
ภาพ: Takeaway / Wikimedia Commons (CC BY-SA 3.0)
ตั้งธรรมหลวง: ประเพณีฟังเทศน์มหาชาติ ๑๓ กัณฑ์ของล้านนา
ทุกปีเมื่อถึง ยี่เป็ง ยี่เพงฯ (คำเมืองอ่านว่า ยี่เป็ง) วัดในล้านนาไม่ได้มีแค่ผางประทีปและโคมไฟ แต่ยังมีงานบุญใหญ่ที่ชาวบ้านตั้งตารอ คือ ประเพณีตั้งธรรมหลวง ปาเวณีตั้งฯธัม์มฯหลฯวฯง (คำเมืองอ่านว่า ป๋าเวณีตั้งธรรมหลวง) พจนานุกรมมรดกล้านนาอธิบายสั้น ๆ ว่าคือ "ประเพณีเทศน์มหาชาติ (มหาเวสสันดรชาดก)"
ชาวบ้านจะแต่งวัดให้เป็นป่า ฟังพระเทศน์เรื่องพระเวสสันดรครบ ๑๓ กัณฑ์ด้วยทำนองเฉพาะของล้านนา และเชื่อกันว่าผู้ฟังครบจะได้เกิดทันศาสนาของพระศรีอาริยเมตไตรย บทความนี้พาไปรู้จักประเพณีนี้ผ่านคำเมืองที่ใช้กันในงาน
ตั้งธรรมหลวงคืออะไร
คำว่า ธรรมหลวง หมายถึงพระธรรมเรื่องใหญ่หรือเรื่องสำคัญ ส่วนคำว่า ตั้ง แปลว่าเริ่มต้น งานวิจัยของ พระมหาจรินทร์ อริญฺชโย และคณะ (๒๕๖๘) อธิบายว่า การตั้งธรรมหลวงอาจหมายถึงการฟังพระธรรมเทศนาจากคัมภีร์ที่จารขึ้นใหม่เป็นครั้งแรกด้วย และประเพณีนี้ตรงกับงาน ฟังเทศน์มหาชาติ ของภาคกลาง
ธรรมที่นำมาเทศน์ส่วนใหญ่คือ ธรรมมหาชาติ ธัม์มฯมหาชาติ (คำเมืองอ่านว่า ธรรมหมะหาจ้าด) ซึ่งพจนานุกรมให้ความหมายว่า "มหาเวสสันดรชาดก" งานวิจัยเดียวกันระบุว่า วัดและคณะศรัทธาอาจเลือกคัมภีร์ขนาดยาวเรื่องอื่นก็ได้ เช่น เรื่องในหมวดทศชาติชาดกหรือปัญญาสชาดก แต่ที่นิยมมากที่สุดคือมหาชาติ และเพราะต้องใช้เวลาเทศน์อย่างน้อย ๒ วัน ชาวล้านนาจึงเรียกว่า "ตั้งธรรมหลวง"
พระเวสสันดรและคาถาพัน ๑๓ กัณฑ์
พระเวสสันดร ระฯพเวสสฯันดฯอฯร (คำเมืองอ่านว่า พระเวสสันดร) คือพระโพธิสัตว์ชาติที่ ๑๐ ในทศชาติ พจนานุกรมอธิบายว่าเป็น "พระชาติสุดท้ายก่อนที่จะได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" เป็นเรื่องของการบำเพ็ญ ทานบารมี และในภาษาพูดยังใช้เรียกคนใจกว้างที่ชอบให้ของแก่ผู้อื่นอย่างไม่จำกัด
ต้นฉบับภาษาบาลีของเรื่องนี้เรียกว่า คาถาพัน คาฯถาพันฯ (คำเมืองอ่านว่า คาถาปัน) เพราะมีพระคาถารวมกันครบหนึ่งพันบท แบ่งเป็น ๑๓ กัณฑ์ ตามที่พจนานุกรมบันทึกไว้ดังนี้
| กัณฑ์ที่ | ชื่อกัณฑ์ | จำนวนคาถา |
|---|---|---|
| ๑ | ทศพร | ๑๙ |
| ๒ | หิมพานต์ | ๑๓๔ |
| ๓ | ทานกัณฑ์ | ๒๐๙ |
| ๔ | วนปเวสน์ | ๕๗ |
| ๕ | ชูชก | ๗๙ |
| ๖ | จุลพน | ๓๕ |
| ๗ | มหาพน | ๘๐ |
| ๘ | กุมาร | ๑๐๑ |
| ๙ | มัทรี | ๙๐ |
| ๑๐ | สักกบรรพ | ๔๓ |
| ๑๑ | มหาราช | ๖๙ |
| ๑๒ | ฉกษัตริย์ | ๓๖ |
| ๑๓ | นครกัณฑ์ | ๔๘ |
| รวม | ๑,๐๐๐ |
งานวิจัยของพระมหาจรินทร์และคณะ (๒๕๖๘) ระบุว่า ฉบับที่เป็นภาษาบาลีล้วนเรียกว่าคาถาพัน ส่วนฉบับที่แปลคาถาพันเรียกว่า จริยา และทางเหนือเรียกกัณฑ์แต่ละกัณฑ์ว่า ผูก ผูก (คำเมืองอ่านว่า ผูก) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็นคำเรียก "คัมภีร์ใบลานหลายๆใบที่เป็นชุด หรือตอนเดียวที่มี สายสยอง ร้อยรวมกันไว้"

ทำไมต้องฟังให้ครบ ๑๓ กัณฑ์
ความเชื่อสำคัญของงานนี้มาจาก คัมภีร์มาลัยสูตร ซึ่งเล่าว่าพระมาลัยเถระขึ้นไปนมัสการพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และได้พบพระศรีอาริยเมตไตรย ท่านฝากบอกชาวโลกว่า ให้ฟังธรรมมหาชาติให้จบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ในวันเดียวคืนเดียว แล้วจะได้เกิดร่วมในศาสนาของท่าน (เล่าตามงานวิจัยของพระมหาจรินทร์และคณะ, ๒๕๖๘)
อุดม รุ่งเรืองศรี (๒๕๔๖) ในหนังสือ วรรณกรรมล้านนา ก็บันทึกความเชื่อเดียวกันว่า ผู้ที่ได้ฟังเทศน์มหาชาติครบ ๑๓ กัณฑ์ จะได้ไปเกิดในยุคของพระศรีอาริยเมตไตรยในอนาคต
อานิสงส์การบูชามหาชาติ ตามคัมภีร์ล้านนา
งานวิจัยของพระมหาจรินทร์และคณะ (๒๕๖๘) ยกข้อความจากงานของ มณี พะยอมยงค์ (๒๕๔๖) ซึ่งบรรยายอานิสงส์ของการบูชามหาเวสสันดรชาดกไว้ด้วยภาษาเทศน์แบบล้านนา ใจความว่า ผู้ที่ได้บูชามหาเวสสันดรชาตกะ จะได้เป็นใหญ่ในเมืองคน มีบริวารมาก มีช้างม้า เงินทอง เสื้อผ้า ข้าวเปลือกข้าวสารสมปรารถนา
เมื่อพระศรีอริยเมตไตรยมาตรัสรู้ ก็จะได้พบหน้าท่านอย่างไม่ต้องสงสัย และในที่สุดจะ "เถิงเซิ้งเวียงแก้วยอดมหาเนรพาน" คือถึงพระนิพพาน
ตั้งธรรมหลวงจัดเมื่อไร
งานส่วนใหญ่จัดใน เดือนยี่เป็ง เดิอฯรยี่เพงฯ (คำเมืองอ่านว่า เดือนยี่เปง) คือวันเพ็ญเดือน ๒ เหนือ ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าตรงกับเดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำของภาคกลาง เพราะการนับเดือนของล้านนามาก่อนภาคกลาง ๒ เดือน งานจึงจัดคู่กับเทศกาลลอยกระทง
ไม่ได้มีแค่ยี่เป็ง: งานวิจัยของพระมหาจรินทร์และคณะ (๒๕๖๘) ระบุว่า เจ้าอาวาสจะประชุมชาวบ้านเพื่อกำหนดวันตั้งธรรม ส่วนมากเป็นเดือนยี่ บางแห่งจัดในเดือน ๓ หรือเดือน ๔
ลำดับการเทศน์ในแต่ละแห่งต่างกันไป และแหล่งข้อมูลก็บันทึกเวลาไว้ไม่ตรงกัน
งานวิจัยของพระมหาจรินทร์และคณะ (๒๕๖๘) เล่าว่า ถ้าเป็นมหาชาติ อาจฟังเทศน์ต่อเนื่องกันถึง ๗ วัน วันแรกเทศน์ ธรรมวัตร วันที่สองเทศน์คาถาพัน แล้วเทศน์เรื่องอื่นไปเรื่อย ๆ วันสุดท้ายเทศน์ มาลัยต้น มาลัยปลาย และ อานิสงส์มหาชาติ รุ่งขึ้นตอนเช้ามืดจึงเริ่มกัณฑ์ทศพร ไล่ไปจนครบ ๑๓ กัณฑ์ มักจบเอาตอนทุ่มเศษ
ในงานตั้งธรรมหลวงที่วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา เมื่อปี ๒๕๕๔ (MGR Online) วันแรกเทศน์ ธรรมวัตร คือธรรมทั่วไป วันที่สองซึ่งเป็นวันเพ็ญยี่เป็ง เริ่มกัณฑ์ทศพรแล้วเทศน์ตามลำดับจนถึงนครกัณฑ์ จบราว ตีหนึ่งถึงตีสอง ของวันใหม่
งานวิจัยของพระมหาจรินทร์และคณะ (๒๕๖๘) ระบุว่าปัจจุบันนิยมเทศน์ให้จบภายในวันเดียว เจ้าของกัณฑ์จะนิมนต์พระที่ถนัดกัณฑ์นั้นมาเทศน์ เรียกว่า เทศน์กินกัณฑ์
แต่งวัดให้เป็นป่าหิมพานต์
ก่อนถึงวันงาน ชาวบ้านช่วยกันเปลี่ยนวัดให้เป็นป่าหิมพานต์ ที่ซึ่งพระเวสสันดร พระนางมัทรี และสองกุมารไปบำเพ็ญบารมี งานวิจัยของพระมหาจรินทร์และคณะ (๒๕๖๘) บรรยายว่า เริ่มจากทำซุ้มที่ประตูวัด เรียกว่า ประตูป่า ปตูป่า (คำเมืองอ่านว่า ปะตู๋ป่า) สมมติว่าเป็นประตูเข้าสู่ป่าหิมพานต์
จากประตูวัดทำเป็น ราชวัตร ในบริเวณป่าจำลองนำต้นกล้วยและต้นอ้อยมาประดับ พร้อมช่อ ตุง และฉัตร หน้าลานวัดแขวนโคมกระดาษและโคมไม้ไผ่ ในวิหารประดับธงราวและเครื่องบูชามหาชาติ งานวิจัยชิ้นนี้มองว่าการสร้างป่าจำลองยังสอดแทรกเรื่องการรักษาธรรมชาติ ป่าเขา และต้นไม้ไว้ด้วย
ในคืนยี่เป็งยังมีการจุด ผางประทีป ผังฯผทีปฯ (คำเมืองอ่านว่า ผังผะตี้บ) คือประทีปในภาชนะดินเผารูปแบนคล้ายจาน ใช้ด้ายเป็นไส้ พจนานุกรมระบุว่านิยมจุดเป็นพุทธบูชาในเทศกาลต่าง ๆ เช่น ประเพณีเดือนยี่เป็ง
เทศน์แบบล้านนา: ว่าธรรมด้วยทำนองเมือง
การแสดงธรรมในภาษาล้านนามีหลายคำ คำทั่วไปคือ เทศน์ เทส์นฯ (คำเมืองอ่านว่า เต้สน์) ส่วนคำที่ตรงกับบรรยากาศงานตั้งธรรมหลวงที่สุดคือ ว่าธรรม ว่าฯธัม์มฯ (คำเมืองอ่านว่า ว่าธรรม) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่า "แสดงพระธรรมเทศนา โดยอ่านจากคัมภีร์ใบลาน"
พจนานุกรมยังแยก เทศน์ธรรมเมือง เทส์นฯธัม์มฯเมิอฯง (คำเมืองอ่านว่า เต้สน์ธรรมเมือง) คือการเทศน์แบบล้านนาที่อ่านจาก ธรรมใบลาน ธัม์มฯไบลานฯ (คำเมืองอ่านว่า ธรรมใบลาน) จารด้วยอักษรธรรมล้านนา ปัจจุบันมีการพิมพ์ลงกระดาษเป็นอักษรไทย เรียกกันว่า "ลานเทียมแทนลานแท้"

คำที่เกี่ยวกับการเป็นเจ้าภาพก็มีเฉพาะ กัณฑ์ธรรม กณฑฯธมมฯ (คำเมืองอ่านว่า กั๋ณฑ์ธรรม) คือเครื่องไทยทานที่ถวายพระผู้แสดงธรรม ส่วนการถวายคัมภีร์ใบลานไว้กับวัดเรียกว่า ตานธรรม ทาฯนฯธัม์มฯ (คำเมืองอ่านว่า ตานธรรม)
พระนักเทศน์ประจำกัณฑ์
บางกัณฑ์ต้องอาศัยพระที่ชำนาญเป็นพิเศษ ชูชก ทุจ฿กฯ (คำเมืองอ่านว่า ตุ๊จ๋ก) คือพราหมณ์เฒ่าในเรื่องมหาชาติ การเทศน์กัณฑ์นี้เรียกว่า เทศน์ชูชก เทส์นฯทุจ฿กฯ (คำเมืองอ่านว่า เต้สน์ตุ๊จ๋ก) และพระที่เชี่ยวชาญกัณฑ์ชูชกเรียกว่า กินชูชก กินฯทุจ฿กฯ (คำเมืองอ่านว่า กิ๋นตุ๊จ๋ก) พจนานุกรมบันทึกว่าที่จังหวัดน่านใช้คำว่า "ตี้นั่ง" เช่น ตี้นั่งมัทรี ตี้นั่งตุ๊จ๋ก
อีกกัณฑ์ที่คนรอฟังคือกัณฑ์มัทรี เรียกว่า เทศน์มัทรี เทส์นฯมัระฯที (คำเมืองอ่านว่า เต้สน์หมะที)
ทำนองและสำนวน
งานวิจัยของพระมหาจรินทร์และคณะ (๒๕๖๘) ระบุว่าทำนองเทศน์พื้นเมืองล้านนาเรียกว่า ระบำ และมีนักปราชญ์ล้านนาแต่งธรรมมหาชาติไว้ประมาณ ๑๕๐ สำนวน เช่น วิงวอนหลวง หิ่งแก้ว ไผ่แจ้เรียวแดง พร้าวไกวใบ ส่วนที่นิยมมากในปัจจุบันคือฉบับ สร้อยสังกร ของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ฟู อตฺตสิโว) ซึ่งรวมกัณฑ์เด่นจากหลายฉบับไว้ด้วยกัน งานชิ้นเดียวกันยังอ้างการสำรวจของสิงฆะ วรรณสัย (๒๕๒๓) ที่พบ ๑๓๐ สำนวน และของสมหมาย เปรมจิตต์ (๒๕๔๔) ที่พบเพิ่มอีก ๗๐ สำนวน รวมเป็น ๒๐๐ สำนวน ตัวเลขจึงต่างกันตามการสำรวจ
ธิติพล กันตีวงศ์ ศึกษาทำนองเทศน์กัณฑ์มัทรีในประเพณีตั้งธัมม์หลวงของเชียงใหม่ พบว่าใช้สำนวนฉบับ ไผ่แจ้เรียวแดง กับทำนองแบบ พร้าวไกวใบ การเทศน์ของชาวล้านนาแบ่งเป็นทำนองแบบธรรมวัตรกับทำนองแบบมหาชาติ และมีสัญลักษณ์กำกับในตัวบท เช่น เหินสูง เหินต่ำ ละม้าย และลงเสียง เพื่อคุมระดับเสียงและจังหวะ
เสียงของพระนักเทศน์ ๕ ระดับ
งานวิจัยของพระมหาจรินทร์และคณะ (๒๕๖๘) อ้างคำอธิบายของ พระครูอดุลสีลกิตติ์ ว่าการใช้เสียงเทศน์เปรียบเหมือนการร้องเพลง และแบ่งระดับเสียงพระนักเทศน์ในเชียงใหม่เป็น ๕ ระดับ
- เสียงหนิ้ว เสียงแหลม
- เสียงหน้อย เสียงเล็กตามธรรมชาติ
- เสียงเขื่อง เสียงแตกพาน
- เสียงฮาม เสียงปานกลาง ไม่ใหญ่ไม่เล็ก
- เสียงหลวง เสียงใหญ่
ตั้งธรรมหลวงแบบสืบชะตา
งานเทศน์มหาชาติของล้านนามีรูปแบบที่ต่างจากภาคกลางและภาคอีสาน คือการจัด แบบสืบชะตา ซึ่งจับคู่แต่ละกัณฑ์ให้ตรงกับปีเกิดของเจ้าศรัทธาผู้เป็นเจ้าภาพกัณฑ์นั้น ตามความเชื่อเรื่องอานิสงส์ของแต่ละกัณฑ์
ศาสตราจารย์เกียรติคุณมณี พะยอมยงค์ (๒๕๕๓) เล่าว่า พระครูโสภาลัคนา วัดหมื่นสาร เชียงใหม่ เห็นว่าคนเริ่มไม่นิยมงานตั้งธรรมหลวง จึงเริ่มจัดแบบสืบชะตาเมื่อปี ๒๕๐๒ ให้คนเกิดแต่ละปีมาเป็นเจ้าภาพแต่ละกัณฑ์ คนฟังก็มากขึ้น ต่อมาชมรมสหธรรมนำไปจัดที่วัดสวนดอก แล้วรูปแบบนี้ก็แพร่หลายออกไป (อ้างใน พระมหาจรินทร์และคณะ, ๒๕๖๘) เครื่องพิธีหลายอย่างจึงเหมือนพิธีสืบชะตา เช่น ไม้ค้ำ ตุงค่าคิง เทียนค่าคิง และประทีปเท่าอายุหรือ ๑๐๘ ดวง
สรุป
- ตั้งธรรมหลวง (คำเมืองว่า ป๋าเวณีตั้งธรรมหลวง) คือประเพณีเทศน์มหาชาติของล้านนา ตรงกับงานฟังเทศน์มหาชาติของภาคกลาง
- นิยมจัดช่วง ยี่เป็ง (วันเพ็ญเดือน ๒ เหนือ) ปี ๒๕๖๙ ตรงกับวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน
- เทศน์เรื่องพระเวสสันดร ๑๓ กัณฑ์ ๑,๐๐๐ คาถา (คาถาพัน) เชื่อว่าผู้ฟังครบจะได้เกิดทันศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรย
- วัดถูกแต่งเป็นป่าหิมพานต์ มี ปะตู๋ป่า ต้นกล้วย ต้นอ้อย ตุง และผังผะตี้บ
- พระเทศน์ด้วยทำนองเฉพาะของล้านนา บางรูปเชี่ยวชาญเฉพาะกัณฑ์ เช่น กิ๋นตุ๊จ๋ก
ค้นคำล้านนาในงานบุญเพิ่มเติมได้ใน พจนานุกรมมรดกล้านนา และอ่านคำล้านนาในเทศกาลยี่เป็งได้ที่บทความ ยี่เป็ง ปี๋ใหม่ และตุง
แหล่งอ้างอิง
- พจนานุกรมมรดกล้านนา: ป๋าเวณีตั้งธรรมหลวง · คาถาปัน · ปะตู๋ป่า · ว่าธรรม · กิ๋นตุ๊จ๋ก
- พระมหาจรินทร์ อริญฺชโย (กันทอง), พระครูกิตติพัฒนานุยุต, เทพประวิณ จันทร์แรง, วิโรจน์ วิชัย และปรุตม์ บุญศรีตัน. (๒๕๖๘). การสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเพณีการตั้งธรรมหลวงในล้านนา. วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา ๑๖(๒), ๔๔–๕๗ (อ้างถึง มณี พะยอมยงค์ ๒๕๔๖ และ ๒๕๕๓, อุดม รุ่งเรืองศรี ๒๕๔๖)
- ธิติพล กันตีวงศ์. (๒๕๕๑). เรื่อง ทำนองเทศน์มหาชาติ กัณฑ์มัทที ในประเพณีตั้งธัมม์หลวง. วารสารวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๑(๑)
- MGR Online. (๒๕๕๔, ๑๐ พฤศจิกายน). เมืองกว๊านฯ ตั้งธรรมหลวง-เทศมหาชาติ ในงานลอยกระทง
- ปฏิทินล้านนา มรดกล้านนา: วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๙
ค้นหาคำว่า "ป๋าเวณีตั้งธรรมหลวง" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา
🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 20 คำ จำได้แค่ไหน?


