับมาอีกครั้งที่คำต้น ๆ ของวรรคหลัง เช่น ไซ้ → ใต้ → ไม้ แล้ว ตู๋ → หู → ปู แล้ว เนิ้ง → เซิ่ง → เนิ้ง และ แนว → แก้ว → แล้ว

เมื่อนับพยางค์ดู วรรคส่วนใหญ่มี ๗ พยางค์ เช่น ดอก-พิ-กุล-ของ-เปิ้น-ต้น-ใต้ และ ลม-ปั๊ด-ไม้-มา-สู่-บ้าน-ตู๋ ซึ่งชวนให้นึกถึงหลักของ ค่าว ระฯค่าฯวฯ (คำเมืองอ่านว่า ค่าว) ที่คนแต่งรุ่นเก่าจำกันว่า "สามตัวเหลียว เจ็ดตัวเทียว" คือหนึ่งจังหวะมีราว ๗ คำ และมีเสียงสัมผัสย้อนกลับมาที่คำที่ ๓ (อ่านเพิ่มที่ ค่าว) ชุติพงศ์ (๒๕๕๖) อธิบายด้วยว่าค่าวกับ จ๊อย ช้อฯยฯ (คำเมืองอ่านว่า จ๊อย) แต่งแบบเดียวกัน ต่างกันที่ค่าวอ่าน ส่วนจ๊อยขับเป็นทำนอง บทเพลงน้อยไจยาจึงเป็นคำประพันธ์แบบล้านนาที่นำมาขับด้วยทำนองซอ

💡 เกร็ดความรู้
แว่นแก้วตอบด้วยภาพเดียวกับที่น้อยไจยาใช้ คือต้นไม้กับลม และใช้โซ่สัมผัสแบบเดียวกัน เช่น เล่า → เข้า → เก๊า และ เฟือน → เสลือน → เหมือน ในวรรค "บ่เหมือนลมเจยรำเพยก่จะนั้น" ยังมีสัมผัสในวรรคระหว่าง เจย กับ เพย อีกชั้นหนึ่ง ลองฟังแล้วจะได้ยินว่าเสียงสัมผัสช่วยให้ร้องต่อกันได้ลื่นไหล

คำเมืองในสองบทแรก

บทแรกน้อยไจยาตัดพ้อว่าได้ยินข่าวลือ ว่าแว่นแก้วจะไปเป็นของคนอื่น บทที่สองแว่นแก้วตอบว่าใจของนางยังมั่นคง ข้างล่างคือคำเมืองที่ควรรู้ ความหมายทั้งหมดมาจากพจนานุกรมมรดกล้านนา

คำเมือง อักษรล้านนา ความหมาย
เก๊า เคั้าฯ โคน เช่น โคนต้นไม้ และยังหมายถึง หัวหน้า ประธาน
เนิ้ง เนิ้งฯ เอน, เอียง
ปั๊ด พัดฯ พัด, กระพือ
ตู๋ ตู เรา (สรรพนามแทนตัวผู้พูด)
เปิ้น เพิ่นฯ เขา, ท่าน เช่น ของเปิ้น คือ ของเขา
หอง หอฯง ของ, แห่ง
ต๋าย ตายฯ ตาย
ตวย ทวฯยฯ ตาม, ติดตาม
โก้น โค่฿นฯ โค่น
จมปู ช฿มู ชมพู่ และ "สีจมปู" คือสีชมพู
ป้ำ พํา ค่อม, เตี้ย
เฟือน เฟิอฯร สะเทือน, สั่น, ไหว
เตี้ยง ท่ยฯง ตรง, แน่นอน
สะเหลือน เสิๆลฯอฯร เบนเบี่ยง, เอนไป (ในเพลงเขียนว่า เสลือน)
เจย เชิยฯ ลมเจย คือลมโชย ลมพัดเบา ๆ
หนิม หินฯม นิ่ง, สงบเสงี่ยม
เหงี่ยง ห่งฯยฯง เฉ, ไม่ตรง, เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง

คำที่เป็นหัวใจของบทแรกคือ ดอกแก้ว ดอฯกแก้วฯ (คำเมืองอ่านว่า ดอกแก้ว) พจนานุกรมบอกว่าคนเมืองเรียก ดอกพิกุล ว่าดอกแก้ว วรรค "ดอกพิกุลก่คือดอกแก้ว" จึงแปลตรง ๆ ได้ว่า "ดอกพิกุลก็คือดอกแก้ว" แต่ผู้ฟังย่อมได้ยินชื่อ แว่นแก้ว ซ่อนอยู่ในคำนั้น และในบทตอบ แว่นแก้วก็เรียกตัวเองว่า "กระจกแว่นแก้วเงาใส" ที่ไม่เอนเอียงไปทางใด

ดอฯกแก้วฯ
ดอกแก้ว
น.ดอกพิกุล ภาษาถิ่นเหนือ(กำเมือง) เรียก ''ดอกแก้ว'': พิกุล หรือ แก้ว - เป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 8-15 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา มีรอยแตกระแหงตามยาว ใบมนรูปไข่หรือไข่แกมหอก ดอกออกเดี่ยวๆ หรือเป็นกระจุก 2-6 ดอก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง สีขาวนวล มีกลิ่นหอมเย็น กลิ่นยังคงอยู่แม้ตากแห้งแล้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.8-1.5 ซ.ม. กลีบดอกจักแหลม เรียงกันเป็น ๒ ชั้น ชั้นนอกมี 8 กลีบ ชั้นใน 16 กลีบ ดอกร่วงง่าย เมื่อใกล้โรยเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล ผลรูปไข่ปลายแหลม ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีเหลืองถึงส้ม รสหวานเล็กน้อย เมล็ดแบนรี มีเมล็ดเดียว เปลือกแข็ง สีน้ำตาลเข้มหรือดำเป็นมัน ออกดอกติดผลตลอดปี
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →
ดอกพิกุลสีขาวนวลกลีบแหลมเรียงเป็นชั้น บานอยู่ข้างดอกตูมสีน้ำตาลอ่อน บนกิ่งที่มีใบเขียว
ดอกพิกุล ที่คนเมืองเรียกว่า "ดอกแก้ว" · ภาพ: Sm faysal / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

อีกคำที่ควรรู้คือ กำลม คำฯล฿มฯ (คำเมืองอ่านว่า กำลม) ในวรรค "ต๋ามกำลมเปิ้นปั๊ดออกเข้า" ของแว่นแก้ว พจนานุกรมให้ความหมายว่า "คำพูดที่ลมๆแล้งๆ เชื่อไม่ได้, คำพูดไม่จริง" แว่นแก้วจึงเล่นคำกับ "ลม" ที่น้อยไจยาพูดถึงในบทแรก ว่าลมที่พัดมานั้นเป็นเพียงข่าวลือ

คำฯล฿มฯ
กำลม
น.คำพูดที่ลมๆแล้งๆ เชื่อไม่ได้,คำพูดไม่จริง
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

ความหมายของคำว่า เก๊า ก็น่าสังเกต เพราะพจนานุกรมให้ไว้ทั้ง "โคนต้นไม้" และ "หัวหน้า ประธาน" เมื่อเพลงพูดถึงเก๊าที่เอนแต่กิ่งไม่ถอน จึงอ่านได้ว่าผู้ใหญ่อาจโอนเอนไปตามผู้มาสู่ขอ แต่ตัวนางยังมั่นคง

เสียงคำเมืองที่ได้ยินในเพลง

เมื่อเทียบคำในเพลงกับรูปไทยที่พจนานุกรมให้ไว้ จะเห็นการเปลี่ยนเสียงที่เกิดซ้ำ ๆ ซึ่งช่วยให้เดาคำเมืองคำอื่นได้ง่ายขึ้น

เสียงไทย เสียงคำเมือง ตัวอย่างในเพลง
ช จ ชู้ → จู๊ ชู้, ชมพู → จมปู, เชย → เจย
พ ป พัด → ปั๊ด, เพิ่น → เปิ้น, พี่น้อย → ปี้น้อย พี่น้อฯยฯ
ท ต เที่ยง → เตี้ยง, ทวย → ตวย, ทาง → ตาง
ร ฮ รู้ → ฮู้, รัก → ฮัก
ค ก คำลม → กำลม, โค่น → โก้น
⚠️ ข้อควรระวัง
ตั๋ว ต฿วฯ (คำเมืองอ่านว่า ตั๋ว) ในเพลงไม่ได้แปลว่าตัวเฉย ๆ พจนานุกรมอธิบายว่าเป็นสรรพนามบุรุษที่ ๒ "ใช้กับชายหญิงที่เป็นเพื่อนสนิทกัน หรือเป็นคู่รักกัน คู่กับเปิ้น" เมื่อน้อยไจยาเรียกตัวเองว่า "ตั๋วปี้น้อย" และแว่นแก้วเรียกตัวเองว่า "ตั๋วน้อง" คู่รักจึงพูดกันด้วยภาษาที่ใกล้ชิดที่สุด

ในบทถัด ๆ ไปยังมีคำที่บอกเรื่องฐานะและการสู่ขอ เช่น สมเปิง ส฿มฯเพิงฯ (คำเมืองอ่านว่า สมเปิง) แปลว่าเหมาะสม ในวรรค "ส่วนไจยาบ่สมเปิงเจ้า" และ เขียม ขยฯม (คำเมืองอ่านว่า เขียม) แปลว่าหายาก ในวรรค "เพราะเขียมข้าวของเงินทอง" คือน้อยไจยาน้อยใจว่าตนไม่มีทรัพย์สินพอจะเหมาะกับนาง

ถอดความสองบทแรก

ดอกไม้ทั้งหลายบานสะพรั่ง ฝูงผึ้งฝูงภู่บินมาไซ้ดม ดอกพิกุลต้นทางใต้ของเขา ลมพัดกิ่งไม้มาถึงบ้านเรา ได้ยินมาแน่ชัดเข้าหูว่า ต้นชมพู (หรือ "สีชมพู") นั้นโคนต้นเอนค่อมลงแล้ว เมื่อโคนตาย ปลายก็เอน กิ่งก้านก็เอนล้มตามไปด้วย ดอกพิกุลก็คือดอกแก้ว ไปเป็นของคนอื่นเสียแล้วนะ

ถอดความโดยมรดกล้านนา อาศัยความหมายจากพจนานุกรม บางคำยังตีความได้หลายทาง เช่น "สีจมปู" อาจหมายถึงต้นชมพู่หรือสีชมพู และ "ป้ำ" บางฉบับเขียนว่า "ป้อม" ซึ่งพจนานุกรมให้ความหมายว่าเตี้ยกว่าปกติ ทั้งสองคำจึงชี้ไปทางเดียวกันว่าต้นไม้โน้มต่ำลง

เนื้อร้องแต่ละฉบับเขียนต่างกันอย่างไร

เนื้อร้องบทเกี้ยวชุดนี้พบในแหล่งที่ต่างกัน และสะกดไม่ตรงกันทุกคำ บทความนี้ยึดฉบับที่สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ เผยแพร่ ซึ่งตรงกับฉบับในบล็อกของผู้ฟังรายหนึ่ง (bloggang, ๒๕๕๓)

คำในบทความนี้ อีกฉบับหนึ่ง แหล่ง
ป้ำ ป้อม กระทู้พันทิป (๒๕๔๙)
คอนเฟือน คลอนเฟือน กระทู้พันทิป (๒๕๔๙)
แต๊ แต้ กระทู้พันทิป (๒๕๔๙)
เนอ เหนอ, เน้อ กระทู้พันทิป (๒๕๔๙), จุฬาฯ (บางบท)
ตางปู๊น / ผะจ๋ำ ตังปู๊น / ประจ๋ำ พจนานุกรมมรดกล้านนา (คำว่า เปิ้น)

การสะกดต่างกันเช่นนี้เป็นเรื่องปกติของเพลงที่สืบทอดด้วยการฟังและร้องตาม คนแต่ละถิ่นจดตามเสียงที่ตนได้ยิน

สรุป

  • เพลงน้อยไจยา คือบทเกี้ยวระหว่างน้อยไจยากับแว่นแก้วจากละครซอเรื่องน้อยไจยา มี ๖ บท ชายหญิงผลัดกันร้องฝ่ายละ ๓ บท ทุกบทจบด้วย "เนอ"
  • ละครซอใช้ ทำนองซอพระลอ หรือพระลอล่องน่าน และฉบับของจรัล มโนเพ็ชร กับสุนทรี เวชานนท์ แปรทำนองไปตามคำร้องแบบการขับซอ
  • สัมผัสร้อยเป็นโซ่ คำท้ายบาทส่งไปยังคำท้ายวรรคหน้าของบาทถัดไป แล้วเหลียวกลับมาในวรรคหลัง วรรคส่วนใหญ่มี ๗ พยางค์ ใกล้กับหลักของค่าว
  • ดอกแก้ว คือดอกพิกุลในคำเมือง และในเพลงยังชวนให้นึกถึงชื่อ แว่นแก้ว ส่วน กำลม คือคำพูดลม ๆ แล้ง ๆ หรือข่าวลือ
  • เสียงคำเมืองในเพลงเปลี่ยนจากไทยอย่างเป็นระบบ เช่น ช→จ, พ→ป, ท→ต, ร→ฮ, ค→ก

ค้นคำในเพลงเพิ่มเติมได้ใน พจนานุกรมมรดกล้านนา อ่านเรื่องย่อของละครที่ น้อยไจยา และอ่านเรื่องการขับซอต่อที่ ขับซอ

อ่านต่อในชุดเดียวกัน: เพลงซอ · คำอู้บ่าวอู้สาว · อ่านค่าวหงส์หิน · สาวมอเตอร์ไซค์ · สาวเชียงใหม่ หรือดูทั้งชุดที่ เรียนคำเมืองจากบทเพลงและวรรณกรรม

แหล่งอ้างอิง

ค้นหาคำว่า "น้อยไจยา" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา

🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 30 คำ จำได้แค่ไหน?

บทความที่เกี่ยวข้อง

ต้นพลูใบสีเขียวอ่อนรูปหัวใจ แตกยอดใหม่อยู่ในร่มไม้

คำอู้บ่าวอู้สาว: เรียนคำเมืองจากโวหารรักยามแอ่วสาว

13 ตุลาคม 2569 · เรียนภาษาล้านนา

คำอู้บ่าวอู้สาวคือโวหารรักที่หนุ่มสาวล้านนาใช้โต้ตอบกันยามแอ่วสาว อ่านทีละวรรค ทั้งบทขอขึ้นเรือนและบทพลูข้าบ่หอม พร้อมคำศัพท์ สัมผัส และเสี…

ลำธารในป่าเขาใกล้ดอยอินทนนท์ มีขอนไม้ล้มพาดผ่านสายน้ำ และต้นไม้เขียวขึ้นหนาทั้งสองฝั่ง

เพลงซอ: อ่านคำเมืองในบทซอทีละวรรค เสียง สัมผัส และคำสร้อย

13 ตุลาคม 2569 · เรียนภาษาล้านนา

เรียนคำเมืองจากเพลงซอ อ่านบทซออนุรักษ์ป่าไม้ทีละวรรค ดูเสียง ร เป็น ฮ ช เป็น จ สัมผัสที่ร้อยเป็นห่วงโซ่ และคำสร้อยท้ายบทซอถ้อง

ลำธารน้ำตกห้วยแก้วเชิงดอยสุเทพในฤดูฝน มีน้ำตกเล็ก ๆ ไหลลงมาระหว่างป่าเขียวครึ้ม

น้อยไจยา: ละครซอรักสามเส้าจากคุ้มเจ้าดารารัศมี สู่เพลงคำเมือง

12 ตุลาคม 2569 · วรรณกรรม

น้อยไจยา (น้อยใจยา, น้อยไชยา) คือละครซอของท้าวสุนทรพจนกิจที่เจ้าดารารัศมีทรงผูกเรื่อง อ่านเรื่องย่อน้อยไจยากับแว่นแก้ว ที่มาของชื่อ และเส้น…

นักร้องเพลงพื้นบ้านนั่งขับร้องโต้ตอบกัน มีวงดนตรีพื้นบ้านบรรเลงอยู่ด้านหลัง ที่บ้านคุ้งตะเภา จังหวัดอุตรดิตถ์

ขับซอและจ๊อย: การขับลำนำล้านนา ช่างซอ ทำนองซอ และคร่าว

16 ธันวาคม 2568 · วรรณกรรม

ขับซอคือการขับลำนำพื้นบ้านของล้านนา อ่านความต่างระหว่างซอกับจ๊อย ช่างซอ ซอถ้อง ทำนองตั้งเชียงใหม่ จะปุ ละม้าย และคร่าวที่ใช้เป็นบทขับ

↑

↑ ↓ เลือก · Enter เปิด · Esc ปิด