
ภาพ: Unknown author / Wikimedia Commons (Public domain)
ล้านนากับโปรตุเกส: ทหารรับจ้างและปืนไฟ
ล้านนากับโปรตุเกส ไม่เคยมีสถานทูตหรือสัญญาการค้าต่อกันโดยตรง แต่ทั้งสองพบกันผ่านสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนการสงครามในแผ่นดินนี้ไปตลอด นั่นคือ ปืน ปืนฯ (คำเมืองอ่านว่า ปื๋น) ซึ่งพจนานุกรมบอกว่าเรียกอีกอย่างว่า สิ๋นาด ชาวโปรตุเกสเข้ามาในฐานะพ่อค้าและทหารรับจ้าง ถือปืนแบบยุโรปมารับจ้างทั้งในกองทัพอยุธยาและกองทัพพม่า และบางครั้งก็เดินทัพมาถึงหน้าเมืองเชียงใหม่
แต่ปืนไม่ได้มาถึงล้านนาพร้อมชาวโปรตุเกสเป็นครั้งแรก งานวิชาการชี้ว่าตำนานล้านนาเล่าถึงปืนมาก่อนหน้านั้นเกือบร้อยปี โดยมาทางบกจากจีน บทความนี้จึงเล่าเรื่อง สองเส้นทางของปืนไฟ ทางบกกับทางทะเล วางคู่กับเรื่องราวของโลกที่ ล้านนากับโลก
- ก่อนโปรตุเกส: ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เล่าถึงปืนตั้งแต่ราว พ.ศ. ๑๙๕๔ เทคโนโลยีน่าจะมาทางบกจากจีนผ่านยูนนาน
- พ.ศ. ๒๐๕๔ (ค.ศ. ๑๕๑๑): โปรตุเกสยึดมะละกา และส่งทูตคนแรกไปอยุธยา
- พ.ศ. ๒๐๘๑–๒๐๙๒: ทหารรับจ้างโปรตุเกสรบอยู่ทั้งฝ่ายอยุธยาและฝ่ายตองอู
- พ.ศ. ๒๐๘๘–๒๐๘๙: ทัพอยุธยาขึ้นเชียงใหม่สองครั้ง ปินโตอ้างว่ามีชาวโปรตุเกสร่วมทัพ
- คำเมือง: ปื๋น สิ๋นาด สิ๋นาดไฟ อ่ำม๊อก ขี้เฝ่า ลูกปื๋น
เลื่อนดูเรื่องทั้งหมดบนแผนที่ได้ในวิดเจ็ตข้างล่าง เส้นสีเขียวคือทางบกจากจีน เส้นสีน้ำเงินคือทางทะเลของชาวโปรตุเกส และเส้นสีส้มคือทัพที่เดินทางในแต่ละช่วง ทุกช่วงมีแหล่งที่มากำกับ
ก่อนโปรตุเกสมาถึง: ปืนในตำนานล้านนา
Sun Laichen นักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาการแพร่ของเทคโนโลยีการทหารจากจีนสมัยหมิง (๒๐๐๓) เสนอว่าดินปืนและปืนเข้ามาในตอนเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทางบก ผ่านยูนนาน ก่อนที่ชาวยุโรปจะมาทางทะเล สิทธารถ ศรีโคตร (๒๕๕๗) ก็สันนิษฐานเช่นเดียวกันว่าล้านนาได้เทคโนโลยีปืนไฟมาจากจีนผ่านการติดต่อกับยูนนาน
หลักฐานฝ่ายล้านนาที่ทั้งสองยกมาคือ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ Sun Laichen อ้างความในตำนานว่าราว พ.ศ. ๑๙๕๔ (ค.ศ. ๑๔๑๑) ชาว พะเยา พะเยัา (คำเมืองอ่านว่า พะเยา) หล่อปืนใหญ่ทองแดงยิงใส่ทัพอยุธยาที่มาล้อมเมือง เขาเห็นว่านี่เป็นครั้งแรกที่ปืนใหญ่ปรากฏในเอกสารล้านนา

ภาพ: Underbar dk / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
ปู่เจ้า ปืนใหญ่ที่หน้าเมืองแพร่
เรื่องที่เล่ากันละเอียดที่สุดคือศึก เมืองแป้ เมิอฯงแระฯพ่ (คำเมืองอ่านว่า เมืองแป้) พ.ศ. ๑๙๘๖ สมัย พระเจ้าติโลกราช ตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าติโลกราชให้พระราชมารดาเป็นแม่ทัพ กองทัพเชียงใหม่มีปืนใหญ่ชื่อ ปู่เจ้า และยิงข่มขวัญจนเมืองแพร่ยอมสวามิภักดิ์ (เรื่องนี้เล่าไว้ใน เมืองแป้ ตามงานของ ภูเดช แสนสา)
ตำนานเล่าต่อว่าผู้ที่รู้วิธียิงปืนปู่เจ้าคือชาวเวียดผู้หนึ่ง เขายิงยอดต้นตาลใกล้ประตูเมืองให้เจ้าเมืองเห็นอานุภาพ Sun Laichen ชี้ว่ารายละเอียดนี้บอกเราว่าความรู้เรื่องปืนเดินทางข้ามแผ่นดินมาหลายทาง ไม่ได้มาจากจีนเพียงทางเดียว
ศึกกับอยุธยา และเจ้าชายที่ต้องปืน
ทั้งตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่และพงศาวดารกรุงเก่าเล่าตรงกันว่า พระอินทราชา แห่งอยุธยาต้องปืนที่พระพักตร์ในศึกกับพระเจ้าติโลกราช แต่ให้ปีต่างกัน ฝ่ายล้านนาว่าเกิดใน พ.ศ. ๒๐๐๐ ฝ่ายอยุธยาว่า พ.ศ. ๒๐๐๖ (Sun ๒๐๐๓; สิทธารถ ๒๕๕๗) ตำนานล้านนาเรียกอาวุธนั้นว่า "ปืนก้อง" ซึ่งสิทธารถชี้ว่ายังไม่แน่ชัดว่าเป็นปืนไฟ หรืออาวุธยิงชนิดอื่นอย่างธนูหรือหน้าไม้
พ.ศ. ๒๐๕๔: ชาวโปรตุเกสมาถึงทางทะเล
เส้นทางที่สองเริ่มไกลออกไปมาก ปี ค.ศ. ๑๔๙๘ (พ.ศ. ๒๐๔๑) วาสโก ดา กามา แล่นเรือจากโปรตุเกสอ้อมแอฟริกาถึงอินเดีย เปิดเส้นทางทะเลระหว่างยุโรปกับเอเชีย อีกสิบกว่าปีต่อมา ใน ค.ศ. ๑๕๑๑ (พ.ศ. ๒๐๕๔) โปรตุเกสยึดเมืองท่า มะละกา ศูนย์กลางการค้าเครื่องเทศของช่องแคบ
ปีเดียวกันนั้น อัลบูเคิร์กส่ง ดูอาร์เต เฟอร์นันเดส ขึ้นไปเฝ้าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ที่อยุธยา Wood (๑๙๒๖) และ Campos (๑๙๔๐) เล่าตรงกันว่าทูตได้รับการต้อนรับอย่างดี และกลับไปพร้อมทูตสยาม ชาวโปรตุเกสเดินทางด้วยเรือใบเดินสมุทร คำเมืองเรียกเรือเดินทะเลแบบจีนว่า สะเปา สเพัา (คำเมืองอ่านว่า สะเปา) คือสำเภา แต่เรือของชาวโปรตุเกสเป็นเรือแบบยุโรปอย่างในภาพหัวเรื่อง

ภาพ: Gryffindor / Wikimedia Commons (CC BY-SA 3.0)
สัญญากับอยุธยา และตำราพิชัยสงคราม
ต่อมา ดูอาร์เต โกเอลโญ ทำสัญญากับอยุธยา Wood และสิทธารถให้ปี พ.ศ. ๒๐๕๙ (ค.ศ. ๑๕๑๖) ส่วน Campos ให้ พ.ศ. ๒๐๖๑ (ค.ศ. ๑๕๑๘) ตามสัญญานี้ชาวโปรตุเกสได้สิทธิ์ค้าขายและพำนักในอยุธยาและเมืองท่าทางใต้ Campos ระบุว่าเป็นการแลกกับการที่โปรตุเกสส่ง ปืนและกระสุน ให้สยาม
ทั้ง Wood และ Campos บันทึกว่าใน พ.ศ. ๒๐๖๑ อยุธยาจัดระบบการเกณฑ์ไพร่พลเข้ากองทัพใหม่ และออกตำราว่าด้วยการรบ ซึ่งต้นฉบับสูญไปแล้ว สิทธารถอธิบายว่าตำราพิชัยสงครามฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นใหม่ให้เข้ากับการใช้ปืนไฟและวิธีรบแบบที่ได้จากชาวโปรตุเกส
ศึกริมแม่น้ำวัง: เมื่อการรบกับล้านนาเปลี่ยนไป
ช่วงเดียวกับที่อยุธยาติดต่อกับโปรตุเกส สงครามระหว่างอยุธยากับเชียงใหม่ก็ยังดำเนินอยู่ Wood และ Campos สรุปจากเอกสารฝ่ายอยุธยาว่า หลังทัพเชียงใหม่ลงไปถึงสุโขทัยและกำแพงเพชร สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ยกทัพขึ้นมาถึง ลำปาง ลำพางฯ (คำเมืองอ่านว่า ลำปาง) ใน พ.ศ. ๒๐๕๘ (ค.ศ. ๑๕๑๕) และรบกันที่ริมแม่น้ำวัง
ชาวโปรตุเกสมีส่วนในศึกนี้หรือไม่ แหล่งข้อมูลพูดไม่เท่ากัน Wood เขียนอย่างระวังว่าความช่วยเหลือของพันธมิตรชาวโปรตุเกส อาจ มีส่วนในชัยชนะของฝ่ายอยุธยา ส่วน Campos เชื่อว่าอยุธยามีปืนจำนวนมากและครูฝึกชาวโปรตุเกสแล้ว ข้อนี้จึงควรอ่านเป็นข้อสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว อ่านเรื่องเมืองลำปางต่อได้ที่ ลำปาง เขลางค์นคร
ทหารรับจ้างสองฝั่ง: อยุธยา ตองอู และชาวโปรตุเกส
ถึงทศวรรษ ๑๕๓๐ ชาวโปรตุเกสในสยามมีมากขึ้น Wood เล่าว่าใน พ.ศ. ๒๐๘๑ (ค.ศ. ๑๕๓๘) สมเด็จพระไชยราชาธิราชจ้างชาวโปรตุเกส ๑๒๐ คนเป็นกองรักษาพระองค์ และให้สอนการใช้ปืนแก่ ตะหาน ตหานฯ (คำเมืองอ่านว่า ตะหาน) คือทหาร ทหารอาสากลุ่มนี้ร่วมรบที่เชียงกราน เมืองชายแดนใกล้เมาะลำเลิง และได้รับรางวัล สิทธารถเล่าตรงกันว่าจากศึกนี้ชาวโปรตุเกสได้ที่ดินตั้ง หมู่บ้านโปรตุเกส และสร้างโบสถ์ในอยุธยา
อีกฟากหนึ่ง Britannica บันทึกว่า พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ แห่งตองอูใช้ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสยึดเมาะตะมะและเมาะลำเลิงใน ค.ศ. ๑๕๔๑ (พ.ศ. ๒๐๘๔) และ Wood ก็ว่ากษัตริย์พม่ามีชาวโปรตุเกสในราชการจำนวนมาก Wood บรรยายทหารรับจ้างยุคนั้นไว้ประโยคเดียวว่า
ชาวโปรตุเกสในยุคนั้น "พร้อมรบให้ใครก็ได้ กับใครก็ได้" (W.A.R. Wood, A History of Siam, ๑๙๒๖)
เมื่อทัพตองอูล้อมกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๒๐๙๒ (ค.ศ. ๑๕๔๙) Campos บันทึกว่าปืนใหญ่บนป้อมรอบกรุงมีชาวโปรตุเกสราว ๖๐ คนเป็นผู้ยิง ขณะที่ในกองทัพพม่าก็มีพลปืนชาวโปรตุเกสเช่นกัน สงครามในแผ่นดินใหญ่ยุคนั้นจึงมีชาวโปรตุเกสอยู่ทั้งในเมืองและนอกเมือง
พ.ศ. ๒๐๘๘–๒๐๘๙: ทัพอยุธยาที่เชียงใหม่ และบันทึกของปินโต
ช่วงนั้น เจียงใหม่ ชยฯงไห่มฯ (คำเมืองอ่านว่า เจียงใหม่) มีปัญหาการสืบราชสมบัติ Wood เล่าตามตำนานฝ่ายเชียงใหม่ว่า สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จขึ้นเชียงใหม่ใน พ.ศ. ๒๐๘๘ ครั้งแรกเจ้านางผู้สำเร็จราชการเชียงใหม่ต้อนรับอย่างไมตรี ครั้งที่สองในปีต่อมามีการรบที่ลำพูนและเชียงใหม่ ก่อนที่ทัพอยุธยาจะถอยกลับลงไป Campos ก็บันทึกว่าการรบกับเชียงใหม่ช่วง ค.ศ. ๑๕๔๕–๑๕๔๖ เป็นศึกค่อนข้างหนัก
ชาวโปรตุเกสอยู่ในทัพนี้หรือไม่ ผู้ที่อ้างว่าอยู่คือ แฟร์เนา เมนเดส ปินโต นักผจญภัยชาวโปรตุเกสผู้เขียนหนังสือ Peregrinação ตามคำแปลที่นิตยสารศิลปวัฒนธรรมยกมา ปินโตเล่าว่าพระเจ้าแผ่นดินสยามทรงชวนชาวต่างชาติให้อาสาร่วมทัพ และสัญญาว่าจะให้สร้างโบสถ์ได้ ชาวโปรตุเกส ๑๒๐ คนจากทั้งหมด ๑๓๐ คนจึงไปร่วมสงครามที่เชียงใหม่ ปินโตเรียกเมืองนี้ว่า Chiammay
ล้านนาในสายตาเอกสารโปรตุเกส
ชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่ไม่เคยขึ้นมาถึงล้านนา พวกเขารู้จักล้านนาจากคำบอกเล่าในอยุธยาและเมืองท่า จอห์น วิลลิเยร์ส (๑๙๙๘) อธิบายว่า ฌูเอา ดึ บารุช (João de Barros) นักประวัติศาสตร์ราชสำนักโปรตุเกส เขียนว่า Chiamay (เชียงใหม่) เป็นเมืองหลักของแคว้นที่เขาเรียกว่า Jangama และกล่าวถึง Chancray (เชียงราย) แต่การสะกดชื่อเมืองของบารุชไม่คงที่ วิลลิเยร์สจึงเตือนให้ใช้เป็นหลักฐานอย่างระวัง
Campos (๑๙๔๐) ชี้อีกข้อหนึ่งว่า บารุชนับเชียงใหม่และล้านช้างเป็นเมืองขึ้นของสยาม ทั้งที่ในเวลานั้นเป็นแคว้นอิสระ เพราะชาวโปรตุเกสฟังเรื่องมาจากอยุธยา ภาพของล้านนาในเอกสารยุโรปยุคแรกจึงเป็นภาพที่มองจากเมืองท่าทางใต้ ชื่อล้านนาเองปรากฏบนแผนที่ยุโรปมาก่อนหน้านั้นแล้ว ดังที่เล่าไว้ใน ล้านนา

ภาพ: Fernão Vaz Dourado (1520 — c. 1580) / Wikimedia Commons (Public domain)
พ.ศ. ๒๑๐๑ และหลังจากนั้น: ปืนในยุคตองอู
ใน พ.ศ. ๒๑๐๑ (ค.ศ. ๑๕๕๘) กองทัพ พระเจ้าบุเรงนอง ได้เชียงใหม่ และล้านนาเป็นประเทศราชของหงสาวดี ดังที่เล่าไว้ใน ล้านนาสมัยพม่าปกครอง Britannica บันทึกว่าพระเจ้าบุเรงนองใช้ทหารรับจ้างและปืนใหญ่ของโปรตุเกสในสงครามของพระองค์ แต่แหล่งข้อมูลที่เราพบ ไม่ได้ระบุ ว่ามีชาวโปรตุเกสร่วมในศึกเชียงใหม่ครั้งนี้ บทความนี้จึงไม่สรุปเกินกว่านั้น
ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสบางคนถึงกับตั้งตัวเป็นใหญ่ ฟิลิเป เด บริโต ได้ครองเมืองท่าสิเรียม ปากแม่น้ำใกล้ย่างกุ้ง The Irrawaddy (๒๐๑๔) ว่าตั้งแต่ ค.ศ. ๑๕๙๙ ส่วน Wood ว่าเขาถูกส่งมาใน ค.ศ. ๑๖๐๒ แล้วค่อย ๆ ตั้งตัวเป็นเจ้าเมือง เดือนเมษายน ค.ศ. ๑๖๑๓ (พ.ศ. ๒๑๕๖) ทัพ พระเจ้าอนอคเพตลุน แห่งอังวะยึดสิเรียมคืน Britannica บันทึกว่าราชวงศ์ตองอูกลับมารวมพม่าได้อีกครั้งในราวปีนั้น
ปีต่อมา พ.ศ. ๒๑๕๗ พระเจ้าอนอคเพตลุนยกทัพมาจัดระเบียบล้านนาใหม่ และให้เจ้าเมือง เมืองน่าน เมิอฯงนาฯ่นฯ (คำเมืองอ่านว่า เมืองน่าน) ขึ้นครองเชียงใหม่ ตามที่ลัดดาวัลย์ แซ่เซียว, Kirigaya และ Wood ระบุตรงกัน เรื่องของล้านนาหลังจากนี้เล่าต่อใน ล้านนาสมัยพม่าปกครอง
ร่องรอยของยุคนี้อยู่ในถ้อยคำด้วย ตำนานล้านนาเรียกปืนใหญ่ว่า อ่ำม๊อก อํามัอฯก (คำเมืองอ่านว่า อ่ำม๊อก) ซึ่งพจนานุกรมให้ความหมายว่า "ปืนใหญ่โบราณลำกล้องสั้น" และเรียกได้อีกว่า ม๊อก หรือ อะม๊อก ส่วนคำว่า สิ๋นาด สินาฯดฯ (คำเมืองอ่านว่า สิ๋นาด) พจนานุกรมให้ความหมายว่า "ปืน" และเขียนว่า สีนาด ก็ได้
ที่มาของคำทั้งสองยังมีคำอธิบายต่างกัน Sun Laichen (๒๐๐๓) เห็นว่าคำเรียกปืนเหล่านี้ในตำนานเชียงใหม่และน่านเป็นคำที่มากับยุคที่พม่าปกครองล้านนา ส่วนสิทธารถ (๒๕๕๗) อธิบายว่า "สีนาศ" มาจากคำว่า สีหนาท ที่แปลว่าเสียงดังกึกก้อง ใช้ขยายคำว่าปืนให้รู้ว่าเป็นปืนไฟที่มีเสียงดัง บทความนี้เสนอทั้งสองความเห็นไว้คู่กัน
ปืนคาบชุดทำงานอย่างไร
ปืนที่ชาวโปรตุเกสนำมาเป็น ปืนคาบชุด (matchlock) ซึ่ง Britannica อธิบายว่ามีแขนรูปตัว S เรียก นกสับ หนีบ สายชนวน คือเชือกชุบดินประสิวที่คุไฟได้นาน เมื่อเหนี่ยวไก นกสับจะกดสายชนวนลงบน จานชนวน ข้างลำกล้อง ไฟแลบผ่านรูชนวนเข้าไปจุดดินปืนในลำกล้อง
คำเมืองมีคำสำหรับทุกส่วนของเรื่องนี้ ดินปืนเรียกว่า ขี้เฝ่า ขี้เฝัา (คำเมืองอ่านว่า ขี้เฝ่า) กระสุนเรียกว่า ลูกปื๋น ลูกปืนฯ (คำเมืองอ่านว่า ลูกปื๋น) การเล็งปืนเรียกว่า แนปื๋น แนปืนฯ (คำเมืองอ่านว่า แนปื๋น) ส่วนปืนไฟเรียกว่า สิ๋นาดไฟ สินาฯดฯไฟ (คำเมืองอ่านว่า สิ๋นาดไฟ)
พจนานุกรมให้ความหมายของสิ๋นาดไฟว่า "ปืนไฟ, ปืนคาบศิลา" ปืนคาบศิลา (flintlock) เป็นปืนรุ่นหลังที่ใช้หินเหล็กไฟจุดชนวนแทนสายชนวน Britannica อธิบายว่าปัญหาใหญ่ของปืนคาบชุดคือต้องคอยให้สายชนวนคุไฟอยู่ตลอดเวลา จึงมีการคิดปืนแบบล้อหมุนและปืนคาบศิลาตามมา
ลองบรรจุปืนคาบชุดเองได้ในวิดเจ็ตข้างล่าง แตะขั้นตอนให้ถูกลำดับ ตั้งแต่เทดินปืนจนถึงเหนี่ยวไก แล้วจะเห็นว่าทำไมพลปืนต้องฝึก และทำไมทหารรับจ้างที่ใช้ปืนเป็นจึงมีค่าในสายตากษัตริย์ทุกฝ่าย

ภาพ: The Smithsonian Institution / Wikimedia Commons (Public domain)
คำเมืองเรื่องปืน: จากสนามรบถึงบอกไฟ
คำเมืองเรื่องปืนไม่ได้อยู่แค่ในตำนานสงคราม คำว่า เสิ๋ก เสิกฯ (คำเมืองอ่านว่า เสิ๋ก) ที่พจนานุกรมแปลว่า "การรบ, ศึก" ยังใช้ในถ้อยคำเก่า และดินปืนก็ถูกใช้ในงานบุญมากกว่าในสนามรบเสียอีก
| คำเมือง | อักษรล้านนา | ความหมายตามพจนานุกรม |
|---|---|---|
| ปื๋น | ปืนฯ | ปืน อาวุธที่ยิงลูกออกจากลำกล้อง สินาด ก็ว่า |
| สะโป้ก | สโพกฯ | ดินปืนบรรจุในกระบอกไม้ไผ่ เมื่อจุดจะมีเสียงดังมาก |
| บอกไฟขึ้น | บอฯกไฟขึ้นฯ | บ้องไฟ กระบอกอัดดินปืน (เฝ่า) ใช้ไม้ไผ่ยาวทั้งลำเป็นหาง |
| ข่ามปื๋น | ข่ามฯปืนฯ | ปืนยิงไม่ออก ข่ามสีนาด ก็ว่า |
| คาถาข่ามสีนาด | คาฯถาข่ามฯสีนาฯดฯ | คาถาเสกเป่าเพื่อให้อยู่ยงคงกระพันจากอาวุธปืน |
สะโป้ก และ บอกไฟขึ้น คือดินปืนในกระบอกไม้ไผ่ ที่คนล้านนาจุดในงานบุญ อ่านคำเรียกบอกไฟชนิดต่าง ๆ ได้ที่ คำศัพท์ยี่เป็ง และบอกไฟในพิธีศพที่ งานศพล้านนา
ส่วน ข่ามปื๋น และ คาถาข่ามสีนาด บอกเราถึงความเชื่อเรื่องความคงกระพัน พจนานุกรมบันทึกว่าเป็นคาถาที่ผู้คนเชื่อว่าทำให้ปืนยิงไม่ออก ความเชื่อนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีคิดของคนรุ่นก่อนที่อยู่กับสงคราม พจนานุกรมยังบันทึกความเชื่อคู่กันเรื่องตีนซิ่นกับปืน ซึ่งเล่าไว้ใน ซิ่นตีนจก
ร่องรอยที่ยังเห็นได้วันนี้
ที่อยุธยายังมี หมู่บ้านโปรตุเกส Wood เขียนไว้ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๒๖ ว่าซากบ้านและโบสถ์ที่พระไชยราชาธิราชพระราชทานแก่ชาวโปรตุเกสยังเห็นได้ ศิลปวัฒนธรรมรายงานว่ากรมศิลปากรขุดแต่งพื้นที่นี้ร่วมกับมูลนิธิกุลเบงเกียนของโปรตุเกส พบซากโบสถ์และโครงกระดูกจำนวนมาก แม้นักวิชาการยังถกเถียงกันว่าโบสถ์นั้นเป็นของคณะนักบวชคณะใด วันนี้เป็นโบราณสถานที่เปิดให้ชม

ภาพ: แอนเดอร์สัน / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
ส่วนในล้านนา ร่องรอยของยุคนี้ไม่ได้อยู่ในอาคาร แต่อยู่ในตำนานและถ้อยคำ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ยังเล่าเรื่องปืนปู่เจ้าที่หน้าเมืองแพร่ ตำนานเมืองลำปางเล่าว่าหนานทิพย์ช้างใช้ปืนกู้เมือง (อ่านใน ลำปาง เขลางค์นคร) และพจนานุกรมยังเก็บคำอย่างสิ๋นาด อ่ำม๊อก และขี้เฝ่าไว้ให้คนรุ่นหลังอ่านเอกสารเก่าเข้าใจ
เข้าใจผิดบ่อย: แหล่งข้อมูลบอกอะไร
"ปืนมาถึงล้านนาพร้อมชาวโปรตุเกส" แหล่งข้อมูลบอกว่าตำนานล้านนาเล่าถึงปืนตั้งแต่ราว พ.ศ. ๑๙๕๔ เกือบร้อยปีก่อนชาวโปรตุเกสจะมาถึงอยุธยา และนักวิชาการรุ่นหลังเห็นว่าเทคโนโลยีนี้มาทางบกจากจีน สิ่งที่ชาวโปรตุเกสนำมาคือปืนแบบยุโรป พลปืนที่ชำนาญ และวิธีรบแบบใหม่ แม้จะมีนักวิชาการรุ่นเก่าอย่าง Campos ที่สงสัยหลักฐานฝ่ายล้านนา
"โปรตุเกสเคยปกครองหรือยึดล้านนา" แหล่งข้อมูลไม่มีที่ใดบอกเช่นนั้น ชาวโปรตุเกสเข้ามาเป็นพ่อค้าและทหารรับจ้างของกษัตริย์ฝ่ายต่าง ๆ ฐานที่มั่นของพวกเขาในภูมิภาคนี้อยู่ที่เมืองท่า เช่น มะละกา และสิเรียมในช่วงสั้น ๆ ไม่เคยขึ้นมาถึงดินแดนตอนใน
"ปินโตเห็นศึกเชียงใหม่ด้วยตาตัวเอง และเล่าได้แม่นยำ" Wood ชี้ว่าลำดับเวลาของปินโตขัดกันเอง เขาบอกว่าอยู่ในสยามช่วง ค.ศ. ๑๕๔๐–๑๕๔๕ แต่ก็อ้างว่าร่วมทัพครั้งที่สอง และตัวเลขกองทัพของเขาเกินจริงมาก Campos ก็ยอมรับว่าตัวเลขคนและช้างในบันทึกโปรตุเกสยุคนั้นเกินจริง บันทึกของปินโตจึงบอกได้ว่ามีเรื่องเล่าของชาวโปรตุเกสเกี่ยวกับศึกนี้ แต่ไม่ใช่หลักฐานรายละเอียดของสงคราม
"ชาวโปรตุเกสอยู่ข้างเดียว" แหล่งข้อมูลบอกว่ามีชาวโปรตุเกสรับจ้างอยู่ทั้งฝ่ายอยุธยาและฝ่ายตองอู บางครั้งในศึกเดียวกัน ทหารรับจ้างยุคนั้นทำงานให้ผู้ที่จ้าง ไม่ได้รบในนามของประเทศโปรตุเกส
สรุป
- ล้านนากับโปรตุเกส พบกันผ่านสงครามและปืน ไม่ใช่ผ่านการทูตหรือการค้าโดยตรง
- ปืนมาถึงแผ่นดินรอบล้านนาสองทาง ทางบกจากจีนผ่านยูนนาน (ตำนานล้านนาเล่าถึงปืนตั้งแต่ราว พ.ศ. ๑๙๕๔) และทางทะเลกับชาวโปรตุเกสหลัง พ.ศ. ๒๐๕๔
- ทหารรับจ้างโปรตุเกสรบให้ทั้งอยุธยาและตองอู ปินโตอ้างว่ามีชาวโปรตุเกสในทัพอยุธยาที่ขึ้นมาเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๐๘๘–๒๐๘๙ แต่บันทึกของเขาต้องอ่านอย่างระวัง
- คำเมืองเก็บเรื่องนี้ไว้ในถ้อยคำ เช่น ปื๋น สิ๋นาด สิ๋นาดไฟ อ่ำม๊อก ขี้เฝ่า ลูกปื๋น และแนปื๋น
- เมื่อแหล่งข้อมูลไม่ตรงกัน บทความนี้บอกทั้งสองฝ่าย และไม่สรุปเกินกว่าที่หลักฐานบอก
ค้นคำว่า สิ๋นาด และ ขี้เฝ่า ได้ในพจนานุกรมมรดกล้านนา แล้วอ่านเรื่องล้านนาในยุคต่อมาที่ ล้านนาสมัยพม่าปกครอง
บทความนี้เป็นตอนหนึ่งของชุด ล้านนากับโลก ซึ่งวางเรื่องของล้านนาคู่กับประวัติศาสตร์โลก เริ่มอ่านจากบทความหลัก ล้านนากับโลก: ประวัติศาสตร์มนุษย์ และที่ทางของล้านนา แล้วดูยุคเดียวกันในเส้นเวลาคู่ขนานได้ที่นั่น
📚 อ่านต่อ: ล้านนา: ชื่อนี้มาจากไหน และ ๗๐๐ ปีของแผ่นดินล้านนา · พระเจ้าติโลกราช · เมืองแป้
แหล่งอ้างอิง
- พจนานุกรมมรดกล้านนา: สิ๋นาด · สิ๋นาดไฟ · อ่ำม๊อก · ขี้เฝ่า · ลูกปื๋น · แนปื๋น
- บทความของมรดกล้านนา: ล้านนากับโลก · ล้านนาสมัยพม่าปกครอง · เมืองแป้ (ศึกเมืองแพร่ พ.ศ. ๑๙๘๖ ตามงานของ ภูเดช แสนสา) · พระเจ้าติโลกราช · ลำปาง เขลางค์นคร
- Sun Laichen. (2003). Military Technology Transfers from Ming China and the Emergence of Northern Mainland Southeast Asia (c. 1390–1527). Journal of Southeast Asian Studies 34(3): 495–517. อ่านฉบับแปลภาษาสเปน: Transferencias de tecnología militar desde la China Ming…. Revista Universitaria de Historia Militar 10(21), 2021
- สิทธารถ ศรีโคตร. (๒๕๕๗). นวัตกรรมทางทหารในสมัยกรุงศรีอยุธยาอันเป็นผลมาจากการติดต่อกับโปรตุเกส. วารสารยุโรปศึกษา ๒๒(๒)
- Campos, Joaquim de. (1940). Early Portuguese Accounts of Thailand. Journal of the Siam Society 32(1)
- Villiers, John. (1998). Portuguese and Spanish Sources for the History of Ayutthaya in the Sixteenth Century. Journal of the Siam Society 86
- Wood, W.A.R. (1926). A History of Siam. บทที่ ๗ · บทที่ ๑๑. ห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ
- ศิลปวัฒนธรรม. เปิดบันทึกนักแสวงโชคชาวโปรตุเกส มองกษัตริย์สยาม ถึงการเมืองสมัยพระชัยราชาธิราช · สมมติฐานใหม่ที่ "บ้านโปรตุเกส" วัดโดมินิกัน
- Britannica: Vasco da Gama · Melaka · Tabinshwehti · Bayinnaung · Myanmar: the unification of Myanmar · Syriam · Sengoku period · Ōsumi Archipelago · flashpan · serpentine · slow match
- UNESCO World Heritage: Monastery of the Hieronymites and Tower of Belém in Lisbon · Melaka and George Town
- Yan Pai. (2014). Forgotten, but Not Gone. The Irrawaddy
- The Metropolitan Museum of Art: Matchlock Gun (Japanese)
ฝึกคำจากบทความนี้
ลองเล่นบัตรคำ 19 คำจากบทความนี้ จำคำล้านนาให้แม่นขึ้น
ค้นหาคำว่า "สิ๋นาด" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา
🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 19 คำ จำได้แค่ไหน?


