
ภาพ: Chainwit. / Wikimedia Commons (CC BY 4.0)
ล้านนาสมัยพม่าปกครอง: กว่าสองร้อยปี จาก พ.ศ. ๒๑๐๑ ถึง ๒๓๔๗
ล้านนาสมัยพม่าปกครอง คือช่วงเวลากว่าสองร้อยปี ตั้งแต่กองทัพของพระเจ้าบุเรงนองได้เมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ. ๒๑๐๑ จนถึงวันที่เชียงแสน ที่มั่นสุดท้ายของราชสำนักพม่าในล้านนา ถูกชิงคืนใน พ.ศ. ๒๓๔๗ คนเมืองเรียกชาวพม่าว่า ม่าน ม่านฯ (คำเมืองอ่านว่า ม่าน) ซึ่งพจนานุกรมให้ความหมายสั้น ๆ ว่า "ชนชาติพม่า"
ยุคนี้มักถูกเล่าสั้น ๆ ว่าเป็น "ยุคมืด" แต่เมื่ออ่านหลักฐานทีละช่วง จะเห็นว่าสองร้อยกว่าปีนี้มีหลายหน้า มีช่วงที่เจ้านายท้องถิ่นยังปกครองเมืองของตน ช่วงที่เชียงใหม่หันไปพึ่งอยุธยา ช่วงที่ราชสำนักพม่าส่งขุนนางมาปกครองโดยตรง และช่วงที่เชียงใหม่เป็นอิสระอยู่เกือบสี่สิบปี
บทความนี้เล่าตามลำดับเวลา ชวนเลื่อนดูบนแผนที่ว่าแต่ละช่วงใครถือเมืองไหน แล้วดูว่าอะไรยังสืบต่อมาได้ ปิดท้ายด้วยเรื่องที่มักเข้าใจผิด ภาพรวมทั้ง ๗๐๐ ปีอ่านได้ที่ ล้านนา ส่วนยุคฟื้นเมืองหลัง พ.ศ. ๒๓๑๗ อ่านละเอียดได้ที่ พระเจ้ากาวิละ
พ.ศ. ๒๑๐๑: เชียงใหม่อยู่ใต้ราชสำนักหงสาวดี
พจนานุกรมบันทึกไว้ที่คำว่า เจียงใหม่ ชยฯงไห่มฯ (คำเมืองอ่านว่า เจียงใหม่) ว่าเชียงใหม่เป็นรัฐอิสระจนถึง พ.ศ. ๒๑๐๑ ก่อนหน้านั้นราชวงศ์ มังราย มังฯรายฯ (คำเมืองอ่านว่า มังลาย) อ่อนแอลงมากแล้ว วิทยานิพนธ์ของ ลัดดาวัลย์ แซ่เซียว (๒๕๓๗) ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่าหลัง พ.ศ. ๒๐๖๘ อำนาจจริงอยู่ในมือกลุ่มขุนนางล้านนา ซึ่งผลัดกันเลือกเจ้านายจากที่ต่าง ๆ มาครองเชียงใหม่ จนกษัตริย์ไม่อาจคุมเจ้าเมืองอื่นได้
เมื่อพระเจ้าบุเรงนองแห่งราชวงศ์ตองอูยกทัพมาใน พ.ศ. ๒๑๐๑ พระองค์ให้ พระเมกุฏิ (ท้าวแม่กุ) ครองเชียงใหม่ต่อในฐานะเจ้าเมืองประเทศราช Ken Kirigaya (๒๐๑๕) ในวารสารสยามสมาคม ยกความในตำนานล้านนาที่สรัสวดี อ๋องสกุลอ้างไว้ว่า พระเจ้าบุเรงนองเรียกผู้เฒ่าผู้แก่มาถามถึงจารีตบ้านเมือง และว่าจะปกครองตามจารีตของกษัตริย์องค์ก่อน ๆ
ใช่ว่าทุกเมืองจะยอมทันที ลัดดาวัลย์ (๒๕๓๗) เล่าว่าในปีเดียวกันเจ้าเมือง เมืองแป้ เมิอฯงแระฯพ่ (คำเมืองอ่านว่า เมืองแป้) หรือแพร่ เมืองน่าน เมิอฯงนาฯ่นฯ (คำเมืองอ่านว่า เมืองน่าน) ลำปาง ลำพางฯ (คำเมืองอ่านว่า ลำปาง) เจียงฮาย ชยฯงรายฯ (คำเมืองอ่านว่า เจียงฮาย) หรือเชียงราย และเชียงของ ลุกขึ้นต้าน และถูกปราบลงในเวลาไม่นาน
พระเมกุฏิ พระนางวิสุทธิเทวี และปลายราชวงศ์มังราย
ใน พ.ศ. ๒๑๐๗ พระเจ้าบุเรงนองเตรียมทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา และต้องการกำลังจากล้านนา ลัดดาวัลย์ (๒๕๓๗) ระบุว่าพระเมกุฏิไม่ยอมนำทัพไปร่วม ส่วน Kirigaya (๒๐๑๕) อ่านว่าเป็นการลุกขึ้นร่วมกับเจ้าเมืองอื่นรวมทั้งเชียงแสน ผลคือพระเมกุฏิถูกนำตัวไปหงสาวดี และพระนางวิสุทธิเทวีขึ้นครองเชียงใหม่แทน ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๐๗–๒๑๒๑ ตัวเลขนี้ตรงกันทั้งในงานของลัดดาวัลย์ และบทความในศิลปวัฒนธรรม (๒๕๖๗) ที่สรุปงานของสุเนตร ชุตินธรานนท์
พระนางวิสุทธิเทวีเป็นเชื้อสายราชวงศ์มังรายองค์สุดท้ายที่ครองเชียงใหม่ หลังพระนางสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๒๑๒๑ ลัดดาวัลย์ไม่พบหลักฐานว่าเชื้อสายราชวงศ์นี้มีบทบาทการเมืองอีก พระเจ้าบุเรงนองส่งพระราชบุตร นรธาเมงสอ (เอกสารล้านนาเรียก มังนรธาช่อ) มาครองเชียงใหม่ Kirigaya ยกพระราชพงศาวดารพม่าที่บันทึกคำสั่งสอนของพระเจ้าบุเรงนองถึงพระราชบุตรไว้ว่า ให้เรียกขุนนางท้องถิ่นอย่างให้เกียรติ อย่าอยากได้ช้างม้าดีของเขา อย่าให้คนของตนรีดไถชาวบ้าน และให้เก็บภาษีตามจารีตเดิมของท้องถิ่น
ใครปกครองเมืองไหน: เชียงใหม่ เชียงแสน และเจ้าเมืองท้องถิ่น
คำถามที่คนมักไม่ได้ถามคือ "พม่าปกครอง" หมายความว่าอะไรในแต่ละเมือง ลัดดาวัลย์ (๒๕๓๗) อธิบายว่าผู้ปกครองที่ราชสำนักพม่าแต่งตั้งมาเอง ส่วนใหญ่อยู่ที่สองเมืองเท่านั้น คือเชียงใหม่ และในช่วงหลังคือเชียงแสน เมืองอื่น ๆ เช่น ลำปาง หละปูน หลฯะพูร (คำเมืองอ่านว่า หละปูน) แพร่ และน่าน มักยังมีเจ้าเมืองท้องถิ่นปกครองต่อ ภายใต้การกำกับของเชียงใหม่และราชสำนักพม่า
หน้าที่หลักของเมืองประเทศราชคือการส่ง ส่วย ส่วฯยฯ (คำเมืองอ่านว่า ส่วย) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็น "สิ่งของที่รัฐเก็บจากประเทศราชหรือเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครอง" กับการส่งคนไปร่วม เสิ๋ก เสิกฯ (คำเมืองอ่านว่า เสิ๋ก) หรือศึก ลัดดาวัลย์ยกตัวอย่างเครื่องบรรณาการที่เชียงใหม่ต้องถวาย เช่น ช้าง ชะมดเช็ด อำพัน และผ้าไหม และชี้ว่าการเกณฑ์แรงงานไปรบนี่เองที่เป็นภาระหนักของชาวบ้าน
สรัสวดี อ๋องสกุล ที่สุจิตต์ วงษ์เทศ ยกมาอ้างในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม แบ่งยุคนี้เป็นสองสมัยใหญ่ ส่วนลัดดาวัลย์แบ่งตามราชวงศ์ที่ปกครองพม่า เมื่อนำมาวางเทียบกันจะได้ภาพดังนี้
| ช่วงเวลา | ราชวงศ์ฝั่งพม่า | ลักษณะการปกครองล้านนา |
|---|---|---|
| พ.ศ. ๒๑๐๑–๒๑๓๙ | ตองอู | เชียงใหม่เป็นเมืองประเทศราช ส่งบรรณาการ เจ้านายท้องถิ่นยังร่วมปกครอง |
| ราว พ.ศ. ๒๑๓๙–๒๑๕๗ | (ตองอูแตกแยก) | เชียงใหม่แยกจากหงสาวดี หันไปพึ่งอยุธยา |
| พ.ศ. ๒๑๕๗–๒๒๐๖ | ญองยาน ช่วงแรก | ประเทศราช เจ้าเมืองท้องถิ่นมีอำนาจมาก มีช่วงสั้น ๆ ที่อยุธยายึดเชียงใหม่ |
| พ.ศ. ๒๒๐๗ เป็นต้นไป | ญองยาน ช่วงหลัง | ราชสำนักส่งขุนนางมาปกครองโดยตรง ยกเชียงแสนเป็นศูนย์กลางอีกแห่ง |
| พ.ศ. ๒๒๗๐–๒๓๐๖ | (เชียงใหม่แยกตัว) | เชียงใหม่เป็นอิสระ เชียงแสนยังอยู่กับพม่า |
| พ.ศ. ๒๓๐๖–๒๓๑๗ | คองบอง | กลับมาปกครองเข้มงวด จนเชียงใหม่และลำปางหันไปร่วมกับกรุงธนบุรี |
ลองเลื่อนปีบนแผนที่ด้านล่าง เพื่อดูว่าในแต่ละช่วง เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และเชียงแสน อยู่ในสถานะใด สีของแต่ละเมืองบอกว่าใครถือเมือง และทุกช่วงมีบรรทัดบอกที่มาของข้อมูล
ระหว่างหงสาวดีกับอยุธยา (ราว พ.ศ. ๒๑๓๙–๒๒๐๖)
หลังพระเจ้าบุเรงนองสวรรคต ราชสำนักหงสาวดีอ่อนลง นรธาเมงสอที่เชียงใหม่แยกตัวออกจากหงสาวดี ลัดดาวัลย์ (๒๕๓๗) ระบุปี พ.ศ. ๒๑๓๙ ส่วนหนังสือประวัติศาสตร์สยามของ W.A.R. Wood (๑๙๒๖) ระบุว่าเจ้าเชียงใหม่ขอความคุ้มครองจากสยามตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๑๓๘ เมื่อขาดกำลังจากพม่า เมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของล้านนาอย่างน่าน แพร่ เชียงของ และเชียงแสน ซึ่งได้แรงหนุนจากล้านช้าง ก็หันมาท้าทายเชียงใหม่ เจ้าเชียงใหม่จึงหันไปพึ่งอยุธยา ลัดดาวัลย์และ Wood ตรงกันว่าสมเด็จพระนเรศวรส่งสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นมาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ราว พ.ศ. ๒๑๔๓
เชียงใหม่ช่วงนี้ยังเป็นเมืองการค้า Kirigaya (๒๐๑๕) ยกบันทึกของ Ralph Fitch พ่อค้าชาวอังกฤษที่บรรยายว่าเชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ มีบ้านก่ออิฐ ถนนกว้าง และมีพ่อค้าจากจีนนำมัสก์ ทอง และเงินมาขาย Kirigaya ยังระบุว่าบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษส่งคนมาค้าขายที่เชียงใหม่ราว พ.ศ. ๒๑๕๕ ส่วน Wood เล่าถึงตัวแทนบริษัทคนหนึ่งที่อยู่ในเชียงใหม่มาหลายปีแล้วราว พ.ศ. ๒๑๕๗
นรธาเมงสอสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๒๑๕๐ ซึ่งลัดดาวัลย์และ Wood ระบุตรงกัน ตามด้วยการแย่งชิงอำนาจระหว่างพระราชบุตร จนใน พ.ศ. ๒๑๕๗ พระเจ้าอนอคเพตลุนแห่งราชวงศ์ญองยานยกทัพมาจัดระเบียบล้านนาใหม่ งานทั้งสามชิ้นตรงกันว่า เจ้าเมืองน่าน เป็นผู้ช่วยทัพพม่า และได้รับแต่งตั้งให้ครองเชียงใหม่ในฐานะเมืองประเทศราช Kirigaya ชี้ว่าเมืองอื่นรวมทั้งเชียงแสนก็ได้เจ้าท้องถิ่นปกครองเช่นกัน
ช่วงต้นรัชกาล สมเด็จพระนารายณ์ อยุธยาขึ้นมาตีเชียงใหม่อีกครั้ง Wood ระบุว่าเชียงใหม่แตกเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๒๐๕ ส่วนลัดดาวัลย์ระบุว่าอยุธยาถือล้านนาไว้ได้ถึง พ.ศ. ๒๒๐๖ เท่านั้น Kirigaya ยกพระราชพงศาวดารพม่าที่เล่าว่าในที่สุดชาวเชียงใหม่เองขับทัพอยุธยาออกไป แล้วเปิดประตูเมืองรับฝ่ายพม่ากลับมา เรื่องเดียวกันจึงเล่าได้ต่างกันตามมุมของแต่ละแหล่ง
พ.ศ. ๒๒๐๗: ขุนนางจากอังวะ และเชียงแสนเมืองคู่
หลังศึกสมัยพระนารายณ์ ราชสำนักพม่าซึ่งย้ายไปอยู่ที่อังวะ เปลี่ยนวิธีปกครองล้านนา ทั้งสรัสวดี (ผ่านศิลปวัฒนธรรม) และลัดดาวัลย์ใช้ปี พ.ศ. ๒๒๐๗ เป็นหลักแบ่ง หลังจากนั้นเชียงใหม่ไม่มีเจ้าประเทศราชอีก แต่มี "เมียวหวุ่น" คือขุนนางผู้ว่าเมืองที่อังวะส่งมาโดยตรง ขุนนางท้องถิ่นมีบทบาทน้อยลง และการเก็บภาษีเข้มขึ้น
ราชสำนักยังยกฐานะ เชียงแสน เป็นศูนย์กลางอีกแห่งคู่กับเชียงใหม่ ลัดดาวัลย์ (๒๕๓๗) และพริษฐ์ ชิวารักษ์ (๒๕๖๖) ระบุว่าใน พ.ศ. ๒๒๔๓ เชียงแสนมีเจ้าเมืองที่มีฐานะเท่าเชียงใหม่ ส่วนฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุ พ.ศ. ๒๒๔๔ จึงกล่าวได้ว่าราว พ.ศ. ๒๒๔๓–๒๒๔๔ ล้านนาถูกแบ่งเป็นตอนบนกับตอนล่าง เหตุผลสำคัญคือการค้า ทั้งสองแหล่งชี้ว่าการค้าทางบกกับจีนเพิ่มขึ้นมาก และเชียงแสนริมแม่น้ำโขงเป็นตลาดสำคัญมาตั้งแต่สมัยพญามังราย
ภาระของชาวบ้านในช่วงนี้มีจริง Kirigaya เองยอมรับว่าขุนนางบางคนกดขี่ แต่ก็ยกบันทึกว่าราชสำนักอังวะเรียกตัวขุนนางที่สร้างความเดือดร้อนกลับไปลงโทษ และขุนนางบางคนก็อุปถัมภ์ศาสนาในท้องถิ่นอย่างมาก ภาพของยุคนี้จึงขึ้นกับว่าเราอ่านหลักฐานชิ้นไหน
พ.ศ. ๒๒๗๐–๒๓๐๖: เชียงใหม่แยกตัว และหนานทิพย์ช้างที่ลำปาง
ใน พ.ศ. ๒๒๗๐ เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ในเชียงใหม่ นำโดย เทพสิงห์ ผู้ที่ลัดดาวัลย์อธิบายว่าเป็น ต๋นบุญ ต฿นฯบุญ (คำเมืองอ่านว่า ต๋นบุญ) หรือผู้มีบุญที่ชาวบ้านเลื่อมใส เมียวหวุ่นที่เชียงใหม่ถูกสังหาร Kirigaya ชี้ว่านี่เป็นการลุกฮือของชาวบ้านต่อขุนนางพม่าครั้งแรกที่มีบันทึกชัด หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าองค์คำ เชื้อสายเจ้านายล้านช้าง ได้ครองเชียงใหม่โดยไม่ขึ้นกับอังวะ สรัสวดีและลัดดาวัลย์ตรงกันว่าเชียงใหม่เป็นอิสระช่วง พ.ศ. ๒๒๗๐–๒๓๐๖
ที่น่าสนใจคือเชียงแสนไม่ได้เข้าร่วม Kirigaya เล่าตามตำนานสิงหนวัติว่าเมื่อกองกำลังจากเชียงใหม่ขึ้นไปล้อมเชียงแสน ชาวเชียงแสนกลับต้านไว้ได้ แล้วรับขุนนางพม่ากลับเข้าเมือง เขาอธิบายว่าเป็นผลจากการแข่งขันระหว่างล้านนาตอนบนกับตอนล่างที่มีมาก่อนยุคพม่า
ทางลำปาง บ้านเมืองแตกเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย ตำนานพระธาตุลำปางหลวงเล่าว่าท้าวมหายศจากเมืองลำพูนยกมาตีลำปาง จนชายที่เคยบวชเรียนคนหนึ่งชื่อ หนานทิพย์ช้าง รวมคนออกกู้เมือง คำว่า หนาน หนฯานฯ (คำเมืองอ่านว่า หนาน) พจนานุกรมอธิบายว่าเป็นคำเรียกผู้ที่ลาสิกขาจากพระภิกษุ ปีของเหตุการณ์ยังต่างกันตามแหล่ง ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรอ้างตำนานว่า พ.ศ. ๒๒๗๕ ส่วนสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำปางระบุ พ.ศ. ๒๒๗๙ (รายละเอียดอยู่ใน ลำปาง เขลางค์นคร)
ลัดดาวัลย์ชี้ประเด็นที่คนมักมองข้าม คือแม้ที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงจะปลอดจากอำนาจพม่าแล้ว เจ้าเมืองลำปางคนใหม่กลับเลือกรักษาสัมพันธ์กับพม่า โดยผ่านขุนนางพม่าที่ เจียงตุ๋ง ชยฯงตุง (คำเมืองอ่านว่า เจียงตุ๋ง) ขอให้กษัตริย์อังวะแต่งตั้งตนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้มีความชอบธรรมเหนือคู่แข่งในท้องถิ่น ท่านคือต้นราชวงศ์ทิพย์จักร ซึ่งหลานปู่ของท่านในสาย เจ้าเจ็ดตน ภายหลังได้ปกครองเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน

ภาพ: Woonzen5558 / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
พ.ศ. ๒๓๐๖–๒๓๑๗: คองบองกลับมา และฟื้นม่าน
เมื่อราชวงศ์คองบองรวมพม่าได้อีกครั้ง พม่ากลับมาตีเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. ๒๓๐๖ สรัสวดีอธิบายว่าครั้งนี้ชาวเชียงใหม่ถูกกวาดต้อนไปจนแทบหมดเมือง กำลังคนจากล้านนาก็ถูกเกณฑ์ไปร่วมทัพด้วย Kirigaya ชี้ว่าทัพที่ไปถึงกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๒๓๑๐ มีกำลังพลจากหลายเมือง ทั้งไต ไทยวน ลาว และหัวเมืองเหนือของสยามเอง ไม่ได้มีแต่ทหารพม่า
ช่วงท้าย พ.ศ. ๒๓๑๖–๒๓๑๗ ขุนนางพม่าเกณฑ์คนล้านนาไปรบกับกรุงธนบุรีอย่างหนัก ลัดดาวัลย์ (๒๕๓๗) เล่าว่าความขัดแย้งเรื่องการเกณฑ์แรงงานนี้ ทำให้ พระยาจ่าบ้าน แห่งเชียงใหม่ และ พระยากาวิละ แห่งลำปาง หันไปร่วมกับ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี คำเมืองมีคำเรียกการลุกขึ้นครั้งนั้นโดยเฉพาะ คือ ฟื้นม่าน ฟื้นฯม่านฯ (คำเมืองอ่านว่า ฟื้นม่าน)
ใน พ.ศ. ๒๓๑๗ ทัพกรุงธนบุรีกับทัพล้านนาร่วมกันชิงเชียงใหม่ได้สำเร็จ ศิลปวัฒนธรรมสรุปไว้ว่าปีนี้คือจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ล้านนา แต่กว่าอำนาจพม่าจะหมดจากล้านนาจริงต้องใช้เวลาอีกราว ๓๐ ปี
หลัง พ.ศ. ๒๓๑๗: เมืองร้าง ฟื้นเมือง และเชียงแสน พ.ศ. ๒๓๔๗
ใน พ.ศ. ๒๓๑๙ ทัพพม่ากลับมาล้อมเชียงใหม่ พระยาจ่าบ้านต้องอพยพผู้คนออกจากเมือง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเห็นว่าผู้คนเหลือน้อยเกินกว่าจะรักษาเมืองไว้ได้ จึงโปรดให้ทิ้งเมืองเชียงใหม่ ตามพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ศิลปวัฒนธรรมยกมา เชียงใหม่ร้างอยู่กว่า ๑๕ ปี ส่วนงานของพระอัมรินทร์ สนฺติธมฺโม และคณะ (๒๕๖๖) นับช่วงเมืองร้างไว้ที่ราว พ.ศ. ๒๓๑๙–๒๓๓๙
ยุคฟื้นเมืองที่ตามมาคือยุคที่คำเมืองเรียกว่า เก๋บผั๋กใส่ซ้า เก๋บข้าใส่เมือง เกัปฯผักฯไส่ซ้าเกัปฯข้าไส่เมิอฯง (คำเมืองอ่านว่า เก๋บผั๋กใส่ซ้าเก๋บข้าใส่เมือง) พจนานุกรมอธิบายว่าเป็นยุคพระยากาวิละ ที่รวบรวมผู้คนเข้ามาไว้ในเมือง เหมือนเก็บผักใส่ ซ้า ซ้า (คำเมืองอ่านว่า ซ้า) หรือตะกร้า พระเจ้ากาวิละเข้าตั้งเมืองเชียงใหม่ได้มั่นคงใน พ.ศ. ๒๓๓๙ เรื่องยุคนี้ทั้งหมดอ่านต่อได้ที่ พระเจ้ากาวิละ
เมืองสุดท้ายคือ เชียงแสน ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเล่าว่าใน พ.ศ. ๒๓๔๖ ทัพล้านนาภายใต้พระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่ระดมตีกำแพงด้านทิศใต้ซึ่งเตี้ยกว่าด้านอื่น และใน พ.ศ. ๒๓๔๗ รัชกาลที่ ๑ โปรดให้กรมหลวงเทพหริรักษ์ พระยายมราช และพระยากาวิละ ยกทัพไปชิงเมืองเชียงแสน ลัดดาวัลย์ก็ระบุตรงกันว่าเชียงแสนอยู่กับพม่าจนถึง พ.ศ. ๒๓๔๗ กำแพงด้านทิศตะวันตกของเมืองยังมีประตูชื่อ ประตูทัพม่าน หรือท่าม่าน ชื่อที่เก็บคำว่า ม่าน ไว้มาจนวันนี้ เมืองเชียงแสนได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ ๕ อ่านเรื่องเมืองนี้ต่อได้ที่ เจียงฮาย
อะไรยังสืบต่อ: วัด ตั๋วเมือง และตำนาน
ถ้ายุคนี้มืดสนิท เราคงไม่มีหลักฐานจากยุคนี้เหลือมาก แต่ความจริงตรงข้าม บทความในวารสารภาษา-จารึก (๒๕๖๗) อ่านจารึกที่เพิ่งพบใหม่ที่ฐานพระพุทธรูปในอุโบสถเก่า วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ จารึกด้วยอักษรธรรมล้านนา ลงปี จ.ศ. ๙๔๙ ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๓๐ ช่วงที่เชียงใหม่อยู่ใต้หงสาวดี ในจารึกมีชื่อเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ วัดสวนดอก และวัดเจดีย์หลวงร่วมงานบุญ คณะผู้เขียนสรุปว่าแม้การเมืองจะเปลี่ยน แต่จารีตและวัฒนธรรมของล้านนายังสืบต่อจากปลายยุคทอง

ภาพ: Vyacheslav Argenberg / Wikimedia Commons (CC BY 4.0)
ตั๋วเมือง ต฿วฯเมิอฯง (คำเมืองอ่านว่า ตั๋วเมือง) หรืออักษรธรรมล้านนา ยังใช้ต่อทั้งในวัดและในงานของผู้ปกครอง Kirigaya (๒๐๑๕) อ้างงานของฮันส์ เพนธ์ ว่าพระพุทธรูปสำริดที่ขุนนางพม่าผู้ว่าเมืองเชียงแสนให้หล่อขึ้น มีจารึกเป็นภาษาและอักษรล้านนา ไม่ใช่อักษรพม่า เขายังยกงานของจัสติน แมคแดเนียล (๒๐๐๗) ว่าวัดไหล่หินในลำปาง ซึ่งเก็บคัมภีร์ ใบลาน ไบลานฯ (คำเมืองอ่านว่า ใบลาน) ไว้มากเป็นอันดับสองของภาคเหนือ มีงานคัดลอกและศึกษาคัมภีร์คึกคักที่สุดในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓ คือกลางยุคพม่าพอดี กวีก็ยังแต่งโคลงอย่าง นิราศดอยเกิ้ง ต่อจากขนบนิราศหริภุญชัย
ด้านศาสนา ลัดดาวัลย์และ Kirigaya ต่างบันทึกว่ากษัตริย์พม่าหลายพระองค์อุปถัมภ์พุทธศาสนาในล้านนา เช่น พระเจ้าสุทโธธรรมราชา หรือพระเจ้าตาลุน ทรงสร้างและบูรณะวัดในเชียงใหม่และเชียงแสน และให้ปิดทองพระธาตุหริภุญชัย ลัดดาวัลย์ยังพบว่าเมื่อมีการกวาดต้อนผู้คน คนที่เป็น ข้าวัด ข้าวัดฯ (คำเมืองอ่านว่า ข้าวัด) หรือเลกวัดได้รับยกเว้น ส่วนเรื่องราวของยุคนี้ก็ถูกบันทึกไว้ใน ต่ำนาน ตํานาฯ (คำเมืองอ่านว่า ต่ำนาน) อย่างตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ แม้ Kirigaya จะสังเกตว่าตำนานฉบับแปลภาษาอังกฤษเล่าเหตุการณ์ตลอดหนึ่งร้อยปี ราว พ.ศ. ๒๑๔๓–๒๒๔๓ ไว้เพียงราวสามหน้า และฝั่งพม่าก็มีพงศาวดารเชียงใหม่ฉบับภาษาพม่า (Zinme Yazawin) อีกเล่มหนึ่ง

ภาพ: Wellcome Images / Wikimedia Commons (CC BY 4.0)
เข้าใจผิดบ่อย: แหล่งข้อมูลบอกอะไร
เรื่องยุคพม่ามักถูกเล่าต่อกันจนเหลือแค่ภาพเดียว ข้างล่างคือความเชื่อที่พบบ่อย กับสิ่งที่แหล่งข้อมูลในบทความนี้บอก
"พม่าปกครองล้านนาต่อเนื่องสองร้อยปีเต็ม"
แหล่งข้อมูลบอกว่ามีช่วงขาดตอนหลายครั้ง เชียงใหม่แยกจากหงสาวดีและพึ่งอยุธยาราว พ.ศ. ๒๑๓๙–๒๑๕๗ อยุธยายึดเชียงใหม่ได้ช่วงสั้น ๆ ราว พ.ศ. ๒๒๐๕–๒๒๐๖ และเชียงใหม่เป็นอิสระเกือบสี่สิบปีระหว่าง พ.ศ. ๒๒๗๐–๒๓๐๖ ส่วนเชียงแสนกลับอยู่กับพม่านานที่สุด จนถึง พ.ศ. ๒๓๔๗
"ทุกเมืองมีขุนนางพม่ามาปกครอง"
ลัดดาวัลย์ (๒๕๓๗) และ Kirigaya (๒๐๑๕) ตรงกันว่าผู้ปกครองที่ราชสำนักพม่าส่งมาเองอยู่ที่เชียงใหม่และเชียงแสนเป็นหลัก เมืองอย่างลำปาง ลำพูน แพร่ และน่าน ส่วนใหญ่ยังมีเจ้าเมืองท้องถิ่น ซึ่งต้องส่งส่วยและส่งคนไปร่วมศึก
"คนล้านนาลุกฮือต้านพม่าตลอดเวลา"
การลุกขึ้นต้านมีจริง เช่น พ.ศ. ๒๑๐๑ พ.ศ. ๒๑๐๗ พ.ศ. ๒๒๗๐ และ พ.ศ. ๒๓๑๗ แต่ Kirigaya ชี้ว่าหลัง พ.ศ. ๒๑๐๗ ไม่มีการลุกฮือร่วมกันครั้งใหญ่อีกเลยจนถึงช่วง พ.ศ. ๒๒๗๐ และความขัดแย้งหลายครั้งเป็นการแข่งขันระหว่างเมืองล้านนาด้วยกันเอง เช่น เชียงใหม่กับน่าน หรือเชียงใหม่กับเชียงแสน ลัดดาวัลย์ก็สรุปคล้ายกันว่าเจ้าเมืองท้องถิ่นแข่งกันสะสมอำนาจ มากกว่าจะรวมกันต้านศูนย์กลาง
"ยุคพม่าคือยุคมืดของล้านนา"
นักวิชาการเห็นต่างกันในเรื่องนี้ งานรุ่นก่อน รวมทั้งงานของลัดดาวัลย์ เน้นภาระภาษีและการเกณฑ์แรงงานที่หนักขึ้นในบางช่วง ส่วนจัสติน แมคแดเนียล (๒๐๐๗) Ken Kirigaya (๒๐๑๕) และพริษฐ์ ชิวารักษ์ (๒๕๖๘) ตั้งคำถามว่าภาพ "ยุคมืด" มาจากการแบ่งยุคประวัติศาสตร์ในภายหลังมากกว่าจากหลักฐาน เพราะจารึก คัมภีร์ วรรณกรรม และวัดจากยุคนี้ยังมีอยู่ ทั้งสองมุมมองจึงควรอ่านคู่กัน
"วัดแบบพม่าในลำปาง สร้างตอนพม่าปกครอง"
วัดแบบพม่าที่เห็นในลำปางวันนี้ส่วนใหญ่มาจากยุคค้าไม้สักสมัยรัชกาลที่ ๕ หลังยุคพม่าปกครองร่วมร้อยปี วารสารเมืองโบราณ (๒๕๖๔) ระบุว่าวัดศรีชุมเริ่มบูรณะและสร้างราว พ.ศ. ๒๔๓๕–๒๔๔๕ ส่วนศิลปวัฒนธรรม (๒๕๖๔) ระบุว่าสร้างราว พ.ศ. ๒๔๔๓ และอธิบายว่าชาวพม่าในลำปางยุคนั้นเข้ามาพร้อมการทำไม้ของอังกฤษ ไม่ได้สืบเชื้อสายจากผู้ปกครองยุคก่อน คนงานและคหบดีกลุ่มนี้ตั้งถิ่นฐานในลำปาง และวัดที่พวกเขาสร้างกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมาจนวันนี้

ภาพ: Srisak pikunkaew / Wikimedia Commons (CC BY-SA 3.0)
"นรธาเมงสอเป็นโอรสของพระนางวิสุทธิเทวี"
หนังสือหลายเล่มเล่าเช่นนั้น โดยอาศัยการตีความโคลงมังทรารบเชียงใหม่ แต่บทความในศิลปวัฒนธรรม (๒๕๖๗) ที่สรุปงานของสุเนตร ชุตินธรานนท์ ชี้ว่าพงศาวดารพม่าระบุชัดว่านรธาเมงสอเป็นโอรสของมเหสีอีกองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนอง ส่วนพระนางวิสุทธิเทวีเป็นใครกันแน่ นักประวัติศาสตร์ยังเสนอคำตอบต่างกัน เรื่องนี้จึงยังเปิดอยู่
ลองทดสอบความเข้าใจกับคำถามด้านล่าง ทุกข้อเฉลยพร้อมที่มา
สรุป
- ล้านนาสมัยพม่าปกครอง เริ่มเมื่อพระเจ้าบุเรงนองได้เชียงใหม่ใน พ.ศ. ๒๑๐๑ หนังสือส่วนใหญ่นับถึง พ.ศ. ๒๓๑๗ (๒๑๖ ปี) แต่เชียงแสนอยู่กับพม่าถึง พ.ศ. ๒๓๔๗
- ยุคนี้ไม่ต่อเนื่อง มีช่วงที่เชียงใหม่พึ่งอยุธยา ช่วงที่อยุธยายึดได้สั้น ๆ และช่วงที่เชียงใหม่เป็นอิสระ พ.ศ. ๒๒๗๐–๒๓๐๖
- ผู้ปกครองที่ราชสำนักพม่าแต่งตั้งเองอยู่ที่เชียงใหม่และเชียงแสนเป็นหลัก เมืองอื่นยังมีเจ้าเมืองท้องถิ่นที่ต้องส่ง ส่วย และคนไปร่วมศึก
- คำเมืองบันทึกยุคนี้ไว้ในคำอย่าง ม่าน ฟื้นม่าน และ เก๋บผั๋กใส่ซ้า เก๋บข้าใส่เมือง
- จารึก คัมภีร์ใบลาน วรรณกรรม และวัดจากยุคนี้ยังมีอยู่ นักวิชาการรุ่นหลังจึงตั้งคำถามกับภาพ "ยุคมืด" ขณะที่งานรุ่นก่อนเน้นภาระของชาวบ้าน ควรอ่านทั้งสองมุม
ค้นความหมายเต็มของคำว่า ม่าน และ ฟื้นม่าน ได้ในพจนานุกรมมรดกล้านนา แล้วอ่านยุคฟื้นเมืองต่อที่ พระเจ้ากาวิละ
📚 อ่านเรื่องล้านนาทั้งหมด: ล้านนา: ชื่อนี้มาจากไหน และ ๗๐๐ ปีของแผ่นดินล้านนา · ดูจังหวัด เมืองเก่า และผู้คนบนแผนที่เดียวที่ เมืองในล้านนา
แหล่งอ้างอิง
- พจนานุกรมมรดกล้านนา: ม่าน · ฟื้นม่าน · เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง · ส่วย · ตนบุญ
- ลัดดาวัลย์ แซ่เซียว. (๒๕๓๗). การเมืองล้านนาภายใต้การปกครองของพม่า ระหว่างปี พ.ศ. ๒๑๐๑–๒๓๑๗. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (บทที่ ๒ ๓ และบทสรุป)
- Kirigaya, Ken. (2015). Lan Na under Burma: A "Dark Age" in Northern Thailand? Journal of the Siam Society 103, 269–296
- กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. (เผยแพร่ ๒๕๖๔, ปรับ ๒๕๖๘). สภาพหลังพม่ายึดล้านนา ปกครองเมืองเชียงใหม่ ๒๐๐ ปี สู่ยุคเชียงใหม่เป็นเมืองร้าง. ศิลปวัฒนธรรม (เรียบเรียงจากหนังสือของสุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งอ้างงานของสรัสวดี อ๋องสกุล)
- Wood, W.A.R. (1926). A History of Siam. บทที่ X XI XIII. ห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ
- พริษฐ์ ชิวารักษ์. (๒๕๖๖). ความเป็นมาของคำล้านนาและล้านนาไทยโดยสังเขป. วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ๑๐(๑)
- พริษฐ์ ชิวารักษ์. (๒๕๖๘). อาณานิคมกาลเวลา: ปัญหาการแบ่งยุคสมัยในประวัติศาสตร์ล้านนา. วารสารไทยคดีศึกษา ๒๒(๑)
- ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. เมืองเชียงแสน (เรียบเรียงโดย ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล). ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
- เด็กชายผักอีเลิด. (๒๕๖๗). "พระนางวิสุทธิเทวี" ขัตติยนารีราชวงศ์มังรายองค์สุดท้าย เป็นใครกันแน่? ศิลปวัฒนธรรม (สรุปจาก สุเนตร ชุตินธรานนท์, พม่ารบไทย, ๒๕๖๑)
- พระพงษ์ระวี อุตฺตรภทฺโท และคณะ. (๒๕๖๗). คำจารึกที่ค้นพบใหม่ที่พระพุทธรูปในอุโบสถเก่าวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่: รูปแบบศิลปะ และการตีความทางประวัติศาสตร์. ภาษา-จารึก ๑(๑), ๒๔๓–๒๖๘
- กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. (๒๕๖๔). "ม่านครองเมือง" เที่ยวชมสถาปัตยกรรมพม่าแห่งนครลำปาง. ศิลปวัฒนธรรม
- ปีของหนานทิพย์ช้าง วัดศรีชุม (วารสารเมืองโบราณ) และยุคพระเจ้ากาวิละ (สำราญ ผลดี ๒๕๖๒; พระอัมรินทร์ สนฺติธมฺโม และคณะ ๒๕๖๖) พร้อมแหล่งอ้างอิงละเอียด อยู่ในบทความ ลำปาง เขลางค์นคร และ พระเจ้ากาวิละ
- ภาพประกอบจาก Wikimedia Commons ตามเครดิตใต้ภาพ
ฝึกคำจากบทความนี้
ลองเล่นบัตรคำ 20 คำจากบทความนี้ จำคำล้านนาให้แม่นขึ้น
ค้นหาคำว่า "ม่าน" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา
🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 20 คำ จำได้แค่ไหน?


