มรดกล้านนา

🌐 Read in English

ภาพเขียนบนฉากพับสีทองสมัยศตวรรษที่ ๑๗ เป็นเรือสำเภาญี่ปุ่นลำใหญ่ ใบเรือสีเขียวและขาว มีลูกเรือยืนเต็มดาดฟ้า แล่นบนคลื่นทะเล

ภาพ: Unknown Japanese artist / Wikimedia Commons (Public domain)

ล้านนากับญี่ปุ่น: จากเรือสำเภาถึง พ.ศ. ๒๔๘๔

ล้านนากับญี่ปุ่น ไม่เคยมีพรมแดนติดกัน แต่เรื่องของสองแผ่นดินนี้แตะกันสองครั้งใหญ่ ครั้งแรกเกิดอ้อม ๆ ผ่านเมืองท่าอยุธยา ในยุคที่เรือสำเภาญี่ปุ่นแล่นข้ามทะเลมาค้าขาย ซึ่งคำเมืองเรียกเรือเดินทะเลแบบนี้ว่า สะเปา สเพัา (คำเมืองอ่านว่า สะเปา) ครั้งที่สองเกิดขึ้นกลางเมืองเชียงใหม่ ลำปาง และแม่ฮ่องสอน เมื่อทหารญี่ปุ่นเข้ามาประจำในภาคเหนือระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๘๔–๒๔๘๘)

บทความนี้เป็นตอนหนึ่งของชุด ล้านนากับโลก เล่าเรื่องทั้งสองยุคอย่างเป็นกลาง จากงานวิจัย เอกสารของรัฐบาลญี่ปุ่น และความทรงจำของคนในพื้นที่ที่นักวิชาการบันทึกไว้ เรื่องสงครามเล่าเพื่อให้เข้าใจและระลึกถึงผู้คน ไม่ใช่เพื่อชื่นชมการรบ

สเพัา
สะเปา
น.สำเภา - ชื่อเรือเดินทะเลแบบจีน แล่นด้วยใบ ว.ต่ำ,เตี้ย
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →
ℹ️ ข้อมูล
ล้านนากับญี่ปุ่นโดยย่อ
- ค.ศ. ๑๔๒๕–๑๕๗๐ เรือจากริวกิว (โอกินาวา) แวะอยุธยา ๕๗ ลำ ล้านนายังเป็นอาณาจักรอิสระ
- ค.ศ. ๑๖๐๔–๑๖๑๖ เรือตราแดงญี่ปุ่นมุ่งมาสยาม ๓๖ ลำ ชาวญี่ปุ่นตั้งหมู่บ้านที่อยุธยา ล้านนาอยู่ใต้อำนาจพม่า
- ค.ศ. ๑๘๘๗ (พ.ศ. ๒๔๓๐) สยามกับญี่ปุ่นลงนามปฏิญญาว่าด้วยทางไมตรีและการค้า
- พ.ศ. ๒๔๘๔–๒๔๘๘ (ค.ศ. ๑๙๔๑–๑๙๔๕) ทหารญี่ปุ่นประจำภาคเหนือ กองทัพพายัพของไทยตั้งที่ลำปางและเข้าเชียงตุง
- พ.ศ. ๒๕๓๙ (ค.ศ. ๑๙๙๖) ตั้งพิพิธภัณฑ์ที่ขุนยวม ปัจจุบันชื่ออนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย–ญี่ปุ่น

ลองเลื่อนดูทีละช่วง

วิดเจ็ตด้านล่างพาไปดู ๑๔ ช่วงเวลาบนแผนที่สองแบบ แผนที่ทะเลสำหรับยุคเรือสำเภา และแผนที่ภาคเหนือสำหรับช่วงสงคราม กดแท็บยุค เลื่อนแถบ หรือกด ▶ ให้เล่นเอง แต่ละช่วงมีคำเมืองจากพจนานุกรม แหล่งที่มา และทางไปบทความที่เกี่ยวข้อง ท้ายวิดเจ็ตมีคำถามจริงหรือไม่ ๕ ข้อให้ลองตอบ

ยุคเรือสำเภา: ญี่ปุ่นกับอยุธยา

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับสยามเก่าแก่กว่าที่หลายคนคิด ทั้งปาฐกถาของเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น Kyoji Komachi (ค.ศ. ๒๐๑๐) และบทความของ Sakesit Paksee ใน ThaiJO (๒๕๕๘) อ้างบันทึกเดียวกันว่า ใน ค.ศ. ๑๓๘๘ ลูกเรือจากอยุธยาที่ถือของกำนัลไปถวายกษัตริย์เกาหลีได้พักอยู่ในญี่ปุ่นราวหนึ่งปี

ในศตวรรษต่อมา ริวกิว ซึ่งคือโอกินาวาวันนี้ เป็นคนกลางการค้าทางทะเล ปาฐกถาเดียวกันเล่าว่าระหว่าง ค.ศ. ๑๔๒๕–๑๕๗๐ ริวกิวส่งเรือไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ราว ๑๕๐ ลำ ในจำนวนนี้ไปอยุธยาถึง ๕๗ ลำ มากกว่าเมืองท่าอื่นใด สินค้าอย่าง ดาบญี่ปุ่น เป็นของที่ราชสำนักสยามชอบ ช่วงเวลานั้นล้านนายังเป็นอาณาจักรอิสระ ตรงกับยุคของ พระเจ้าติโลกราช

เรือตราแดง และหมู่บ้านญี่ปุ่นที่อยุธยา

หลัง ค.ศ. ๑๖๐๐ รัฐบาลโชกุนตระกูลโทกูงาวะออกใบอนุญาตประทับตราสีแดงให้เรือที่จะออกไปค้าต่างประเทศ งานของ Yoneo Ishii ในวารสารสยามสมาคม (ค.ศ. ๑๙๗๑) นับได้ว่าระหว่าง ค.ศ. ๑๖๐๔–๑๖๑๖ มีเรือที่มุ่งมาสยามได้ใบอนุญาตนี้ ๓๖ ลำ มากกว่าเรือที่ไปประเทศอื่นใดในช่วงเดียวกัน ภาพเรือบนฉากพับด้านบนของบทความคือเรือแบบนี้ ทั้งสะเปาและ เฮือ เริอฯอ (คำเมืองอ่านว่า เฮือ) ที่แปลว่าเรือ ล้วนเป็นคำที่คนเมืองใช้เรียกพาหนะทางน้ำ

ภาพเขียนแผ่นไม้ถวายวัดของญี่ปุ่น เป็นเรือสำเภาลำใหญ่สามเสากระโดง ใบเรือลายตาราง มีตัวอักษรญี่ปุ่นเขียนกำกับด้านบน
ภาพเขียนเรือตราแดงบนแผ่นไม้ที่ถวายวัด ลงศักราชคันเอ (ค.ศ. ๑๖๓๔) เรือแบบนี้คือเรือที่แล่นมาค้าถึงอยุธยา
ภาพ: Unknown author / Wikimedia Commons (Public domain)

ชาวญี่ปุ่นที่มาค้าขายตั้ง หมู่บ้านญี่ปุ่น อยู่นอกเมืองอยุธยา บทความใน ThaiJO บอกว่าอยู่ทางตะวันตกของหมู่บ้านโปรตุเกส และทางใต้ของหมู่บ้านฮอลันดา ทั้ง Ishii และ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (ที่สถานทูตญี่ปุ่นอ้าง) ประมาณว่ามีคนญี่ปุ่นมากที่สุดราว ๑,๐๐๐–๑,๕๐๐ คน Ishii ยังบอกว่าตัวเลขแปดพันคนในเอกสารญี่ปุ่นบางฉบับเกินจริง

คนญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่บ้านคือ ยามาดะ นางามาสะ สารของรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น (ค.ศ. ๒๐๒๓) เล่าว่าท่านเป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่ได้รับบรรดาศักดิ์สูงจากกษัตริย์อยุธยา เพราะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศ ปาฐกถาของสถานทูตระบุบรรดาศักดิ์ว่า ออกญาเสนาภิมุข

ศาลาไม้หลังคาจั่วเล็ก ๆ ในสวน ภายในมีกล่องไม้เขียนตัวอักษรญี่ปุ่น ข้างกันมีป้ายข้อมูลสีฟ้า
ที่ระลึกในบริเวณหมู่บ้านญี่ปุ่นเก่าที่อยุธยา วันนี้เป็นสวนและพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก
ภาพ: Athulvis / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

แล้วล้านนาอยู่ตรงไหนในเรื่องนี้

ในยุคที่หมู่บ้านญี่ปุ่นรุ่งเรือง ล้านนาอยู่ใต้อำนาจพม่าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๐๑ และเชียงใหม่ก็เป็นเมืองที่อยุธยากับพม่าแย่งกันมีอิทธิพล เรื่องนี้เล่าละเอียดใน ล้านนาสมัยพม่าปกครอง แหล่งข้อมูลที่เราอ่านเล่าถึงชาวญี่ปุ่นที่อยุธยาและเมืองท่า แต่ไม่ได้บันทึกว่าชาวญี่ปุ่นขึ้นไปถึงล้านนาในยุคนั้น สิ่งที่เชื่อมสองเรื่องเข้าหากันจึงเป็นการค้าของอยุธยา ซึ่งเป็นปลายทางของสินค้าป่าจากแผ่นดินตอนในด้วย

การค้ายังเดินต่อแม้ญี่ปุ่นจะปิดประเทศ ปาฐกถาของสถานทูตเล่าว่าสยามส่ง หนังกวางและหนังปลาฉลาม ไปทำเกราะและด้ามดาบซามูไร ส่วนญี่ปุ่นส่งทองแดงมาเป็นสินค้าหลัก บทความใน ThaiJO นับว่าระหว่าง ค.ศ. ๑๖๔๗–๑๗๐๐ มีเรือสยามเข้าท่านางาซากิราว ๑๓๐ ลำ

💡 เกร็ดความรู้
ป๋างเมื่อ… (เวลาเดียวกัน) ราว ค.ศ. ๑๖๑๒ ช่วงที่เรือตราแดงญี่ปุ่นแล่นเข้าอยุธยามากที่สุด คนของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษก็เดินทางขึ้นไปค้าขายที่เชียงใหม่ และใน ค.ศ. ๑๖๖๒ ปีที่ทัพอยุธยาสมัยพระนารายณ์ขึ้นไปได้เชียงใหม่ช่วงสั้น ๆ เรือสยามก็ยังแล่นไปนางาซากิเป็นประจำ คำเมืองเรียก "เมื่อครั้งนั้น" ว่า ป๋างเมื่อ ปางฯเมิ่อฯอ (คำเมืองอ่านว่า ป๋างเมื่อ)

ปฏิญญา ค.ศ. ๑๘๘๗ และชาวญี่ปุ่นรุ่นแรกในเชียงใหม่

หลังญี่ปุ่นปิดประเทศ ความสัมพันธ์ทางการกับสยามเงียบไปนาน จนญี่ปุ่นผ่านการปฏิรูปเมจิใน ค.ศ. ๑๘๖๘ วันที่ ๒๖ กันยายน ค.ศ. ๑๘๘๗ (พ.ศ. ๒๔๓๐) สยามกับญี่ปุ่นลงนาม ปฏิญญาว่าด้วยทางไมตรีและการค้า กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นนับวันนี้เป็นวันเริ่มความสัมพันธ์ทางการทูต ผู้ลงนามฝ่ายสยามคือเสนาบดีว่าการต่างประเทศ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (พระนามในภายหลัง) ระหว่างเสด็จกลับจากอังกฤษ ปีนั้นล้านนายังเป็นประเทศราชของสยาม ดูเรื่องช่วงนี้ต่อได้ที่ ล้านนา

ก่อนสงคราม มีชาวญี่ปุ่นมาทำมาหากินในเชียงใหม่แล้ว บุญเสริม สาตราภัย ช่างภาพและนักบันทึกเมืองเชียงใหม่ (เผยแพร่ในศิลปวัฒนธรรม) เล่าว่าโรงหนังแห่งแรกของเชียงใหม่เป็น โรงหนังญี่ปุ่น ใกล้สี่แยกป่าแพร่ง ตั้งโดยนายทานากะ เจ้าของร้านถ่ายรูปที่เชิง ขัวเหล็ก ข฿วฯเหัลฯก (คำเมืองอ่านว่า ขัวเหล็ก) คือสะพานนวรัฐ โรงหนังฉายทั้งหนังญี่ปุ่นและหนังจีนยุคหนังเงียบ ก่อนเลิกกิจการเพราะขาดทุน

งานวิจัยสองชิ้นที่สัมภาษณ์คนเชียงใหม่รุ่นนั้น คือ วลัยพร กาญจนการุณ และ ธีรัช ปัญโญ (๒๕๕๙) กับ ศตนันท์ ปัญญาอินทร์ (๒๕๖๔) พบร้านของชาวญี่ปุ่นอีกหลายร้าน เช่น ร้านผ้าโทโยเมงกะ ร้านทำฟันนากาโนะ และร้านถ่ายรูปยากิ และในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๔๑ ญี่ปุ่นก็ตั้งสถานกงสุลขึ้นที่เชียงใหม่

พ.ศ. ๒๔๘๔: ญี่ปุ่นเข้าไทย และกองทัพพายัพที่ลำปาง

วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ (ค.ศ. ๑๙๔๑) วันเดียวกับที่ญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ กองทัพญี่ปุ่นยกพลเข้าไทยทั้งทางบกและทางทะเล มีการปะทะกับทหารไทยในหลายจังหวัดภาคใต้ ก่อนรัฐบาลจะยอมให้ผ่านดินแดน แล้วลงนามกติกาสัญญาพันธไมตรีกับญี่ปุ่นเมื่อ ๒๑ ธันวาคม ต่อมาวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา (ศิลปวัฒนธรรม ๒๕๖๔; วลัยพรและธีรัช ๒๕๕๙; Britannica)

กองทัพบกไทยตั้ง กองทัพพายัพ ขึ้นรับผิดชอบชายแดนด้านพม่า ศิลปวัฒนธรรม (อ้าง ปรัชญกรณ์ ลครพล ๒๕๖๔) บอกว่ากองบัญชาการอยู่ที่สถานกงสุลอังกฤษเดิมในจังหวัด ลำปาง ลำพางฯ (คำเมืองอ่านว่า ลำปาง) ส่วนวลัยพรและธีรัชอ้างบันทึกของ ศักดิ์ รัตนชัย ว่าวันที่ ๒๒ ธันวาคม ทหารญี่ปุ่นก็มาถึงลำปางทั้งทางบกและทางอากาศ ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้เห็นเครื่องบินบินผาดโผนเหนือเมืองเป็นครั้งแรก

เจียงตุ๋ง พ.ศ. ๒๔๘๕: กองทัพพายัพในรัฐฉาน

ญี่ปุ่นต้องการให้กองทัพไทยเป็นปีกขวาคุ้มกันแนวหลังของกองทัพญี่ปุ่นในพม่า กองทัพพายัพจึงยกจากลำปางและเชียงรายขึ้นไปในรัฐฉาน ศิลปวัฒนธรรมให้วันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๕ ที่กองพลที่ ๓ เข้าเมือง เจียงตุ๋ง ชยฯงตุง (คำเมืองอ่านว่า เจียงตุ๋ง) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าคือเชียงตุง เมืองในรัฐฉาน ทางตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน

ปัญหาใหญ่ของทหารในป่าเขาคือโรค ศิลปวัฒนธรรมเล่าว่าไม่นานทหารก็ป่วยด้วย ไข้ป่า ไข้ป่า (คำเมืองอ่านว่า ไข้ป่า) หรือมาลาเรีย และโรคบิด ถึงร้อยละ ๓๐ ของกองพล แล้วเพิ่มเป็นราวครึ่งหนึ่ง เพราะ อยา อยฯา (คำเมืองอ่านว่า อยา) หรือยารักษาโรคส่งไปถึงช้า

Britannica บันทึกว่าไทยได้ดินแดนบางส่วนในรัฐฉานจากการสนับสนุนญี่ปุ่นในสงคราม และคืนให้พม่าหลังสงคราม ฝ่ายไทยเรียกดินแดนนี้ว่า "สหรัฐไทยเดิม" นักวิชาการมองเรื่องนี้หลายมุม วิทยานิพนธ์ของ ทิพย์พาพร อินคุ้ม (จุฬาฯ ๒๕๕๑) นับการรบครั้งนี้เป็นหนึ่งใน "สงครามเชียงตุง" หลายครั้งในประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๔๙ ส่วน Eiji Murashima (ค.ศ. ๒๐๐๖) ศึกษาว่าหนังสืออนุสรณ์ของไทยเล่าการรบที่รัฐฉานครั้งนี้อย่างไร

อาคารสีขาวสองชั้นมีโดมกลมสองข้าง ด้านหน้ามีกำแพงสีแดงและป้ายอักษรพม่า ท้องฟ้าครึ้ม
เชียงตุงวันนี้: หอหลวงของเจ้าฟ้าเชียงตุงที่ผู้ถ่ายภาพระบุว่าสร้างขึ้นใหม่ (ภาพ ค.ศ. ๒๐๒๕)
ภาพ: EmeraldRange / Wikimedia Commons (CC0)

สำหรับคนล้านนา เชียงตุงไม่ใช่เมืองไกล ในยุค พระเจ้าติโลกราช คณะสงฆ์จากล้านนาแผ่ไปถึงเชียงตุง เชียงรุ่ง เมืองยอง และเมืองนาย ศิลปวัฒนธรรมเล่าว่าใน พ.ศ. ๒๔๘๗ เมื่อกองทัพญี่ปุ่นทางเหนือของพม่าถูกตีถอย กองพลไทยที่เชียงตุงได้รับคำสั่งให้ถอนกลับเชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง เป็นอันสิ้นสุดการรบนอกประเทศ

ทหารญี่ปุ่นในเมืองเจียงใหม่

เดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๓ (พ.ศ. ๒๔๘๖) ทหารญี่ปุ่นจากอินโดจีนเข้ามาประจำที่ เจียงใหม่ ชยฯงไห่มฯ (คำเมืองอ่านว่า เจียงใหม่) เพื่อดูแลภาคเหนือและเป็นกองหนุนของแนวรบพม่า วลัยพรและธีรัชเล่าว่ากองบัญชาการตั้งในบริษัทบอร์เนียว บริษัททำ ไม้สั๋ก ไม้สักฯ (คำเมืองอ่านว่า ไม้สั๋ก) ของอังกฤษ เจ้าของบริษัทชาวอังกฤษถูกกักตัวไว้จนสงครามจบ

ศตนันท์ (๒๕๖๔) รวบรวมว่าทหารตั้งค่ายในวัดและโรงเรียนกลางเมืองหลายแห่ง เช่น วัดเจดีย์หลวง วัดหมื่นเงินกอง วัดเมืองมาง วัดหมื่นสาร วัดชัยพระเกียรติ และโรงเรียนพุทธโสภณ ส่วนโรงพยาบาลแมคคอร์มิคของมิชชันนารีถูกใช้เป็นโรงพยาบาลทหาร ชื่อ "เสรีเริงฤทธิ์" ที่ลำปางและเชียงรายก็มีโรงพยาบาลมิชชันนารีที่ถูกใช้แบบเดียวกัน

กาด การค้า และงานรับจ้าง

ชีวิตในเมืองเปลี่ยนไปมาก ผู้ให้สัมภาษณ์ในงานของวลัยพรและธีรัชเล่าว่าข้าวของแพง เกื๋อ เกิลฯอฯอ (คำเมืองอ่านว่า เกื๋อ) คือเกลือ น้ำตาล และน้ำมัน ต้องแบ่งกันตามคูปอง มีตลาดมืดที่ค้ากับทหารเรียกว่า "เซ็งลี้" ขณะเดียวกัน ทหารที่มีเงินซื้อมากก็ทำให้คนค้าขายใน กาด กาดฯ (คำเมืองอ่านว่า กาด) ใกล้ค่ายมีรายได้ บางครอบครัวแบ่งไม้ขีดไฟเป็นมัดเล็ก ๆ ขายจนพอประคองตัวได้

กองทัพญี่ปุ่นยังจ้างและเกณฑ์คนท้องถิ่นไปขยายสนามบินเชียงใหม่และสร้างทาง ศตนันท์ยกคำเล่าของชายคนหนึ่งที่ถูกเกณฑ์ไป หาม หามฯ (คำเมืองอ่านว่า หาม) ลูกระเบิด ซึ่งหอจดหมายเหตุพายัพบันทึกไว้เป็นคำเมือง

"ญี่ปุ่นมันขนระเบิดมา … ยาวเป๋นกึ่งอก หามสี่คน" — คำบอกเล่าจากหอจดหมายเหตุพายัพ อ้างใน ศตนันท์ ปัญญาอินทร์ (๒๕๖๔)

ภายในพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดเกตการาม มีตู้กระจกและของเก่าวางเรียงแน่น ทั้งเรือจำลอง ภาพถ่ายเก่า และเครื่องใช้
พิพิธภัณฑ์วัดเกตการาม เชียงใหม่ ย่านที่งานของวลัยพรและธีรัชบอกว่ามีร้านถ่ายรูปญี่ปุ่นและห้องเรียนภาษาญี่ปุ่นช่วงสงคราม
ภาพ: Christophe95 / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

งานของวลัยพรและธีรัชยังพบว่าช่วง ค.ศ. ๑๙๔๑–๑๙๔๓ มีการสอนภาษาญี่ปุ่นอย่างเป็นระบบในเชียงใหม่ ทั้งที่บริษัทบอร์เนียวและที่วัดเกตการาม ผู้เรียนบางคนยังติดต่อกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นอีกหลายสิบปีหลังสงคราม

ทางสายญี่ปุ่นสู่แม่ฮ่องสอน

ในภาคเหนือไม่มีทางรถไฟสายมรณะ แต่มี หนตาง ห฿นฯทาฯงฯ (คำเมืองอ่านว่า หนตาง) คือถนน ที่กองทัพญี่ปุ่นตัดผ่าน ดอย ดอฯย (คำเมืองอ่านว่า ดอย) จากเชียงใหม่ไปทางตะวันตก ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ (๒๕๕๖) อ้างเอกสารของพันตำรวจโทเชิดชาย ชมธวัช ว่าทางนี้เริ่มที่แม่มาลัย ผ่านปาย เมืองแม่ฮ่องสอน และขุนยวม เข้าเขตพม่าไปบรรจบกับทางที่สร้างมาจากตองอู ศตนันท์อ้างบุญเสริมว่าแรงงานส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่นที่ถูกเกณฑ์และจ้างมา

แหล่งข้อมูลเล่าเรื่องเวลาไม่ตรงกัน เว็บไซต์ WW2 North Thailand อ้างประวัติศาสตร์ทางการของญี่ปุ่นว่าสั่งงานราวสิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๓ และระงับงานส่วนใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ส่วนข้อมูลในฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเล่าว่าเริ่มปลาย พ.ศ. ๒๔๘๖ ใช้เวลาราวสองปี และมีแรงงานจากแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน เราจึงเขียนได้เพียงว่าเริ่ม ราว พ.ศ. ๒๔๘๖

เฮือบินและหละเบิด: เชียงใหม่ในปลายสงคราม

คำเมืองเรียกเครื่องบินว่า เฮือบิน เริอฯอบินฯ (คำเมืองอ่านว่า เฮือบิน) แปลตรงตัวว่า "เรือที่บินได้" ในปลายสงคราม เสียงเฮือบินกลายเป็นสิ่งที่คนเชียงใหม่กลัว

เริอฯอบินฯ
เฮือบิน
น.เครื่องบิน - พาหนะเดินทางที่สามารถเคลื่อนที่ไปในอากาศได้ (อากาศยาน) โดยเครื่องบินเป็นอากาศยานที่หนักกว่าอากาศ สามารถบินได้โดยแรงยกจากปีก ตามหลักของอากาศพลศาสตร์ (อากาศยานที่เบากว่าอากาศ เรียก เรือเหาะ) เครื่องบินมีทั้งแบบใช้เครื่องยนต์และไม่ใช้เครื่องยนต์ แบบที่ไม่ใช้เครื่องยนต์เรียก "เครื่องร่อน"
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

บุญเสริม สาตราภัย บันทึกว่าวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้ง หละเบิด รเบิดฯ (คำเมืองอ่านว่า หละเบิด) ใส่สถานีรถไฟเชียงใหม่ สถานี โกดัง และบ้านเรือนรอบ ๆ เสียหาย ท่านบันทึกว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า ๓๐๐ คน สถานีต้องปิดไปปีเศษ ผู้โดยสารต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีป่าเส้า จังหวัดลำพูน

ผู้ให้สัมภาษณ์ในงานของวลัยพรและธีรัชจำได้ว่าสถานีรถไฟ โรงสีข้าว และสนามบินถูกทิ้งระเบิดบ่อยครั้ง ทุกบ้านต้องขุด ขุม ขุม (คำเมืองอ่านว่า ขุม) หรือหลุมหลบภัยเอง โรงเรียนปิด และเด็กเล็กถูกส่งไปอยู่ชนบทนอกเมือง ตอนค่ำต้องพรางแสงไฟไม่ให้ลอดออกนอกบ้าน

อาคารสถานีรถไฟเชียงใหม่ทรงยาว หลังคาสีแดง มีหอนาฬิกาสูงด้านซ้าย ลานหน้าสถานีกว้าง
สถานีรถไฟเชียงใหม่วันนี้ บุญเสริม สาตราภัย บันทึกว่าสถานีเดิมถูกทิ้งระเบิดเมื่อ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๖
ภาพ: CEphoto, Uwe Aranas / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

สงครามยังพรากบางสิ่งของล้านนาไปอย่างเงียบ ๆ ต้นฉบับ มังรายศาสตร์ ของกามิลล์ นอตอง ถูกทำลายในสงครามครั้งนี้ โชคดีที่มีผู้คัดลอกไว้ก่อน และพิธีบางอย่างในประเพณี ใส่ขันดอก ที่ทำสืบมา ก็หยุดไปในสมัยสงคราม

พ.ศ. ๒๔๘๗–๒๔๘๘: ถอยทัพผ่านขุนยวม

เมื่อสงครามพลิก กองทัพญี่ปุ่นในพม่าถอยกลับ ศตนันท์บอกว่าภาคเหนือเป็นทั้งทางเดินทัพเข้าพม่าและทางถอยทัพจากพม่าเข้าแม่ฮ่องสอน ชีวสิทธิ์เล่าว่าวัดม่วยต่อที่ขุนยวม เมืองของชาว ไต ไท (คำเมืองอ่านว่า ไต) ในจังหวัด แม่ฮ่องสอน แม่ฮ่อฯงสอฯร (คำเมืองอ่านว่า แม่ฮ่องสอน) เคยเป็นที่พักและสถานพยาบาลชั่วคราวของทหารที่บาดเจ็บและป่วยไข้ระหว่างถอยทัพ

ระหว่างสงคราม คนไทยส่วนหนึ่งร่วม ขบวนการเสรีไทย ที่ต่อต้านญี่ปุ่น และเมื่อสงครามเริ่มพลิก รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามก็พ้นตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๔๔ (Britannica) ที่แพร่ก็มีพิพิธภัณฑ์เสรีไทย ซึ่งชีวสิทธิ์นับเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์สงครามของไทย

วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ (ค.ศ. ๑๙๔๕) ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ ดินแดนในรัฐฉานคืนให้พม่า ทหารญี่ปุ่นถูกส่งกลับประเทศ บางคนทิ้งครอบครัวและความผูกพันไว้ ดังที่คนขุนยวมและเชียงใหม่ยังเล่าต่อกันมา

ร่องรอยที่ยังเหลือ: อนุสรณ์สถานที่ขุนยวม

ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเล่าว่า เมื่อ พันตำรวจโทเชิดชาย ชมธวัช มารับตำแหน่งหัวหน้าสถานีตำรวจขุนยวมใน พ.ศ. ๒๕๓๘ ท่านพบข้าวของของทหารญี่ปุ่นกระจายอยู่ตามบ้านเรือน จึงรวบรวมไว้ และสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ ปีต่อมา (พ.ศ. ๒๕๓๙) นายอำเภอกับท่านตั้งศูนย์ขึ้นเพื่อเล่าเรื่องสงคราม ตรงข้ามวัดม่วยต่อ มีทั้งชาวไทยและทหารผ่านศึกญี่ปุ่นบริจาคของเพิ่ม และจัดแสดงใหม่ใน พ.ศ. ๒๕๔๙ ปัจจุบันเทศบาลดูแล และใช้ชื่อ อนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย–ญี่ปุ่น

ข้าวของที่จัดแสดงมีซากรถยนต์ หีบลำเลียง เครื่องแต่งกาย เครื่องครัวและการตำข้าว และอาวุธ ด้านหน้ามีป้ายอนุสรณ์ให้ผู้มาเยือนแสดงความเคารพ โดยเฉพาะลูกหลานของทหารที่เสียชีวิตในพื้นที่ คนที่มาเยือนมัก ไหว้ ไห้วฯ (คำเมืองอ่านว่า ไหว้) และ กึ๊ดเติง คึดฯเทิงฯ (คำเมืองอ่านว่า กึ๊ดเติง) คือระลึกถึงผู้ล่วงลับ ไม่ว่าจะมาจากชาติใด

⚠️ ข้อควรระวัง
อนุสรณ์สถานคือที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิต ถ้าไปเยือนขุนยวมหรือที่ระลึกสงครามแห่งใด ควรแต่งกายสุภาพ พูดเบา ๆ และถ่ายภาพอย่างให้เกียรติ ความทรงจำเรื่อง เสิ๋ก เสิกฯ (คำเมืองอ่านว่า เสิ๋ก) คือการรบ เป็นเรื่องเจ็บปวดของหลายครอบครัว

ชีวสิทธิ์ (๒๕๕๖) ชวนให้สังเกตว่า พิพิธภัณฑ์สงครามแต่ละแห่งเล่าความทรงจำต่างกัน ที่กาญจนบุรีเล่าความทุกข์ของเชลยศึกบนทางรถไฟ ส่วนที่ขุนยวมเล่ามิตรภาพระหว่างชาวบ้านกับทหาร ท่านมองว่าพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ที่เรื่องเล่าหลายแบบมาพบกัน การอ่านทั้งสองแบบคู่กันช่วยให้เห็นสงครามรอบด้านขึ้น

เข้าใจผิดบ่อย: แหล่งข้อมูลบอกอะไร

"ทางรถไฟสายมรณะผ่านเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน"

ทางรถไฟสายมรณะอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี สิ่งที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างในภาคเหนือคือถนนจากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอนและขุนยวม ซึ่งบางคนเรียกว่า "เส้นทางมรณะ" อีกเส้นหนึ่ง (ชีวสิทธิ์ ๒๕๕๖; ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ SAC)

"ชาวญี่ปุ่นขึ้นมาถึงล้านนาตั้งแต่สมัยอยุธยา"

แหล่งข้อมูลที่เราอ่านเล่าถึงหมู่บ้านญี่ปุ่นที่อยุธยาและการค้าทางทะเล แต่ไม่ได้บันทึกว่าชาวญี่ปุ่นขึ้นไปถึงล้านนาในยุคนั้น ชาวญี่ปุ่นรุ่นแรกที่มีบันทึกในเชียงใหม่คือพ่อค้าและช่างภาพก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒

"ญี่ปุ่นยึดภาคเหนือเป็นเมืองขึ้น"

ไทยเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่นตั้งแต่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ทหารญี่ปุ่นจึงประจำการในไทยโดยรัฐบาลไทยยินยอม แต่ความสัมพันธ์ไม่เท่าเทียม วลัยพรและธีรัชอ้างแถมสุข นุ่มนนท์ ว่าเป็น "มิตรโดยที่ฝ่ายหนึ่งมีฐานะต่ำกว่า"

"คนเมืองทุกคนจำทหารญี่ปุ่นแบบเดียวกัน"

ความทรงจำมีหลายแบบ ผู้ให้สัมภาษณ์บางคนเล่าถึงการค้าขาย การช่วยรักษาไข้ และมิตรภาพที่คบกันจนแก่ อีกคนหนึ่งบอกตรง ๆ ว่าตอนนั้นไม่ชอบทหารที่มาตั้งค่ายในวัดและโรงเรียน แต่วันนี้ไม่ได้รังเกียจชาวญี่ปุ่นแล้ว ทั้งสองแบบเป็นความจริงของคนที่ผ่านเหตุการณ์

สรุป

  • ล้านนากับญี่ปุ่น พบกันสองแบบ ทางอ้อมผ่านการค้าของอยุธยาในยุคเรือสำเภา (คำเมืองเรียกว่า สะเปา) และทางตรงในสงครามโลกครั้งที่ ๒
  • ในศตวรรษที่ ๑๗ ชาวญี่ปุ่นราว ๑,๐๐๐–๑,๕๐๐ คนมีหมู่บ้านที่อยุธยา ขณะที่ล้านนาอยู่ใต้อำนาจพม่า แหล่งข้อมูลไม่ได้บอกว่าชาวญี่ปุ่นขึ้นไปถึงล้านนาในยุคนั้น
  • พ.ศ. ๒๔๘๔–๒๔๘๘ กองทัพพายัพตั้งที่ลำปางและเข้าเชียงตุง ทหารญี่ปุ่นประจำเชียงใหม่ สร้างทางไปแม่ฮ่องสอน และสถานีเชียงใหม่ถูกทิ้งระเบิด
  • อนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย–ญี่ปุ่นที่ขุนยวม (พ.ศ. ๒๕๓๙) เป็นที่ระลึกถึงผู้ล่วงลับ และความทรงจำของคนในพื้นที่มีหลายแบบ
  • คำเมืองที่เล่าเรื่องนี้ได้ดี เช่น สะเปา เฮือบิน หละเบิด ขุม ไข้ป่า และกึ๊ดเติง

ค้นคำว่า สะเปา และ เฮือบิน ได้ในพจนานุกรมมรดกล้านนา แล้วอ่านเรื่องของเมืองที่อยู่ในบทความนี้ต่อที่ แม่ฮ่องสอน และ เจียงใหม่

ℹ️ ข้อมูล
ชุดล้านนากับโลก
บทความนี้เป็นตอนหนึ่งของชุด ล้านนากับโลก อ่านภาพรวมทั้งหมด เส้นเวลาเทียบปีกับประวัติศาสตร์มนุษย์ และรายชื่อตอนอื่น ๆ ได้ที่ ล้านนากับโลก: ประวัติศาสตร์มนุษย์ และที่ทางของล้านนา

📚 อ่านต่อ: ล้านนาสมัยพม่าปกครอง · ล้านนา · ลำปาง เขลางค์นคร · พระเจ้าติโลกราช

แหล่งอ้างอิง

ฝึกคำจากบทความนี้

ลองเล่นบัตรคำ 23 คำจากบทความนี้ จำคำล้านนาให้แม่นขึ้น

ค้นหาคำว่า "สะเปา" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา

🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 23 คำ จำได้แค่ไหน?

📝 ลองเขียนคำเมืองบนกระดาน แล้วแชร์ให้เพื่อน →

บทความที่เกี่ยวข้อง

เจดีย์สามองค์แห่งวัดฉงเซิ่ง เมืองต้าหลี่ มณฑลยูนนาน ยอดเจดีย์สีขาวสูงเหนือดงไม้เขียว มีภูเขาและท้องฟ้าสีฟ้าเป็นฉากหลัง

ล้านนากับมองโกล: แรงสะเทือนปี ๑๗๙๖ และการสร้างเชียงใหม่

24 ตุลาคม 2569 วัฒนธรรม

ล้านนากับมองโกล ตั้งแต่มองโกลยึดต้าหลี่ พ.ศ. ๑๗๙๖ ทัพหยวนสองหมื่นที่มาตีปาไป่สีฟู่แล้วถอยกลับ จนศึกกลายเป็นคณะทูตและของกัน อ่านบันทึกหยวนเท…

ภาพวาดสีน้ำมันกองเรือคาร์รักของโปรตุเกสหลายลำแล่นใบเต็มลมในทะเลมีคลื่น ใกล้ชายฝั่งหินสูงชัน

ล้านนากับโปรตุเกส: ทหารรับจ้างและปืนไฟ

24 ตุลาคม 2569 วัฒนธรรม

ล้านนากับโปรตุเกสพบกันผ่านสงครามและปืนไฟ อ่านว่าปืนมาถึงล้านนาสองทาง ทั้งทางบกจากจีนและทางทะเลกับทหารรับจ้างโปรตุเกส พร้อมคำเมืองเรื่องปืน

เจดีย์อิฐเก่าวัดป่าสักในเมืองโบราณเชียงแสน ตั้งอยู่กลางลานหญ้าใต้ร่มไม้ใหญ่ ท้องฟ้าสีฟ้าใส

ล้านนาสมัยพม่าปกครอง: กว่าสองร้อยปี จาก พ.ศ. ๒๑๐๑ ถึง ๒๓๔๗

24 ตุลาคม 2569 วัฒนธรรม

ล้านนาสมัยพม่าปกครองไม่ได้เหมือนกันตลอดสองร้อยกว่าปี อ่านทีละช่วงตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๐๑ ถึงเชียงแสน ๒๓๔๗ ใครปกครองเมืองไหน อะไรยังสืบต่อ และเรื่…

แจ่งศรีภูมิ ป้อมมุมกำแพงเมืองเชียงใหม่ก่อด้วยอิฐเก่า ตั้งอยู่ริมคูเมืองที่มีน้ำสะท้อนเงาป้อม

เจียงใหม่: นครพิงค์ของพญามังราย ปะตู๋ แจ่ง วัด และจาวเวียง

22 ตุลาคม 2569 วัฒนธรรม

รู้จักเชียงใหม่หรือเจียงใหม่ในคำเมือง เมืองที่พญามังรายสร้างใน พ.ศ. ๑๘๓๙ ผังเวียง ประตู แจ่ง เสาอินทขีล วัดสำคัญ ผู้คน งานช่าง ของกิน ประเพ…

↑

↑ ↓ เลือก · Enter เปิด · Esc ปิด