มรดกล้านนา🔍EN
ต้นพลูใบสีเขียวอ่อนรูปหัวใจ แตกยอดใหม่อยู่ในร่มไม้

ภาพ: Kevinsooryan / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

คำอู้บ่าวอู้สาว: เรียนคำเมืองจากโวหารรักยามแอ่วสาว

คำอู้บ่าวอู้สาว คำฯอู้บ่าฯวฯอู้สาวฯ (คำเมืองอ่านว่า กำอู้บ่าวอู้สาว) คือโวหารที่หนุ่มสาวล้านนาใช้โต้ตอบพรอดรักกัน เป็นถ้อยคำคล้องจองที่หนุ่มต้องจำจากรุ่นพี่ แล้วนำไปใช้ยามขึ้นเรือนสาวในค่ำคืนหลังฤดูเก็บเกี่ยว บทความนี้อ่านโวหารรัก ๒ บทจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ทีละวรรค เพื่อเรียนคำศัพท์ สัมผัส และเสียงคำเมืองไปพร้อมกัน

คำฯอู้บ่าฯวฯอู้สาวฯ
กำอู้บ่าวอู้สาว
น.คำโวหารที่หนุ่มสาวใช้โต้ตอบพรอดรักกัน
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

แอ่วสาว: ฉากของคำอู้บ่าวอู้สาว

แอ่วสาว แอ่วฯสาวฯ (คำเมืองอ่านว่า แอ่วสาว) พจนานุกรมมรดกล้านนาอธิบายว่าคือ "การไปเที่ยวหาผู้หญิงสาว" หลังกินข้าวแลง สาว ๆ จะ อยู่นอก อยฯู่นอฯก (คำเมืองอ่านว่า อยู่นอก) คือออกมานั่งนอกห้องนอน ที่ เติ๋น เตินฯ (คำเมืองอ่านว่า เติ๋น) จุดตะเกียงทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างปั่นด้าย เย็บผ้า รอหนุ่มมาคุยด้วย

แอ่วฯสาวฯ
แอ่วสาว
ก.การไปเที่ยวหาผู้หญิงสาว - หลังจากกิ๋นเข้าแลง (รับประทานอาหารมื้อเย็น) แล้วพวกสาวๆ จะ "อยู่นอก" คือบริเวณภายนอกห้องนอนที่เรียกว่า "เติ๋น" จุดตะเกียงน้ำมันก๊าดหรือเทียนทำงานเล็กๆ น้อยๆ เช่น เย็บผ้า ปั่นด้าย เพื่อรอหนุ่ม หรือคนรักในหมู่บ้านเดียวกัน หรือต่างบ้าน มาเยี่ยมเยียนพูดคุย ที่เรียกว่า "เต๊าะสาว" ถือว่าเป็นประเพณีการหาคู่ครองอย่างหนึ่งของชาวล้านนาโบราณ; ดู...เติ๋น,เต๊าะสาว,อยู่นอก.
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

คอลัมน์ "ล้านนาคำเมือง" ของ ชมรมฮักตั๋วเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในมติชนสุดสัปดาห์ (๒๕๖๔) เล่าบรรยากาศไว้ละเอียด หนุ่มเดินทางยามค่ำด้วยไฟจากคบไม้ไผ่ ซึ่งพจนานุกรมเรียกว่า แค่ แฅ่ (คำเมืองอ่านว่า แค่) บางคนพกซึง สะล้อ หรือขลุ่ยติดตัว และมักไปแอ่วสาวต่างหมู่บ้าน ขากลับถ้าเดินคนเดียวก็มัก จ๊อย ช้อฯยฯ (คำเมืองอ่านว่า จ๊อย) คือขับบทคร่าวเป็นทำนองเสนาะให้เสียงเป็นเพื่อนเดินทาง

💡 เกร็ดความรู้
คอลัมน์เดียวกันบอกว่า หนุ่มต้องเรียน "คำอู้สาว" จากหนุ่มรุ่นพี่ ส่วนสาวก็เรียน "คำอู้บ่าว" จากสาวรุ่นพี่ จำสำนวนได้แล้วจึงดัดแปลงตามปฏิภาณของตน คำว่า อู้สาว อู้สาวฯ พจนานุกรมให้ดูคำว่า เต๊าะสาว โทอฯะสาวฯ (คำเมืองอ่านว่า เต๊าะสาว) ซึ่งแปลว่า จีบสาว

พ่อแม่ของสาวนอนอยู่ในห้องและได้ยินทุกคำ จึงช่วยดูนิสัยของชายที่อาจเป็นลูกเขย ถ้าทั้งสองฝ่ายพอใจ ทั้งคู่ก็เป็น ตั๋วป้อตั๋วแม่ ต฿วฯพอฯต฿วฯแม่ (คำเมืองอ่านว่า ตั๋วป้อตั๋วแม่) คือคู่รัก แล้วฝ่ายชายจึงให้ผู้ใหญ่มา จ๋าสาว จาสาวฯ (คำเมืองอ่านว่า จ๋าสาว) คือเจรจาสู่ขอ อ่านเรื่องเติ๋นและส่วนอื่นของบ้านเพิ่มได้ที่ เรือนกาแล

บทที่ ๑: ขอขึ้นเรือน

ชมรมฮักตั๋วเมืองยกบทสนทนาแรกพบไว้ ๔ ตอน สองตอนแรกตรงกับที่เชียงใหม่นิวส์ (๒๕๖๘) ยกไว้ทุกคำ

หนุ่ม: "อี่นายนาฏน้อง อ้ายมาแอ่วหา จักเติ้กก่อจา ขึ้นไปนั่งอู้" สาว: "ขึ้นมาเต๊อะ บ่ถ้ากลั๋วใผ บ่มีคนใด มาแอ่วหาข้า" หนุ่ม (เมื่อขึ้นเรือนแล้ว): "อ้ายขอนั่งหนี้สักศอก ขอออกหนี้สักวา ถ้าอ้ายเปิ้นมา ค่อยลุก" สาว: "นั่งเต๊อะ นั่งเต๊อะ บ่แม่นที่ใผ เป๋นที่วงศ์ใย พี่น้องชาวบ้าน" — ชมรมฮักตั๋วเมือง มช., มติชนสุดสัปดาห์ (๒๕๖๔)

อ่านทีละตอน คำสำคัญแปลตามพจนานุกรมมรดกล้านนา ส่วนความหมายทั้งตอนเป็นคำแปลของคอลัมน์

คำเมือง คำสำคัญ (ตามพจนานุกรม) ความหมายทั้งตอน
อี่นายนาฏน้อง อ้ายมาแอ่วหา จักเติ้กก่อจา ขึ้นไปนั่งอู้ อี่นาย อี่นาฯยฯ = คุณ (เรียกหญิงสาวอย่างให้เกียรติ) · เติ้ก เทิกฯ = กีดขวาง · ก่อ กํอฯ = ไหม · จา ชา = หรือ น้องหญิง พี่มาเยือน จะเป็นการขวางทางคนรักของน้องหรือไม่ หากพี่จะขอขึ้นเรือนไปคุยด้วย
ขึ้นมาเต๊อะ บ่ถ้ากลั๋วใผ บ่มีคนใด มาแอ่วหาข้า ถ้า ถ้า = รอ, คอย · กั๋ว ก฿ลฯวฯ = กลัว · ไผ ไผ = ใคร ขึ้นมาเถอะจ้ะ บ่ต้องเกรง เพราะปกติก็ไม่มีใครมาหาน้องหรอก
อ้ายขอนั่งหนี้สักศอก ขอออกหนี้สักวา ถ้าอ้ายเปิ้นมา ค่อยลุก หนี้ หี้นฯ = ที่นี่ · สอก สอฯก = ศอก · วา วาฯ = ๔ ศอก · เปิ้น เพิ่นฯ = เขา, ท่าน พี่ขอนั่งตรงนี้ ใช้ที่สักศอกสักวา ถ้าคนรักน้องมา พี่ก็จะรีบลุกให้
นั่งเต๊อะ นั่งเต๊อะ บ่แม่นที่ใผ เป๋นที่วงศ์ใย พี่น้องชาวบ้าน แม่น แม่นฯ = ใช่, จริง นั่งเถิด ไม่ใช่ที่เฉพาะของใคร หากแต่เป็นที่นั่งของญาติและคนทั่วไป

ความน่ารักของบทนี้อยู่ที่ การถ่อมตัวทั้งสองฝ่าย หนุ่มถามก่อนว่าจะไป "เติ้ก" ขวางใครหรือเปล่า สาวก็ตอบว่าไม่มีใครมาหา หนุ่มขอที่นั่งแค่ "สักศอก สักวา" และพร้อมลุกให้ "อ้ายเปิ้น" คือพี่คนนั้นของน้อง ทุกคำจึงทั้งเกี้ยวและรักษามารยาทไปพร้อมกัน

เทิกฯ
เติ้ก
ว๑.เกะกะ,กีดขวาง; ...ดู เกิ้ก; ว๒.ถึง,บรรลุ น.ที่ดิน,พื้นที่,ไร่สวน
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

บทที่ ๒: พลูข้าบ่หอม

โวหารรักบทยาวขึ้นมาเรียกว่า คำค่าวคำเครือ คำฯระฯค่าวฯคำฯระฯคิอฯอ (คำเมืองอ่านว่า กำค่าวกำเคือ) พจนานุกรมอธิบายว่าเป็น "คำพูดที่มีการสัมผัสคล้องจองเป็นบทร้อยกรองที่ไพเราะ" งานของ หทัยวรรณ ไชยะกุล (๒๕๖๗) อธิบายว่าเป็นสำนวนที่หนุ่มสาวใช้เจรจาเป็นโวหารรัก "เพื่อทดสอบปฏิภาณไหวพริบของกันและกัน" ก่อนจะคุยกันตามปกติเมื่อคุ้นเคยกันแล้ว และยกตัวอย่างจากงานของ อุดม รุ่งเรืองศรี (๒๕๔๙) ไว้บทหนึ่ง

เคี้ยวเต๊อะ เคี้ยวเต๊อะ พลูข้าบ่หอม บ่มีไผตอม เค้ามันบ่อ้วน
ขออดใจกิน พลูดินยอดด้วน บ่เหมือนพลูคำ บ้านพี่ไท้
ที่พากันมา หอเรือนน้องไท้ มีใจใคร่ได้หยังชา
(อุดม รุ่งเรืองศรี, ๒๕๔๙ อ้างใน หทัยวรรณ ไชยะกุล, ๒๕๖๗)

ฟังจากเนื้อความ นี่คือคำของฝ่ายหญิงที่ยื่นพลูให้หนุ่มที่มาเยือน แล้วออกตัวว่าพลูของตนไม่ดี ก่อนจะย้อนถามว่ามากันถึงเรือนน้องนี้ อยากได้อะไรหรือ

วรรค คำสำคัญ (ตามพจนานุกรม) ถอดความ
เคี้ยวเต๊อะ เคี้ยวเต๊อะ เต๊อะ เป็นคำชวน ใช้แบบเดียวกับในบทที่ ๑ ("ขึ้นมาเต๊อะ") เคี้ยวเถิด เคี้ยวเถิด
พลูข้าบ่หอม พลู อ่านแบบคำเมืองว่า ปู พลฯ = ใบไม้เถารสเผ็ดร้อน กินกับหมาก พลูของฉันไม่หอม
บ่มีไผตอม ตอม ทอฯม = ขุนให้อ้วน, ทะนุถนอม, บำรุง ไม่มีใครบำรุงดูแล
เค้ามันบ่อ้วน เก๊า เคั้าฯ = โคน (ภาษาไทยเขียน เค้า) โคนต้นจึงไม่อวบงาม
ขออดใจกิน ขอให้อดใจกินไปก่อน
พลูดินยอดด้วน เป็นพลูที่ขึ้นบนดิน ยอดก็ด้วน
บ่เหมือนพลูคำ บ้านพี่ไท้ คำ ฅำ = ทอง ไม่เหมือนพลูทองที่บ้านของพี่
ที่พากันมา หอเรือนน้องไท้ หอเฮือน หํอฯเริอฯร = ที่อยู่, ที่อาศัย ที่พากันมาถึงเรือนของน้อง
มีใจใคร่ได้หยังชา หยัง หัยฯง = อะไร · จา (ภาษาไทยเขียน ชา) = หรือ มีใจอยากได้อะไรหรือ
ℹ️ ข้อมูล
คอลัมน์ "ถอดความ" ในตารางนี้มรดกล้านนาถอดเอง โดยยึดความหมายจากพจนานุกรม คำที่ไม่มีในพจนานุกรม เช่น ไท้ ใคร่ และ ยอดด้วน ถอดตามความหมายภาษาไทย ถ้าผู้รู้มีคำอธิบายที่ต่างออกไป มรดกล้านนายินดีแก้ไข

บทนี้สอนคำได้ ๒ ชั้น ชั้นแรกคือคำศัพท์อย่าง ตอม ที่ภาษาไทยกลางไม่มีในความหมายนี้ ชั้นที่สองคือ ความถ่อมตัวเชิงกลยุทธ์ สาวติพลูของตัวเองว่า "บ่หอม" "ยอดด้วน" แล้วยกพลูบ้านหนุ่มว่าเป็น "พลูคำ" ก่อนจะโยนคำถามกลับไปให้หนุ่มต้องใช้ปฏิภาณตอบ

สัมผัส: ทำไมฟังแล้วคล้องจอง

โวหารรักเหล่านี้แต่งด้วยฉันทลักษณ์ ค่าว ระฯค่าฯวฯ (คำเมืองอ่านว่า ค่าว) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็นคำประพันธ์ "ร้อยสัมผัสสอดเกี่ยวกันไป... เหมือนห่วงโซ่" ค่าวที่สั้นที่สุดคือ ค่าวก้อม ระฯค่าฯวฯก้อฯม (คำเมืองอ่านว่า ค่าวก้อม) พจนานุกรมบอกว่านิยมแต่ง ๔ วรรค วรรคละ ๔ คำ และยกตัวอย่างไว้ว่า "ปี้แอบฮักน้อง ลักจองในใจ๋ ป๋ะน้องเมื่อใด หัวใจ๋ตื่นเต้น" แปลว่า พี่แอบรักน้อง จองน้องไว้ในหัวใจ เมื่อเจอน้องทีไร หัวใจพี่เต้นรัวทีเดียว

หทัยวรรณ (๒๕๖๗) อธิบายว่าค่าวก้อมเป็นบันไดขั้นแรกของคนหัดแต่งค่าว ส่วนคำค่าวคำเครือเป็นค่าวขนาดกลาง ยาวราว ๑๑–๑๒ วรรค (อ้างศิริพงศ์ วงศ์ไชย) ซึ่งตรงกับบท "พลูข้าบ่หอม" ที่มี ๑๑ วรรคพอดี งานชิ้นเดียวกันสรุปว่าค่าวจะไพเราะเพราะ ๓ อย่าง คือ จำนวนคำในวรรค ตำแหน่งสัมผัส และ เสียงวรรณยุกต์ท้ายวรรค

ลองนำตัวอย่างในบทความนี้มาวางเทียบกัน (การนับและการจับคู่ในตารางนี้เป็นการสังเกตของมรดกล้านนาจากตัวอย่างเหล่านี้เท่านั้น ไม่ใช่กฎฉันทลักษณ์ฉบับเต็ม)

บท วรรค (นับพยางค์) เสียงที่คล้องกัน
ค่าวก้อม ปี้แอบฮักน้อง (๔) · ลักจองในใจ๋ (๔) · ป๋ะน้องเมื่อใด (๔) · หัวใจ๋ตื่นเต้น (๔) น้อง → จอง · ใจ๋ → ใด
หนุ่มขอขึ้นเรือน อี่นายนาฏน้อง (๔) · อ้ายมาแอ่วหา (๔) · จักเติ้กก่อจา (๔) · ขึ้นไปนั่งอู้ (๔) หา → จา
สาวตอบ ขึ้นมาเต๊อะ (๓) · บ่ถ้ากลั๋วใผ (๔) · บ่มีคนใด (๔) · มาแอ่วหาข้า (๔) ใผ → ใด และปิดท้ายด้วย ข้า ที่รับเสียง -า จากคำของหนุ่ม
หนุ่มขอนั่ง อ้ายขอนั่งหนี้สักศอก (๖) · ขอออกหนี้สักวา (๕) · ถ้าอ้ายเปิ้นมา (๔) · ค่อยลุก (๒) ศอก → ออก · วา → มา
สาวเชิญนั่ง นั่งเต๊อะ นั่งเต๊อะ (๔) · บ่แม่นที่ใผ (๔) · เป๋นที่วงศ์ใย (๔) · พี่น้องชาวบ้าน (๔) ใผ → ใย
พลูข้าบ่หอม พลูข้าบ่หอม · บ่มีไผตอม · เค้ามันบ่อ้วน · ... · พลูดินยอดด้วน หอม → ตอม · อ้วน → ด้วน

จะเห็นว่าเกือบทุกบทใช้ วรรคละ ๔ คำ และ คำท้ายวรรคที่ ๒ ส่งสัมผัสไปคำท้ายวรรคที่ ๓ ทั้งค่าวก้อมของพจนานุกรม และโวหารที่คนพูดกันจริงบนเรือน บางบทยังมีสัมผัสจากท้ายวรรคแรกไปกลางวรรคถัดไปด้วย เช่น น้อง → จอง และ ศอก → ออก นี่คือเหตุที่คำอู้บ่าวอู้สาวจำง่ายและฟังแล้ว "เข้าหู" แม้จะพูดสด ๆ

เสียงคำเมืองที่ควรสังเกต

บทสั้น ๆ เหล่านี้มีจุดที่คนพูดภาษาไทยกลางมักอ่านพลาด

  • ถ้า พจนานุกรมให้ความหมายว่า รอ, คอย เช่น "ถ้าอยู่หนี้" แปลว่า รออยู่ตรงนี้ คำว่า "บ่ถ้า..." ของสาวจึงอ่านได้ว่าไม่ต้องรอท่า ส่วนในตอนที่ ๓ "ถ้าอ้ายเปิ้นมา" ใช้ ถ้า แบบภาษาไทย ที่แปลว่า หาก
  • หนี้ ในคำเมืองเป็นคำบอกที่ แปลว่า ที่นี่ "นั่งหนี้" คือ นั่งตรงนี้ ไม่เกี่ยวกับหนี้สิน
  • ตอม ไม่ได้หมายถึงแมลงตอม แต่แปลว่า บำรุงเลี้ยงให้อ้วน

เมื่อคำอู้สาวกลายเป็นเพลง: จ๊อยและซอเกี้ยวสาว

ถ้อยคำเกี้ยวที่คล้องจองเหล่านี้ เมื่อนำมาขับเป็นทำนองก็กลายเป็น จ๊อย และ ซอ งานของ คณิเทพ ปิตุภูมินาค และคณะ (๒๕๕๗) ชี้ว่าทำนองจ๊อยผูกอยู่กับเสียงวรรณยุกต์ของคำเมือง ซึ่งงานชิ้นนี้นับไว้ ๖ เสียงตามแนวของ เรณู วิชาศิลป์ (๒๕๔๓) รวมเสียงที่ภาษาไทยกลางไม่มี เรียกว่า "เสียงโทเหนือ" เช่นในคำว่า ข้อน และ เข้า บางคำทำนองไปทางเดียวกับเสียงวรรณยุกต์ บางคำสวนทาง เช่น ใจ๋ และ ตั๋ว ซึ่งเป็นเสียงจัตวา แต่ทำนองกลับนิ่งหรือลง ส่วนคำเสียงสามัญ ผู้จ๊อยสร้างทำนองได้อิสระ อ่านเรื่องลีลาจ๊อยเพิ่มเติมได้ที่ ขับซอและจ๊อย

ส่วน ซอเกี้ยวสาว เป็นการขับโต้ตอบระหว่างช่างซอชายหญิงบนเวที งานของ พิพัฒน์พงศ์ มาศิริ และพงษ์วิกรานต์ มหิทธิพงศ์ (๒๕๖๘) วิเคราะห์ซอเกี้ยวสาวเรื่อง "ใส่ผี" ๙ คลิปจากเชียงราย เชียงใหม่ และน่าน พบว่าเรื่องเดินแบบเดียวกัน คือเริ่มจากเกี้ยว ตกลงจะแต่งงาน แล้วต่อรองเรื่อง ใส่ผี ไส่ผี (คำเมืองอ่านว่า ใส่ผี) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าคือ "ให้เงินค่าไหว้ผีฝ่ายหญิง" งานชิ้นนี้ตีความว่าการต่อรองนี้สะท้อนอำนาจของฝ่ายหญิงในพื้นที่ของบ้าน

คำศัพท์บ้านล้านนาในซอเกี้ยวสาว

ในซอของช่างซอเชียงใหม่ที่งานวิจัยถอดไว้ ฝ่ายหญิงต่อรองโดยยอมให้ฝ่ายชายขยับเข้ามาในบ้านทีละขั้นตามเงินใส่ผี จากนอกประตูบ้าน ไปตีนคันได หัวคันได แล้วขึ้นเรือน เรียงเป็นคำศัพท์บ้านได้ดังนี้

คำเมือง อักษรล้านนา ความหมาย (ตามพจนานุกรม)
คันได ฅันฯได บันได
ข่ม ข่฿มฯ ชานแล่น บริเวณบนบ้านที่ลดระดับต่ำกว่าพื้นปกติ
เต๋าไฟ เตัาไฟ โรงครัว ที่ปรุงอาหาร
เติ๋น เตินฯ ห้องโถงนอกห้องนอน ใช้รับแขก

งานวิจัยชิ้นเดียวกันยังพบว่าช่างซอฝ่ายหญิงในเชียงใหม่ยกคู่รักในวรรณกรรมอย่าง น้อยใจยากับนางแว่นแก้ว ขึ้นมาเปรียบ อ่านเรื่องนี้ได้ที่ น้อยไจยา

ถ้อยคำที่ใช้เรียกผู้หญิงในวรรณกรรมเกี้ยวพาราสีก็มีให้เรียนอีกมาก งานของ ภคภต เทียมทัน (๒๕๖๗) นับคำเรียกผู้หญิงในค่าวซอ ๕ เรื่องได้ถึง ๑๗๑ คำ เกินครึ่ง (๘๗ คำ) เป็นคำที่ชมความงาม เช่น "นงพะงา" "นงราม" และ "กาบบัวผาย" ที่เปรียบหญิงกับกลีบบัวที่แย้มบาน

สรุป

  • คำอู้บ่าวอู้สาว คือโวหารรักที่หนุ่มสาวล้านนาใช้ยาม แอ่วสาว หนุ่มเรียน "คำอู้สาว" จากรุ่นพี่ สาวเรียน "คำอู้บ่าว" จากรุ่นพี่
  • บทขอขึ้นเรือนสอนคำอย่าง อี่นาย เติ้ก ถ้า (รอ) หนี้ (ที่นี่) และ เปิ้น พร้อมมารยาทการถ่อมตัวของทั้งสองฝ่าย
  • บท "พลูข้าบ่หอม" เป็น คำค่าวคำเครือ ๑๑ วรรค ให้คำอย่าง ตอม (บำรุงให้อ้วน) เก๊า (โคน) และ พลูคำ
  • ตัวอย่างเกือบทุกบทใช้วรรคละ ๔ คำ และส่งสัมผัสจาก ท้ายวรรคที่ ๒ ไปท้ายวรรคที่ ๓ แบบเดียวกับค่าวก้อม
  • เมื่อนำมาขับเป็นทำนองก็กลายเป็น จ๊อย และ ซอเกี้ยวสาว ซึ่งทำนองผูกกับเสียงวรรณยุกต์ ๖ เสียงของคำเมือง

ค้นคำในบทความนี้เพิ่มเติมได้ใน พจนานุกรมมรดกล้านนา อ่านลีลาจ๊อยและซอได้ที่ ขับซอและจ๊อย และอ่านคำจ๊อยหนุ่มแอ่วสาวที่ไล่ชื่อกว่างได้ที่ กว่างล้านนา

อ่านต่อในชุดเดียวกัน: เพลงน้อยไจยา · เพลงซอ หรือดูทั้งชุดที่ เรียนคำเมืองจากบทเพลงและวรรณกรรม

แหล่งอ้างอิง

ค้นหาคำว่า "คำอู้บ่าวอู้สาว" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา

🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 36 คำ จำได้แค่ไหน?

บทความที่เกี่ยวข้อง

หอไตรวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ อาคารเก็บคัมภีร์ใบลานแบบล้านนา ตั้งอยู่บนฐานสูงประดับปูนปั้น

ค่าว: คำประพันธ์ร้อยสัมผัสของล้านนา ค่าวซอ และค่าวฮ่ำ

30 ตุลาคม 2568 · วรรณกรรม

ค่าวคือคำประพันธ์ล้านนาที่ร้อยสัมผัสต่อกันเหมือนห่วงโซ่ รู้จักค่าวซอ ค่าวฮ่ำ ค่าวก้อม ฉันทลักษณ์ "สามตัวเหลียว เจ็ดตัวเทียว" และค่าวสี่บทขอ…

ลำธารน้ำตกห้วยแก้วเชิงดอยสุเทพในฤดูฝน สถานที่นัดพบของน้อยไจยากับแว่นแก้วในบทเพลง

เพลงน้อยไจยา: คำเมือง สัมผัส และทำนองซอในบทเกี้ยวห้วยแก้ว

13 ตุลาคม 2569 · เรียนภาษาล้านนา

เพลงน้อยไจยา บทเกี้ยวของน้อยไจยากับแว่นแก้วที่ห้วยแก้ว อ่านคำเมืองทีละคำ ดูสัมผัสที่ร้อยกันเป็นโซ่ ทำนองซอ และความหมายซ่อนในดอกแก้ว

นักร้องเพลงพื้นบ้านนั่งขับร้องโต้ตอบกัน มีวงดนตรีพื้นบ้านบรรเลงอยู่ด้านหลัง ที่บ้านคุ้งตะเภา จังหวัดอุตรดิตถ์

ขับซอและจ๊อย: การขับลำนำล้านนา ช่างซอ ทำนองซอ และคร่าว

16 ธันวาคม 2568 · วรรณกรรม

ขับซอคือการขับลำนำพื้นบ้านของล้านนา อ่านความต่างระหว่างซอกับจ๊อย ช่างซอ ซอถ้อง ทำนองตั้งเชียงใหม่ จะปุ ละม้าย และคร่าวที่ใช้เป็นบทขับ

ภายในกาดวโรรส เชียงใหม่ มองจากชั้นบน เห็นแผงขายของแห้งและผู้คนเดินจับจ่ายแน่นตลาด

เกี๋ยงแก้ว: เรียนคำเมืองจากเพลงแม่อุ๊ยเมืองหละปูน

13 ตุลาคม 2569 · เรียนภาษาล้านนา

เรียนคำเมืองจากเพลงเกี๋ยงแก้ว เพลงของ OverNormal ที่เล่าเรื่องแม่อุ๊ยเมืองหละปูน อ่านเนื้อร้องทีละบาท รู้จักคำว่า แม่อุ๊ย ตึง ฮ้อง หื้อ และ…

↑

↑ ↓ เลือก · Enter เปิด · Esc ปิด