ชานไม้ของเรือนคำเที่ยง หลังคามุงแป้นเกล็ด มีกาแลไม้แกะสลักไขว้กันบนยอดจั่วหลายหลัง

ภาพ: Iudexvivorum / Wikimedia Commons (CC0)

เรือนกาแล: กาแล หำยนต์ เติ๋น และความเชื่อในบ้านไม้ล้านนา

เรือนกาแล คือเรือนไม้แบบดั้งเดิมของคนไทยวนล้านนา ที่ได้ชื่อจาก กาแล กาแล (คำเมืองอ่านว่า ก๋าแล) ไม้แกะสลักที่ไขว้กันอยู่บนยอดจั่วหลังคา เรือนแบบนี้ไม่ได้มีแค่หน้าตาที่จำง่าย แต่ทุกส่วนของเรือนมีชื่อเรียกเป็นคำเมือง และหลายส่วนผูกพันกับความเชื่อ ตั้งแต่วันที่ปักเสาต้นแรกจนถึงวันขึ้นเรือนใหม่

บทความนี้จะพาเดินขึ้นเรือนกาแลทีละส่วน พร้อมคำล้านนาที่ใช้เรียก และความเชื่อที่คนล้านนาถือกันในการปลูกเรือน

กาแล
ก๋าแล
น.ไม้เครื่องเรือนที่ต่อจากปั้นลมทั้งสองข้างไปไขว้กันอยู่บนหลังคา. กะแล ก็ว่า
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

กาแลคืออะไร

พจนานุกรมมรดกล้านนาอธิบายว่า กาแลคือ "ไม้เครื่องเรือนที่ต่อจาก ปั้นลม ปั้นฯล฿มฯ (คำเมืองอ่านว่า ปั้นลม) ทั้งสองข้างไปไขว้กันอยู่บนหลังคา" และบางถิ่นเรียกว่า กะแล กะแล (คำเมืองอ่านว่า กะแล) ปั้นลมคือไม้แผ่นที่ติดตามแนวขอบหลังคาด้านหน้าจั่ว ซึ่งคำเมืองเรียกว่า หน้าแหนบ ห้นฯาแหนฯบ (คำเมืองอ่านว่า หน้าแหนบ)

ศูนย์ข้อมูลภาคเหนือ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยพายัพ บรรยายกาแลของเรือนอุ๊ยผัดไว้ว่า ทำจากไม้กว้างราว "คืบเศษ" ยาวราว "หนึ่งวา" แกะสลักลวดลายแล้วต่อกับปลายบนสุดของปั้นลมในลักษณะไขว้สลับกัน ลายที่พบบ่อยคือ ลายเครือเถา ลายกนกสามตัว และ ลายเมฆไหล

กาแลมาจากไหน: ข้อสันนิษฐานหลายทาง

ที่มาของกาแลยังไม่มีข้อยุติ ข้อมูลของศูนย์ข้อมูลภาคเหนือ ม.พายัพ รวบรวมความเห็นไว้หลายทาง ดังนี้

  • กันนก: บ้างก็ว่าทำไว้กันแร้งกามาเกาะหลังคา เพราะคนล้านนาถือว่าเป็น ขึด (สิ่งอัปมงคล)
  • ข้อบังคับในอดีต: บ้างก็ว่าพม่าบังคับให้ทำในสมัยที่ล้านนาเป็นเมืองขึ้น เพื่อให้เรือนต่างจากเรือนพม่า
  • เขาควายของชาวลัวะ: อาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินท์ สันนิษฐานว่ากาแลมาจากประเพณีของชาวลัวะที่ฆ่าควายบวงสรวงบรรพบุรุษ แล้วนำเขาควายไปประดับยอดหลังคาเพื่อแสดงฐานะ ต่อมาจึงทำกาแลขึ้นแทนเขาควาย
  • ภูมิปัญญาร่วมของเอเชีย: ปั้นลมไขว้หรือเขาสัตว์ไขว้บนยอดจั่วพบได้ในหลายแห่ง เช่น เกาะสุมาตรา ชวา รัฐอัสสัมของอินเดีย และศาลเจ้าในญี่ปุ่น ข้อมูลเดียวกันจึงเสนอว่าการไขว้ปั้นลมเกิดจากความสะดวกและความแข็งแรงในการเข้าไม้ แล้วจึงแกะสลักให้งามในภายหลัง สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของล้านนาจริง ๆ คือ ลายสลัก บนกาแล

เดินขึ้นเรือนกาแล: ชื่อของแต่ละส่วน

ตามคำบรรยายเรือนกาแลของศูนย์ข้อมูลภาคเหนือ ม.พายัพ เรือนกาแลส่วนใหญ่เป็น เรือนแฝด คือเรือนสองหลังตั้งชิดกัน หันหน้าไปทางทิศใต้หรือทิศเหนือ เรือนหลังใหญ่มักเป็นเรือนนอน หลังเล็กเป็นเรือนครัว และ ไม่มีส้วมบนเรือน

เมื่อเดินขึ้น ขั้นได ขั้นฯได (คำเมืองอ่านว่า ขั้นได) หรือบันไดด้านหน้า จะพบ ชาน ชานฯ (คำเมืองอ่านว่า จาน) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็น "พื้นเรือนโล่งอยู่นอกชายคา" ข้าง ๆ ชานมี ร้านน้ำ ร้านฯนาฯ (คำเมืองอ่านว่า ฮ้านน้ำ) ชั้นไม้สำหรับวาง หม้อน้ำ หํมฯอฯมฯอฯนาฯ (คำเมืองอ่านว่า หม้อน้ำ) หม้อดินใส่น้ำดื่มไว้ให้คนในบ้านและแขก ข้อมูลของ ม.พายัพ เล่าว่าบางบ้านยังตั้งร้านน้ำไว้หน้ารั้ว ให้คนเดินทางผ่านไปมาได้แวะดื่มน้ำ

เตินฯ
เติ๋น
น.ห้องโถงที่อยู่นอกห้องนอนของบ้านเรือน ใช้เป็นห้องรับแขก เป็นได้ทั้งที่นั่ง ที่นอน และที่รับประทานอาหาร ก.เตือน,ตักเตือน
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

ถัดจากชานเข้าไปคือ เติ๋น เตินฯ (คำเมืองอ่านว่า เติ๋น) พื้นที่ยกสูงกว่าชานราวหนึ่งคืบ อยู่ใต้หลังคา เป็นห้องโถงอเนกประสงค์ พจนานุกรมอธิบายว่าเป็น "ห้องโถงที่อยู่นอกห้องนอนของบ้านเรือน ใช้เป็นห้องรับแขก เป็นได้ทั้งที่นั่ง ที่นอน และที่รับประทานอาหาร"

ส่วนของเรือน อักษรล้านนา ความหมาย (ตามพจนานุกรม)
หลองเข้า หลฯอฯงเขั้า ยุ้งข้าว
ป่อง ป่ลฯอฯง หน้าต่าง รูสำหรับเปิด ช่อง
ฝาไหล ฝาไหลฯ ฝาไม้กระดานสองแผงซ้อนกัน เลื่อนปิดเปิดได้
เฮือนไฟ เริอฯรไฟ โรงครัว ที่ปรุงอาหาร
ต๊อม ท้อฯม ที่กำบัง ห้องขนาดเล็ก มักหมายถึงห้องนอนหรือห้องน้ำ
น้ำต้น นาฯต้฿นฯ คนโทดินเผาแบบล้านนา ใส่น้ำดื่มและใช้ในพิธีกรรม

ระหว่างเรือนสองหลังมีรางรับน้ำฝน ซึ่งพจนานุกรมเรียกว่า ฮ่อมลิน ร่อฯมลินฯ (คำเมืองอ่านว่า ฮ่อมลิน) หรือ ฮ่องลิน ร่อฯงลินฯ (คำเมืองอ่านว่า ฮ่องลิน) ข้อมูลของ ม.พายัพ ระบุว่ารางนี้มักทำจากไม้ซุงท่อนเดียวขุดร่องตรงกลาง

⚠️ ข้อควรระวัง
ชื่อเรียกส่วนของเรือนต่างกันไปตามถิ่นและตามผู้บันทึก พจนานุกรมมรดกล้านนาให้ ฮ่อมลิน หมายถึง "รางรับน้ำฝนปลายชายคา" แต่เอกสารเรือนกาแล (พญาวงศ์) ของ ม.พายัพ เรียกรางน้ำว่า "ฮางลิน" และเรียกทางเดินใต้รางว่า "ฮ่อมลิน" ส่วนคำว่า "ชานฮ่อม" เอกสารหนึ่งใช้เรียกชานหน้าเรือน อีกเอกสารใช้เรียกทางเดินยาวกลางเรือน หากได้ยินชื่อไม่ตรงกัน จึงไม่ได้แปลว่าผิด

ในงานวิจัยของ กรชนก นันทกนก และสมประสงค์ แสงอินทร์ (๒๕๖๙) ซึ่งรวบรวมคำเรียกส่วนประกอบเรือนกาแลได้ ๗๑ คำ พบว่าคนล้านนาตั้งชื่อส่วนของเรือนโดยเปรียบกับร่างกาย สัตว์ และสิ่งของรอบตัว เช่น "ลิ่มหางเหยี่ยว" (เดือยไม้รูปคล้ายหางเหยี่ยว) "สะพานหนู" และ "เสาแหล่งหมา" ซึ่งเอกสารของ ม.พายัพ อธิบายว่าเป็นเสาหน้าสุดข้างบันได ใช้ผูกสุนัขเฝ้าเรือน

หำยนต์ เหนือประตูห้องนอน

หำย฿น์ตฯ
หำยนต์
น.หัมยนต์ - ลายสลักไม้ที่ประดับเหนือประตูห้องนอน
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

หำยนต์ หำย฿น์ตฯ (คำเมืองอ่านว่า หำยนต์) พจนานุกรมให้ความหมายว่า "หัมยนต์ ลายสลักไม้ที่ประดับเหนือประตูห้องนอน" เอกสารของ ม.พายัพ เรียกว่าเป็น เครื่องรางประจำเรือน และอธิบายว่าคนล้านนาเชื่อว่าช่วย ป้องกันภูตผีปีศาจไม่ให้มารบกวน ผู้ที่อยู่ในห้องนอน

ห้องนอนของเรือนกาแลมักเป็นห้องใหญ่ห้องเดียว เพราะทั้งครอบครัวนอนรวมกัน และมีหน้าต่างน้อยหรือหน้าต่างเล็ก เอกสารเดียวกันเล่าว่าบางความเห็นมองว่าเป็นเพราะอากาศทางเหนือในอดีตหนาวเย็นกว่าทุกวันนี้

แผ่นไม้แกะสลักลายดอกไม้เหนือกรอบประตูในเรือนคำเที่ยง
แผ่นไม้แกะสลักเหนือกรอบประตูในเรือนคำเที่ยง ตำแหน่งเดียวกับที่เรือนกาแลติดหำยนต์ · ภาพ: Iudexvivorum / Wikimedia Commons (CC0)

ไม่ใช่เรือนล้านนาทุกหลังจะมีกาแลและหำยนต์ ข้อมูลของ ม.พายัพ ยกตัวอย่าง เรือนพญาปงลังกา ในตัวเมืองเชียงใหม่ (สร้างราว พ.ศ. ๒๔๓๙) ว่ามีหลังคาทรงเรือนกาแล แต่ไม่ประดับกาแลที่ยอดจั่ว และไม่ติดหำยนต์เหนือประตูเรือนนอน

หิ้งพระ หิ้งผี และชีวิตบนเติ๋น

บนเรือนล้านนามักมี หิ้งพะเจ้า หิ้งฯระฯพเจั้า (คำเมืองอ่านว่า หิ้งพะเจ้า) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็นหิ้งในที่สูงพอเอื้อมถึง ประดิษฐานพระพุทธรูป มักหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ และยังมีที่สำหรับ ผีเฮือน ผีเริอฯร (คำเมืองอ่านว่า ผีเฮือน) คือ "ผีบรรพบุรุษที่คุ้มครองคนที่อยู่ในบ้านเรือนนั้น"

💡 เกร็ดความรู้
เอกสารเรือนอุ๊ยแก้วของ ม.พายัพ เล่าว่า กล่าวกันว่าคนล้านนาในอดีตไม่นำพระพุทธรูปมาไว้ในบ้าน เพราะเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ควรอยู่ในวัด บนเรือนจะมีเพียงหิ้งบูชาผีปู่ย่า หิ้งพระเพิ่งกลายเป็นส่วนสำคัญของเรือนเมื่อราว ๗๐–๘๐ ปีก่อนหน้าที่เอกสารนั้นเขียน อ่านเรื่องผีปู่ย่าเพิ่มได้ที่บทความ เลี้ยงผีปู่ย่า

เติ๋นคือหัวใจของชีวิตในบ้าน เอกสารเรือนกาแล (พญาวงศ์) ของ ม.พายัพ บรรยายว่าเติ๋นเป็นที่ทำงาน ที่พักผ่อน และเป็นที่นอนของลูกชายเมื่อเริ่มเป็นหนุ่ม ฝาด้านหนึ่งต่อเป็นแนวเดียวกับห้องนอนเพื่อให้ลูกสาวมีที่นั่งทำงานเป็นส่วนตัว เรียกว่า "ฝาลับน่าง" และยามค่ำ หญิงสาวจะออกมานั่งปั่นฝ้าย พร้อมส่ง คำค่าวคำเครือ โต้ตอบกับหนุ่มที่มาเยือน

เสามงคล เสานาง: ความเชื่อในการปลูกเรือน

การสร้างเรือนล้านนาเริ่มจาก ป๋กเสาบ้าน ป฿กฯเสัาบ้าฯนฯ (คำเมืองอ่านว่า ป๋กเสาบ้าน) คือยกเสาเรือนให้ตั้งขึ้น โดยมี สล่า ส่ๆลฯา (คำเมืองอ่านว่า สะหล่า) หรือช่างผู้ชำนาญเป็นผู้ควบคุม เสาสองต้นที่สำคัญที่สุดคือ

  • เสามงคล เสัาม฿ง฿คฯล์ (คำเมืองอ่านว่า เสามงคล) เสาเอก พจนานุกรมระบุว่าเรียกอีกชื่อว่า เสาผะยา เสัาระฯพยฯา (คำเมืองอ่านว่า เสาผะยา)
  • เสานาง เสัานาฯงฯ (คำเมืองอ่านว่า เสานาง) เสาโท ที่ยกคู่กับเสามงคล

มณี พยอมยงค์ (๒๕๒๙) ในหนังสือ ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย (อ้างโดยศูนย์ข้อมูลภาคเหนือ ม.พายัพ) บันทึกว่าคนโบราณถือว่าเรือนที่ไม่ทำพิธียกเสาทั้งสองต้น "ผู้อยู่จะหาความสุขไม่ได้เลย" และเปรียบ เสามงคลเหมือนพ่อ เสานางเหมือนแม่

ℹ️ ข้อมูล
สรุปพิธีปักเฮือน ตามที่มณี พยอมยงค์ บันทึกไว้

- เมื่อไร: ให้หมอดูหาฤกษ์ นิยมปักในเดือนคู่ คือ เดือน ๖ และเดือน ๘ เหนือ ส่วนเดือน ๑๐ ไม่ทำพิธีใด ๆ เพราะถือเป็นเดือนอัปมงคล นิยมทำตอนเช้าตรู่
- เซ่นเจ้าที่: ขุดหลุมกลางที่ดิน ใส่ข้าว กล้วย และอาหารคาวหวานเซ่นเจ้าที่หรือพญานาค
- แต่งเสา: ผูกมะพร้าว หน่อกล้วย หน่ออ้อย ใบเงินใบทองที่เสามงคล พร้อมผ้านุ่งผู้ชาย ส่วนเสานางผูกผ้าผู้หญิง
- ผู้หามเสา: หาชาวบ้านที่ชื่อเป็นมงคล เช่น แก้ว คำ เงิน ทอง มั่น แก่น มาช่วยหามและยกเสาลงหลุม
- ลำดับ: ปักเสามงคลก่อน แล้วจึงปักเสานางและเสาอื่น เสามงคลอยู่ด้านหัวนอน เสานางอยู่ด้านปลายตีน

บางแห่งยังทำขวัญเสามงคลก่อนยก โดยอาจารย์อ่านคำเรียกขวัญ แล้วประพรมน้ำขมิ้นส้มป่อยให้เสาและคนในเรือน (อ่านเรื่องการเรียกขวัญเพิ่มได้ที่ ฮ้องขวัญ) เมื่อเรือนผุพังหรือรื้อ เสามงคลต้องเก็บไว้ต่างหาก ห้ามนำไปใช้ทำอย่างอื่น มิฉะนั้นจะเป็น ขึด ขึดฯ (คำเมืองอ่านว่า ขึ๋ด) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็นสิ่งอาถรรพณ์ที่ทำให้เสื่อมถอย

วันห้ามปลูกเรือน และไม้ห้ามทำเสา

พจนานุกรมมรดกล้านนาเก็บคำที่สะท้อนความเชื่อเรื่องขึดในการปลูกเรือนไว้หลายคำ ทั้งเรื่องวันและเรื่องไม้

คำล้านนา อักษรล้านนา ความหมาย (ตามพจนานุกรม)
วันอ่างเลือด วันฯอ่างฯเลิอฯด วันห้ามปลูกเรือน เพราะจะเกิดการทุบตีเลือดตกยางออกในบ้าน
วันเฮือนห่าง วันฯเริอฯรห่างฯ วันห้ามปลูกเรือน เพราะจะทำให้บ้านร้างเรือนห่าง
ไม้งำเงา ไม้งำเงัา ต้นไม้ที่เอนเห็นเงาในน้ำ ห้ามใช้ทำเสาเรือน
ไม้สองนาง ไม้สอฯงนาฯงฯ ไม้ลำต้นเป็นสองลำแต่ขนาดไม่เท่ากัน ห้ามใช้ทำเสาเรือน
ไม้ตายขาน ไม้ตายฯขานฯ ต้นไม้ที่ยืนตายเป็นแถว ห้ามใช้ทำเสาบ้าน
ไม้ตายผาก ไม้ตายฯผากฯ ต้นไม้ที่ตายไปซีกหนึ่ง ห้ามใช้ทำเสาบ้าน

เมื่อสร้างเสร็จ เจ้าของบ้านจะทำบุญ ขึ้นเฮือนใหม่ ขึ้นฯเริอฯรไห่มฯ (คำเมืองอ่านว่า ขึ้นเฮือนใหม่) หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ก่อนเข้าอยู่จริง

ชมเรือนกาแลได้ที่ไหน

เรือนกาแลแท้หลายหลังถูกรื้อย้ายไปอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เช่น

  • เรือนกาแล (อุ๊ยผัด): เรือนกาแลขนาดเล็ก มีเสา ๔๘ ต้น หลังคามุงแป้นเกล็ด (กระเบื้องไม้) เดิมอยู่ที่อำเภอจอมทอง เชียงใหม่ สันนิษฐานว่าสร้างราว พ.ศ. ๒๔๖๐ รื้อย้ายมาปลูกในบริเวณสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ (ตามข้อมูลของ ม.พายัพ)
  • เรือนคำเที่ยง: เรือนในภาพหน้าบทความนี้ สยามสมาคมฯ ระบุว่าสร้างในเชียงใหม่ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ได้รับมอบให้สยามสมาคมฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ แล้วรื้อย้ายไปปลูกใหม่ที่กรุงเทพฯ และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๙ หลังคาประดับกาแลรูปตัววี

สรุป

  • เรือนกาแล ได้ชื่อจาก กาแล ไม้ปั้นลมที่ไขว้กันบนยอดจั่ว ที่มาของกาแลยังมีหลายข้อสันนิษฐาน แต่ลายสลักบนกาแลคือเอกลักษณ์ของล้านนา
  • ส่วนสำคัญของเรือน ได้แก่ ขั้นได ชาน ร้านน้ำ เติ๋น ห้องนอน และเฮือนไฟ แต่ละส่วนมีชื่อคำเมืองที่ยังใช้กันอยู่
  • หำยนต์ คือไม้สลักเหนือประตูห้องนอน เชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางป้องกันภูตผี
  • การปลูกเรือนเริ่มจากยก เสามงคล (เหมือนพ่อ) และ เสานาง (เหมือนแม่) ตามฤกษ์ และหลีกเลี่ยงวันห้ามกับไม้ที่ถือว่าเป็นขึด

ค้นคำล้านนาเกี่ยวกับบ้านเรือนเพิ่มเติมได้ใน พจนานุกรมมรดกล้านนา และอ่านเรื่องผีบรรพบุรุษที่คุ้มครองเรือนได้ที่บทความ เลี้ยงผีปู่ย่า

แหล่งอ้างอิง

ค้นหาคำว่า "กาแล" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา

🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 33 คำ จำได้แค่ไหน?

บทความที่เกี่ยวข้อง

ครูดนตรีพื้นเมืองนั่งขัดสมาธิบนเสื่อ ดีดซึงไม้แกะลายสีทอง ที่บ้านในอำเภอแม่ออน เชียงใหม่

สะล้อซอซึง: ดนตรีพื้นเมืองล้านนา สะล้อ ซึง และเสียงขับซอ

18 เมษายน 2569 · วัฒนธรรม

สะล้อซอซึงคือวงดนตรีพื้นเมืองล้านนา รู้จักสะล้อเครื่องสีกะลามะพร้าว ซึงเครื่องดีดสี่สาย ความหมายของซอในชื่อวง วงปี่จุม ป้าดก๊อง และคำเมืองเ…

ไม้ค้ำหลายสิบต้นพันผ้าสีค้ำต้นโพธิ์ใหญ่ที่เวียงกุมกาม เชียงใหม่ ตามความเชื่อเรื่องการสืบชะตา

สืบชะตา: พิธีต่ออายุคน บ้าน และเมืองของชาวล้านนา

12 ตุลาคม 2569 · ประเพณี

สืบชะตาคือพิธีต่ออายุของชาวล้านนา ทั้งสืบชะตาคน บ้าน และเมือง อ่านความหมายของไม้ค้ำ ขัว ตาแหลว ขั้นตอนพิธี และสืบชะตาเมืองเชียงใหม่

ชาวนาสวมหมวกสานกำลังเกี่ยวข้าวสีทองด้วยเคียวในทุ่งนาเชิงเขา

ตานข้าวใหม่: ข้าวจี่ข้าวหลาม ดอยเงินดอยคำ และหิงไฟพระเจ้า

12 ตุลาคม 2569 · ประเพณี

ตานข้าวใหม่คือประเพณีถวายข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวในวันเพ็ญเดือนสี่เหนือ รู้จักข้าวจี่ข้าวหลาม ตานข้าวล้นบาตร ดอยเงินดอยคำ และหิงไฟพระเจ้า พร้…

เรือนไม้ภาคเหนือหลังคาทรงสูง ใต้ถุนโล่ง ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ ที่ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่

เลี้ยงผีปู่ย่า: ผีประจำตระกูลล้านนา ผีมด ผีเมง และผีเมือง

12 ตุลาคม 2569 · ประเพณี

เลี้ยงผีปู่ย่าคือการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษประจำตระกูลของคนล้านนาที่สืบทอดทางฝ่ายหญิง รู้จักเก๊าผี หิ้งผี การผิดผี ฟ้อนผีมดผีเมง และผีเมืองผู้ค…

↑

↑ ↓ เลือก · Enter เปิด · Esc ปิด