ภาพถ่ายเก่าขาวดำ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีกับข้าหลวงในชุดสะพายแพร นั่งเรียงบนบันไดตำหนักที่บางปะอิน

ภาพ: เอบ บุนนาก, ธานาคา / Wikimedia Commons (Public domain)

เจ้าดารารัศมี: พระราชชายาผู้ฟื้นฟูฟ้อน ดนตรี และวัฒนธรรมล้านนา

เจ้าดารารัศมี คือพระธิดาของ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวง เจั้าหลฯวฯง (คำเมืองอ่านว่า เจ้าหลวง) เชียงใหม่องค์ที่ ๗ ทรงเข้าถวายตัวในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนได้รับพระอิสริยยศเป็น พระราชชายา และเมื่อเสด็จกลับมาประทับที่เชียงใหม่ในบั้นปลาย ทรงฟื้นฟู ฟ้อน ดนตรี ละคร และงานบุญของล้านนา จนหลายอย่างยังสืบทอดมาถึงทุกวันนี้

เรื่องราวของพระองค์จึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างล้านนากับสยาม และพจนานุกรมมรดกล้านนาเองก็ยังเอ่ยพระนามไว้ในหลายคำ ดังที่บทความนี้จะพาไปรู้จัก

กู่เจั้านาฯยฯฝ่ายฯเหินฯอฯอ
กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ
น.กู่บรรจุพระอัฐิและอัฐิของเจ้านายฝ่ายเหนือและญาติ ซึ่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ย้ายจากบริเวณกาดหลวง(ตลาดวโรรส) มาไว้ ณ วัดสวนดอก อ.เมืองเชียงใหม่ เมื่อ......
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

พระธิดาเจ้าหลวงเชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า เจ้าดารารัศมี ประสูติเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๖ ในคุ้มของพระบิดาที่นครเชียงใหม่ พระมารดาคือแม่เจ้าเทพไกรสร ตามงานวิจัยของพระวรัญญู อริญฺชโย (บางแหล่งเขียนว่า ทิพเกสร)

พระบิดาคือพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ซึ่งพจนานุกรมนับเป็นองค์ที่ ๗ ในรายพระนาม เจ้าหลวงเจียงใหม่ เจั้าเจั้าหลฯวฯงชยฯงไห่มฯ (คำเมืองอ่านว่า เจ้าหลวงเจียงใหม่) ทั้ง ๙ องค์ โดยสะกดพระนามว่า "พระเจ้าอินทรวิไชยานนท์"

💡 เกร็ดความรู้
ชื่อเรียกพระองค์มี ๒ แบบ งานวิจัยของพระวรัญญู อริญฺชโย (๒๕๖๘) อธิบายว่า "เจ้าดารารัศมี พระราชชายา" คือพระนามที่รัชกาลที่ ๕ ทรงใช้ในพระราชหัตถเลขาและราชกิจจานุเบกษาสมัยนั้น ส่วน "พระราชชายา เจ้าดารารัศมี" ปรากฏในสมัยรัชกาลที่ ๗ ทั้งสองแบบจึงถูกต้อง

ชีวิตในราชสำนักกรุงเทพฯ

เจ้าดารารัศมีทรงเจริญวัยและเรียนหนังสือที่เชียงใหม่ จนพระชันษา ๑๓ ปี จึงตามเสด็จพระบิดาลงไปกรุงเทพฯ และเข้ารับราชการฝ่ายในเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ ในตำแหน่งเจ้าจอม การเดินทางสมัยนั้นใช้เรือล่องแม่น้ำปิง พจนานุกรมบันทึกว่าเรือ หางแมงป่อง หางฯแมงฯป่อฯง (คำเมืองอ่านว่า หางแมงป่อง) เคยเป็นเรือพระที่นั่งในคราวเสด็จลงไป "ถวายตัวเจ้าดารารัศมี"

ในพระบรมมหาราชวัง พระองค์ทรงสนพระทัยดนตรีไทยมาก งานวิจัยของสิรินทรา ประทุมเหง่า และบุตรี สุขปาน (๒๕๖๗) เล่าว่าทรงเรียนซอสามสาย กระจับปี่ และขับร้อง เครื่องดนตรีที่ทรงโปรดที่สุดคือ จะเข้ ซึ่งทรงตั้งชื่อว่า "อุณากรรณ" และทรงประสมวงเครื่องสายกับเปียโนขึ้นในพระราชฐานชั้นใน

พิพิธภัณฑ์ฯ ระบุว่าพระองค์มีพระราชธิดา ๑ พระองค์ แต่สิ้นพระชนม์เมื่อพระชันษาเพียง ๓ ปี ต่อมาเมื่อพระชันษา ๓๕ ปี จึงได้รับพระอิสริยยศเป็น พระราชชายา

ปี พ.ศ. เหตุการณ์
๒๔๑๖ ประสูติที่เชียงใหม่ (๒๖ สิงหาคม)
๒๔๒๙ เข้ารับราชการฝ่ายในที่กรุงเทพฯ
ราว ๒๔๕๑ ได้รับพระอิสริยยศพระราชชายา (พระชันษา ๓๕)
๒๔๕๒ เสด็จเยือนเชียงใหม่ ประทับราว ๖ เดือน สร้างกู่ใหม่ที่วัดสวนดอก
๒๔๕๓ รัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต
๒๔๕๗ ทรงกราบบังคมทูลลารัชกาลที่ ๖ เสด็จกลับเชียงใหม่เป็นการถาวร
๒๔๖๙ เป็นองค์ประธานรับเสด็จรัชกาลที่ ๗ ที่เชียงใหม่
๒๔๗๖ สิ้นพระชนม์ (๙ ธันวาคม)
⚠️ ข้อควรระวัง
ปีในพระประวัติอาจคลาดกัน ๑ ปี สมัยนั้นไทยยังขึ้นปีใหม่วันที่ ๑ เมษายน (และก่อน พ.ศ. ๒๔๓๒ ขึ้นปีใหม่วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า) งานวิจัยของพระวรัญญู อริญฺชโย จึงเตือนว่าหนังสือหลายเล่มระบุปีของเหตุการณ์ไม่ตรงกัน เช่น ปีที่เสด็จกลับเชียงใหม่ งานหนึ่งว่า ๔ ปีหลังรัชกาลที่ ๕ สวรรคต อีกงานว่า ๕ ปี ตารางนี้ใช้ปีตามพิพิธภัณฑ์ฯ และงานวิจัยที่อ้างถึง

กู่เจ้านายฝ่ายเหนือที่วัดสวนดอก

เมื่อเสด็จเยือนเชียงใหม่ครั้งแรกนับแต่ลงไปกรุงเทพฯ พระองค์ทรงบำเพ็ญพระกุศลหลายแห่ง และทรงริเริ่มงานสำคัญคือการรวบรวมอัฐิของบรรพชน กู่ กู่ (คำเมืองอ่านว่า กู่) ในภาษาล้านนาหมายถึงเจดีย์หรือสถูปที่บรรจุอัฐิของผู้วายชนม์

พจนานุกรมอธิบายคำว่า กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ กู่เจั้านาฯยฯฝ่ายฯเหินฯอฯอ (คำเมืองอ่านว่า กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ) ว่าเป็นกู่บรรจุพระอัฐิและอัฐิของเจ้านายฝ่ายเหนือ ซึ่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมี "ย้ายจากบริเวณกาดหลวง (ตลาดวโรรส) มาไว้ ณ วัดสวนดอก"

งานวิจัยของพระวรัญญู อริญฺชโย พบหลักฐานว่าพระองค์ทรงอัญเชิญพระอัฐิไปไว้ที่กู่ใหม่ด้วยพระองค์เองเมื่อเดือนตุลาคม ๒๔๕๒ โดยใช้ทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ ร่วมกับเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๘ และรัชกาลที่ ๕ ทรงสมทบด้วย จากนั้นจัดงานฉลอง ๕ วัน ๕ คืน

เจดีย์ทองวัดสวนดอก เชียงใหม่ ล้อมด้วยกู่สีขาวหลายองค์
วัดสวนดอก เชียงใหม่ กู่สีขาวรอบเจดีย์ประธานคือที่บรรจุอัฐิของเจ้านายฝ่ายเหนือ · ภาพ: Christophe95 / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

พจนานุกรมยังบันทึกอีกเรื่องหนึ่งไว้ในคำว่า อินทนนท์ ±นทฯน฿น์ทฯ (คำเมืองอ่านว่า อินทะนนท์) ว่าพระองค์ทรงอัญเชิญพระอัฐิของพระบิดาไปประดิษฐานบนยอดดอยสูงสุดของประเทศเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ ดอยนั้นเดิมชื่อ "ดอยอ่างกา" และได้ชื่อใหม่ว่า ดอยอินทนนท์ ตามพระนามเดิมของพระเจ้าอินทวิชยานนท์

±นทฯน฿น์ทฯ
อินทะนนท์
น.อินทนนท์ - ชื่อภูเขาสูงที่สุดในประเทศไทย สูง ๒,๕๖๕.๓๓๔๑ เมตร จากระดับน้ำทะเล เส้นรุ้ง (ละติจูด) :๑๘.๕๘๙๙๕๙, เส้นแวง (ลองติจูด) :๙๘.๔๘๖๔๒๓ ณ จุดนี้เรียกว่า "จุดสูงสุดแดนสยาม" ซึ่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอัญเชิญพระอัฐิของ "พระเจ้าอินทวิชยานนท์" พระราชบิดาไปประดิษฐานเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ เดิมชื่อ "ดอยอ่างกา" เปลี่ยนชื่อเป็น "ดอยอินทนนท์" ตั้งแต่นั้นมา เพื่อเฉลิมพระเกียรติ "พระเจ้าอินทวิชยานนท์" เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๗ ตามพระนามเดิมของพระองค์ คือ"เจ้าอินทนนท์" ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ของทุกปี จะมีงานสักการะพระสถูปพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ณ บริเวณพระสถูปบนดอยอินทนนท์
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

ฟ้อน ดนตรี และละครในคุ้ม

หลังเสด็จกลับมาประทับที่เชียงใหม่อย่างถาวร พระองค์ทรงนำนาฏศิลป์และละครจากวังหลวงมาผสานกับของล้านนา ศราวุธ จันทร์ขำ (๒๕๖๘) อธิบายว่าทรงจ้างครูละครและช่างฟ้อนจากกรุงเทพฯ มาสอนในคุ้ม และทรงปรับท่ารำของ ฟ้อนเล็บ ฟ้อฯรเลัปฯ (คำเมืองอ่านว่า ฟ้อนเล็บ) หรือฟ้อนแห่ครัวทาน ให้มีระเบียบแบบแผนขึ้น

งานวิจัยของสิรินทราและบุตรี (๒๕๖๗) รวบรวมชุดการแสดงที่เกิดหรือได้รับการปรับในยุคของพระองค์ไว้ เช่น

ชุดการแสดง ข้อสังเกต
ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ปรับท่ารำให้เป็นแบบแผน
ฟ้อนม่านมุยเซียงตา เดิมชื่อฟ้อนก่าเบ้อ (ชุดผีเสื้อ) ทรงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและตั้งชื่อใหม่
ฟ้อนม่านแม่แล้ ฟ้อนโยคีถวายไฟ อยู่ในรายชื่อชุดการแสดงยุคนั้น
ระบำซอสมโภชช้างเผือก ทรงคิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙

ระบำซอสมโภชช้างเผือก เกิดขึ้นเมื่อรัชกาลที่ ๗ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จเลียบมณฑลพายัพใน พ.ศ. ๒๔๖๙ พระราชชายาทรงเป็นองค์ประธานจัดงานรับเสด็จ และบริษัทป่าไม้บอร์เนียวได้น้อมเกล้าฯ ถวายช้างเผือก จึงทรงคิดการแสดงชุดนี้ขึ้น บทร้องนิพนธ์โดย ท้าวสุนทรพจนกิจ กวีประจำคุ้ม

ℹ️ ข้อมูล
ซอในระบำซอ ไม่ใช่เครื่องสาย สิรินทราและบุตรีย้ำว่า "ซอ" ในวัฒนธรรมล้านนาหมายถึงการร้อง หรือ ขับซอ ขัปฯซํอฯ (คำเมืองอ่านว่า ขั๋บซอ) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็น "การขับขานด้วยเสียงให้มีจังหวะจะโคนอันไพเราะ" โดยมีปี่คลอ ระบำซอจึงผูกกับการขับร้องแบบล้านนา ไม่ใช่การสีซอ

ผลงานที่คนเมืองรู้จักมากที่สุดคือละครเรื่อง น้อยไจยา น้อฯยฯไชยา (คำเมืองอ่านว่า น้อยไจยา) พจนานุกรมอธิบายว่าเป็นบทละครที่ท้าวสุนทรพจนกิจ (ใหม่ บุญมา) ประพันธ์ถวาย "ตามที่พระราชชายาฯ ทรงผูกเรื่อง" ประทานอนุญาตให้แสดงในงานวันคล้ายวันประสูติครบ ๖๐ พรรษาที่วัดสวนดอก และต่อมาถูกนำไปทำเป็นภาพยนตร์ ละครเวที และเพลงที่ขับร้องโดย จรัล มโนเพชร กับ สุนทรี เวชานนท์

น้อฯยฯไชยา
น้อยไจยา
น.น้อยไจยา - บทละครที่ท้าวสุนทรพจนกิจ (ใหม่ บุญมา) กวีประจำพระราชสำนักของ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ประพันธ์ขึ้นถวายตามที่พระราชชายาฯ ทรงผูกเรื่อง และประทานอนุญาตแสดงในวันคล้ายวันประสูติ ครบ 60 พรรษา ณ วัดสวนดอก อ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งพระราชายาฯ ทรงแก้ไขบางตอน และทรงประพันธ์คำร้องประกอบทำนองเพลงดั้งเดิมของล้านนา ได้มีการนำบทประพันธ์ดังกล่าวมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ละครเวที เพลงไทยสากล และเพลงพื้นเมือง ขับร้องโดย จรัล มโนเพชร - สุนทรี เวชานนท์ ตลอดการนำเอาบทเพลง ''น้อยไจยา'' ไปประกอบการฟ้อนรำแสดงในงานสำคัญๆ และงานรื่นเริงต่างๆ ในแดนดินถิ่นล้านนาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

แม้ในปีสุดท้ายของพระชนม์ชีพ คือ พ.ศ. ๒๔๗๖ รัชกาลที่ ๗ ยังมีพระราชโทรเลขมาขอครูฟ้อนและครูปี่พาทย์จากเชียงใหม่ เพื่อหัดฟ้อนม่านมุยเซียงตาที่กรุงเทพฯ พระองค์ทรงตอบว่าครูที่ฝึกซ้อมให้ คือนายสงัด และครูลมุล ยมะคุปต์ ได้ลงไปอยู่กรุงเทพฯ แล้ว (ภูรดา ธีระวิทย์ และคณะ, ๒๕๖๖ อ้างประเมษฐ์ บุณยะชัย)

งานผ้า งานใบตอง และเครื่องแต่งกาย

นอกจากฟ้อนและดนตรี สิรินทราและบุตรี (๒๕๖๗) ระบุว่าพระองค์ยังทรงฟื้นฟูงานช่างอื่น ๆ ของล้านนา เช่น การทอผ้ายก การเย็บใบตองทำบายศรี และงานเย็บปักถักร้อย

ที่พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ยังจัดแสดงเครื่องแต่งกายและผ้าที่พระองค์ทรงออกแบบ ซึ่งผสมแบบกรุงเทพฯ กับแบบล้านนาเข้าด้วยกัน รวมทั้งเครื่องมือทอผ้าที่ใช้ทอผ้าสำหรับพระองค์ คนในคุ้มสมัยนั้นมีหลายบทบาท ภาษาล้านนายังมีคำเรียกหญิงรับใช้ในราชสำนักหรือคุ้มหลวงโดยเฉพาะว่า นางก้อมใจ๊ คอฯมไช้ (คำเมืองอ่านว่า ก้อมใจ๊)

สวนเจ้าสบายที่พระตำหนักดาราภิรมย์

หลังรัชกาลที่ ๖ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เสด็จกลับเชียงใหม่ ได้มีการสร้าง พระตำหนักดาราภิรมย์ ที่อำเภอแม่ริม ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งสุดท้ายและที่ทรงโปรดที่สุด

พระองค์สนพระทัยการเกษตร และทรงทำสวนทดลองในบริเวณพระตำหนักชื่อว่า "สวนเจ้าสบาย" พิพิธภัณฑ์ฯ เล่าว่าทรงปลูก ดอกกุหลาบ ดอฯกกุหลฯาบฯฯ (คำเมืองอ่านว่า ดอกกุ๋หลาบ) พันธุ์ใหม่ ๆ ที่สมาคมผู้ปลูกกุหลาบของอังกฤษส่งมาถวาย และกุหลาบสีชมพูกลิ่นหอมที่ทรงโปรดที่สุด ทรงตั้งชื่อว่า "จุฬาลงกรณ์" เพื่อเป็นเกียรติแด่รัชกาลที่ ๕

พระราชชายาเจ้าดารารัศมี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ด้วยโรคพระปัปผาสะ (ปอด) รัชกาลที่ ๗ พระราชทานเพลิงพระศพ พระอัฐิส่วนหนึ่งบรรจุไว้ที่กู่ซึ่งพระองค์ทรงสร้างไว้ที่วัดสวนดอก อีกส่วนหนึ่งบรรจุที่สุสานหลวงวัดราชบพิธฯ กรุงเทพฯ

ต่อมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซื้อพระตำหนักและบูรณะ จนเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๒

ศรัทธาในพระพุทธศาสนา

งานวิจัยของพระวรัญญู อริญฺชโย (๒๕๖๘) รวบรวมพระกรณียกิจด้านพระพุทธศาสนาในล้านนา แล้วแบ่งเป็น ๓ ด้าน คือ ศาสนพิธี ศาสนสถานและศาสนวัตถุ และศาสนบุคคล พบว่าด้านที่โดดเด่นที่สุดคือ ศาสนพิธี และพระองค์ยังทรงรับอุปถัมภ์วัดต่าง ๆ ต่อจากพระบิดาและพระอัยกาด้วย

ตัวอย่างเช่น งานฉลองถวายทานที่วัดพระธาตุศรีจอมทองใน พ.ศ. ๒๔๖๒ ซึ่งจัด ๗ วัน ๗ คืน มีพระภิกษุสามเณรกว่า ๕๐๐ รูปจากกว่า ๗๐ วัดมาร่วม และงานฉลองวิหารหลวงวัดพระสิงห์ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ ที่ ครูบาศรีวิชัย เป็นประธานสร้าง

ทุกวันนี้รำลึกถึงพระองค์อย่างไร

ศราวุธ จันทร์ขำ (๒๕๖๘) บันทึกว่าที่เชียงใหม่มีงานรำลึก ๒ วันทุกปี ที่พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์

  • ๒๖ สิงหาคม วันคล้ายวันประสูติ
  • ๘–๙ ธันวาคม วันพระราชชายาเจ้าดารารัศมี (วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์)

สถาบันการศึกษาหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยพะเยา ยังสอนและสร้างสรรค์การแสดง "แบบพระราชชายาเจ้าดารารัศมี" สืบมา

สรุป

  • เจ้าดารารัศมี เป็นพระธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๗ ประสูติ พ.ศ. ๒๔๑๖ และเป็นพระราชชายาในรัชกาลที่ ๕
  • ทรงรวบรวมอัฐิบรรพชนไว้ที่ กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ วัดสวนดอก และอัญเชิญพระอัฐิพระบิดาขึ้นยอด ดอยอินทนนท์
  • ทรงฟื้นฟูและจัดระเบียบ ฟ้อน ดนตรี และละคร ของล้านนา เช่น ฟ้อนเล็บ ระบำซอ และละครน้อยไจยา
  • ทรงทำ สวนเจ้าสบาย ที่พระตำหนักดาราภิรมย์ แม่ริม และสิ้นพระชนม์เมื่อ ๙ ธันวาคม ๒๔๗๖

ค้นคำล้านนาที่เกี่ยวกับเจ้านายและราชสำนักเพิ่มเติมได้ใน พจนานุกรมมรดกล้านนา และดูฟ้อนเล็บในงานบุญของชาวบ้านได้ที่บทความ ปอยหลวง

แหล่งอ้างอิง

ค้นหาคำว่า "กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา

🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 11 คำ จำได้แค่ไหน?

บทความที่เกี่ยวข้อง

แจ่งกะต๊ำ มุมกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ ก่อด้วยอิฐสะท้อนเงาในคูเมือง

พระเจ้ากาวิละ: ผู้ฟื้นเมืองเชียงใหม่ยุคเก็บผักใส่ซ้า

19 พฤษภาคม 2569 · วัฒนธรรม

พระเจ้ากาวิละคือเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์แรกแห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน ผู้ฟื้นเมืองเชียงใหม่ที่ร้างจากสงคราม อ่านยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง แล…

ลำธารน้ำตกห้วยแก้วเชิงดอยสุเทพในฤดูฝน มีน้ำตกเล็ก ๆ ไหลลงมาระหว่างป่าเขียวครึ้ม

น้อยไจยา: ละครซอรักสามเส้าจากคุ้มเจ้าดารารัศมี สู่เพลงคำเมือง

12 ตุลาคม 2569 · วรรณกรรม

น้อยไจยา (น้อยใจยา, น้อยไชยา) คือละครซอของท้าวสุนทรพจนกิจที่เจ้าดารารัศมีทรงผูกเรื่อง อ่านเรื่องย่อน้อยไจยากับแว่นแก้ว ที่มาของชื่อ และเส้น…

ช่างฟ้อนหญิงสวมเล็บโลหะยาวทุกนิ้ว เสื้อขาว ผ้าคาดแดง และทัดดอกไม้ ขณะฟ้อนเล็บที่เชียงใหม่

ฟ้อนล้านนา: ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน และฟ้อนเจิง ต่างกันอย่างไร

3 มีนาคม 2569 · วัฒนธรรม

ฟ้อนล้านนามีหลายแบบ อ่านความต่างของฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน และฟ้อนเจิง ที่มาจากคุ้มเจ้าหลวงและศิลปะการต่อสู้ วงตึ่งโนง ช่างฟ้อน และคำเมืองจากพจน…

เจดีย์เจ็ดยอดของวัดเจ็ดยอด เชียงใหม่ อาคารศิลาแลงประดับปูนปั้น มียอดแหลมหลายยอด ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่

พระเจ้าติโลกราช: ยุคทองของล้านนา และสังคายนาที่วัดเจ็ดยอด

15 กุมภาพันธ์ 2569 · วัฒนธรรม

พระเจ้าติโลกราชคือกษัตริย์ราชวงศ์มังรายผู้นำล้านนาสู่ยุคทอง อ่านเรื่องท้าวลกผู้ชิงราชสมบัติ ศึกกับอยุธยา สังคายนาที่วัดเจ็ดยอด และการขยายเจ…

↑

↑ ↓ เลือก · Enter เปิด · Esc ปิด