
ภาพ: Christophe95 / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
ล้านนากับลังกา: เส้นทางพุทธศาสนา
ล้านนากับลังกา อยู่ห่างกันข้ามอ่าวเบงกอล ไม่เคยรบกันและไม่ได้ค้าขายกันมากนัก แต่ไม่มีดินแดนไกลแห่งไหนฝากร่องรอยไว้ในวัด คัมภีร์ และชีวิตพระสงฆ์ล้านนาได้มากเท่า ศรีลังกา พุทธศาสนาที่คนล้านนานับถือมาหลายร้อยปีเรียกตัวเองว่า ลังกาวงศ์ คือ "สายที่สืบมาจากลังกา" และพระสงฆ์จากเชียงใหม่ก็เคยข้ามทะเลไปบวชใหม่ถึงที่นั่นจริง ๆ
บทความนี้เป็นตอนหนึ่งของชุด ล้านนากับโลก เล่าว่าเส้นทางนี้เริ่มจากไหน ผ่านใครบ้าง มาถึงล้านนาเป็นสองระลอกอย่างไร แล้วทิ้งอะไรไว้ ตั้งแต่ต้นโพธิ์ คัมภีร์ใบลาน ไปจนถึงตำนานพระพุทธรูปที่คนเชียงใหม่สรงน้ำทุกปีใหม่เมือง
คำเมืองมีคำที่เล่าเรื่องนี้ได้ในคำเดียว คือ หนป่าแดง ห฿นฯป่าแดงฯ (คำเมืองอ่านว่า หนป่าแดง) พจนานุกรมอธิบายว่าคือ "พระสงฆ์ในสำนัก หรือเชื่อตามคำสั่งสอนแบบวัดป่าแดง ... ซึ่งเป็นลัทธิลังกาวงศ์"
- ปี เหตุการณ์ในล้านนาและสยามใช้ พ.ศ. เหตุการณ์ในศรีลังกาและอินเดียใช้ ค.ศ. เพราะแหล่งข้อมูลใช้แบบนั้น (พ.ศ. = ค.ศ. + ๕๔๓)
- ตำนานกับหลักฐาน เรื่องที่มาจากตำนานมีคำว่า "ตามตำนาน" และเมื่อตำนานของสองสำนักเล่าไม่ตรงกัน เราเล่าทั้งสองแบบ
- แผนที่ ในวิดเจ็ตบอกต้นทางและปลายทางของผู้คนและสิ่งของ ไม่ใช่เส้นทางเดินเรือจริง เพราะแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ไม่ได้บอกเส้นทาง
ลังกาอยู่ที่ไหนในโลกของคนล้านนา
คนล้านนาเรียกเกาะนี้ว่า ลังกา หรือ ลังกาทวีป ตามชื่อในคัมภีร์ภาษาบาลี วันนี้คือประเทศศรีลังกา เกาะทางใต้ของอินเดีย คำนี้ยังติดอยู่ในคำเมืองที่ใช้กันในวัด เช่น ผ้าลังกา ผ้าลังกฯา (คำเมืองอ่านว่า ผ้าลังก๋า) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าคือ "ผ้าจีวร ผ้าห่มของพระภิกษุ เป็นหนึ่งในไตรจีวร"
ศรีลังกาสำคัญกับล้านนาเพราะเป็นที่ที่พุทธศาสนาแบบ เถรวาท เถรวาฯทฯ (คำเมืองอ่านว่า เถรวาท) ถูกรักษาและเขียนเป็นคัมภีร์ไว้ตั้งแต่สมัยโบราณ พจนานุกรมให้ความหมายเถรวาทว่า "นิกายพระพุทธศาสนาฝ่ายใต้ ... ที่นับถือแพร่หลายในประเทศไทย เมียนมาร์ ลังกา ลาว และกัมพูชา" พระสงฆ์ในภูมิภาคนี้จึงมองลังกาเป็นต้นแบบของการบวชและการศึกษาที่ถูกต้องตามพระวินัย
ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เป็นเรื่องระหว่างสองอาณาจักรโดยตรง ไม่มีกองทัพ ไม่มีเครื่องบรรณาการ สิ่งที่เดินทางคือ พระสงฆ์ คัมภีร์ พระธาตุ และต้นโพธิ์ และหลายครั้งก็เดินทางผ่านแดนมอญ สุโขทัย หรืออยุธยา ก่อนจะถึงเชียงใหม่
ต้นทาง: พุทธศาสนาถึงลังกา
ตามพงศาวดารของลังกา พระมหินทเถระ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นโอรสของพระเจ้าอโศกแห่งอินเดีย นำพุทธศาสนาไปถึงลังการาวกลางศตวรรษที่ ๓ ก่อน ค.ศ. พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงรับนับถือ และสร้าง มหาวิหาร ที่เมืองอนุราธปุระ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของฝ่ายเถรวาทในลังกามาหลายศตวรรษ (Britannica) สารานุกรมเดียวกันหมายเหตุไว้ด้วยว่าไม่พบชื่อพระมหินทะในจารึกของพระเจ้าอโศก เรื่องของท่านจึงมาจากพงศาวดารลังกาเป็นหลัก
ที่อนุราธปุระยังมีต้นศรีมหาโพธิ์ที่เล่ากันว่าปลูกจากกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมืองศักดิ์สิทธิ์อนุราธปุระเป็นมรดกโลก ต้นโพธิ์ในคำเมืองเรียกว่า ไม้สะหลี ไม้ระฯสี (คำเมืองอ่านว่า ไม้สะหลี) แปลว่า "ต้นโพธิ์ ต้นศรีมหาโพธิ์" คำนี้จะกลับมาอีกครั้งที่วัดเจ็ดยอด

คัมภีร์บาลีและมหาวงศ์: ลังกาเขียนไว้ ล้านนาอ่านต่อ
ในยุคแรก คำสอนของพระพุทธเจ้าสืบกันด้วยการท่องจำ Britannica อธิบายว่าพระไตรปิฎกภาษาบาลีถูกเขียนเป็นตัวหนังสือครั้งแรกในชุมชนเถรวาทของศรีลังกา น่าจะในศตวรรษที่ ๑ ก่อน ค.ศ. นักวิชาการอย่าง Michael Witzel (๒๐๐๙) ก็เรียกฉบับนี้ว่าเป็นฉบับลายลักษณ์ที่ "เชื่อกันว่าเป็นฉบับแรก" ซึ่งเกิดในศรีลังกาก่อนต้นคริสต์ศักราชไม่นาน พระไตรปิฎกบาลีชุดนี้คือชุดเดียวกับที่ล้านนาใช้ศึกษาและจารลงใน ใบลาน ไบลานฯ (คำเมืองอ่านว่า ใบลาน) จนกลายเป็น ธรรมใบลาน ธัม์มฯไบลานฯ (คำเมืองอ่านว่า ธัมม์ใบลาน) คือ "คัมภีร์ที่จารลงในใบลาน" ในหอธรรมของวัดทั่วภาคเหนือ
ลังกายังให้ต้นแบบของการเขียนประวัติศาสตร์ด้วย มหาวงศ์ พงศาวดารภาษาบาลีของลังกา แต่งราวศตวรรษที่ ๕ หรือ ๖ น่าจะโดยพระมหานามะ เล่าประวัติพุทธศาสนาคู่กับวงศ์กษัตริย์ Britannica เตือนว่าหลายตอนในมหาวงศ์มีเรื่องเหนือธรรมชาติปนอยู่ จึงต้องอ่านอย่างระวัง
แบบแผนนี้เดินทางมาถึงล้านนา งานของศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี และธณิกานต์ วรธรรมานนท์ (๒๕๖๐) วิเคราะห์ว่า ตำนานมูลศาสนาฉบับวัดสวนดอก เรียงเรื่องตามโครงของมหาวงศ์และทีปวงศ์อย่างมาก คือเริ่มจากพุทธประวัติ แล้วจึงต่อด้วยพุทธศาสนาในบ้านเมือง ล้านนาเรียกงานเขียนแบบนี้ว่า ต่ำนาน ตํานาฯ (คำเมืองอ่านว่า ต่ำนาน) อ่านเรื่องนี้ต่อได้ที่ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

ลังกาวงศ์คืออะไร
ในพุทธศาสนา การบวชเป็นพระภิกษุต้องทำโดยคณะสงฆ์ที่บวชมาถูกต้อง สืบเป็นทอด ๆ ย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล ถ้าสายนี้ขาดหรือมีข้อสงสัย พระสงฆ์ก็ต้องไปรับการบวชใหม่จากคณะที่เชื่อว่าถูกต้อง ลังกาวงศ์ จึงหมายถึงพระสงฆ์ที่สืบสายการบวชมาจากลังกา
หลังพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ (ครองราชย์ ค.ศ. ๑๑๕๓–๑๑๘๖) รวมคณะสงฆ์ศรีลังกาที่เมืองโปโลนนารุวะ ลังกาก็เป็นที่ที่พระสงฆ์จากพม่า มอญ และแดนไทยอยากไปบวชเรียน จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ อธิบายว่ารัฐไทยทั้งสาม คือสุโขทัย ล้านนา และอยุธยา ต่างส่งเสริมให้พระสงฆ์ไปศึกษาในศูนย์กลางเถรวาทเหล่านี้ เพื่อนำ "แนวทางที่ถูกต้อง" กลับมาตั้งในบ้านเมืองของตน
สำหรับล้านนา เส้นทางนี้มาถึงเป็น สองระลอก คนล้านนาเรียกคณะสงฆ์ที่เกิดจากสองระลอกนั้นว่า หน คือสำนัก ระลอกแรกคือ หนสวนดอก ระลอกที่สองคือ หนป่าแดง ทั้งสองเป็น ภิกขุ ภิกขฯ (คำเมืองอ่านว่า ภิกขุ๋) ฝ่ายเถรวาทเหมือนกัน ต่างกันที่สืบสายมาจากลังกาต่างยุคและต่างทาง
ระลอกแรก: ผ่านแดนมอญและสุโขทัย ถึงวัดสวนดอก (พ.ศ. ๑๙๑๒)
ระลอกแรกไม่ได้มาจากลังกาโดยตรง จุฬิศพงศ์เล่าว่าราว พ.ศ. ๑๘๗๔ พระสงฆ์มอญกลุ่มหนึ่งไปบวชเรียนที่ลังกา หนึ่งในนั้นกลับมาตั้งสำนักที่ เมืองพัน ในแดนมอญ และได้รับยกย่องเป็น พระอุทุมพรมหาสวามี ต่อมาพระสงฆ์จากสุโขทัย คือ พระสุมนะ และ พระอโนมทัสสี ไปบวชใหม่ในสำนักนี้ แล้วกลับไปเผยแผ่ที่สุโขทัยในรัชกาลพระมหาธรรมราชาลิไท งานของพระพงษ์ระวี อุตฺตรภทฺโท และคณะ (๒๕๖๘) เล่าตรงกัน
ใน พ.ศ. ๑๙๑๒ พญากือนาแห่งเชียงใหม่นิมนต์พระสุมนเถระขึ้นมา พระพงษ์ระวีและคณะระบุว่าท่านนำพระสงฆ์ลังกาวงศ์มาครบ ๕ รูป เพื่อให้อุปสมบทกุลบุตรได้ถูกต้องตามวินัย ท่านพำนักที่วัดพระยืน เมืองลำพูน ก่อน แล้วพญากือนาสร้าง วัดบุปผาราม หรือ วัดสวนดอก ถวายที่เชียงใหม่ พระสงฆ์ที่สืบจากท่านคือ หนสวนดอก ห฿นฯสวฯรดอฯก (คำเมืองอ่านว่า หนสวนดอก) ที่พจนานุกรมอธิบายว่า "เชื่อตามคำสั่งสอนแบบลัทธิลังกาวงศ์ หรือสีหล นิกายเก่า"
จุฬิศพงศ์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการส่งพระสุมนะพร้อมพระธาตุขึ้นมาเชียงใหม่ อาจมีเหตุผลทางการเมืองแฝงอยู่ คือสุโขทัยกำลังหาพันธมิตรเพื่อรับมือกับอยุธยา ศาสนาจึงเป็นทั้งเรื่องศรัทธาและสะพานไมตรีระหว่างบ้านเมือง เรื่องละเอียดของพระสุมนเถระ วัดสวนดอก และพระธาตุดอยสุเทพ อ่านได้ที่ พญากือนา
พระพุทธสิหิงค์: ตำนานพระพุทธรูปจากลังกา
ช่วงเดียวกันนี้มีเรื่องเล่าที่คนเชียงใหม่คุ้นที่สุดเรื่องหนึ่ง ตามตำนาน ที่พระโพธิรังสีแต่งไว้ในสิหิงคนิทาน และที่พระรัตนปัญญาเล่าไว้ในชินกาลมาลีปกรณ์ พระพุทธรูปองค์หนึ่งสร้างขึ้นในลังกา แล้วเดินทางผ่านนครศรีธรรมราชและสุโขทัย จนมาถึงล้านนา ชินกาลมาลีปกรณ์เรียกองค์พระว่า "พระสีหลปฏิมา" แปลว่าพระพุทธรูปลังกา (ศิลปวัฒนธรรม)
พจนานุกรมบันทึกไว้ที่คำว่า พระสิงห์ ระฯพสิง์หฯ (คำเมืองอ่านว่า พระสิงห์) ว่าพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์องค์ที่ ๗ แห่งราชวงศ์มังราย อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดลีเชียงพระ เมื่อ พ.ศ. ๑๙๔๓ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระสิงห์ และทุกเทศกาลสงกรานต์ (ปี๋ใหม่เมือง) จะอัญเชิญองค์พระขึ้นบุษบกแห่รอบเมืองให้คนสรงน้ำ
แต่เมื่อดูองค์พระจริง พจนานุกรมบรรยายว่าเป็น "ศิลปะล้านนา แบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง" ผศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะ อธิบายว่าพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชรแบบนี้เกิดในล้านนาแล้วแพร่ลงใต้ ตรงข้ามกับตำนานที่ว่าเดินทางจากใต้ขึ้นเหนือ และยกข้อสันนิษฐานของ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ว่าองค์เดิมตามตำนานอาจสูญหายไปแล้วมีการหล่อขึ้นใหม่ ทั้งหมดนี้ไม่ได้ลดความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระในใจผู้คน แต่ช่วยให้เห็นว่าตำนานกับประวัติศาสตร์ศิลปะเล่าเรื่องคนละชั้นกัน

ระลอกที่สอง: ๓๙ รูปข้ามทะเลไปบวชใหม่ที่ลังกา (พ.ศ. ๑๙๖๗)
ห้าสิบกว่าปีหลังพระสุมนเถระ พระสงฆ์ในเชียงใหม่ตื่นตัวเรื่องการศึกษาพระธรรมวินัยมาก ใน พ.ศ. ๑๙๖๗ รัชกาลพญาสามฝั่งแกน พระสงฆ์เชียงใหม่ ๒๕ รูป มีพระมหาธัมมคัมภีร์ พระมหาเมธังกร และพระมหาญาณมงคล เป็นต้น เดินทางไปพร้อมพระสงฆ์จากแคว้นกัมโพช ๘ รูป และพระสงฆ์มอญอีก ๖ รูป รวม ๓๙ รูป ไปสืบศาสนาที่ลังกา (พระพงษ์ระวีและคณะ ๒๕๖๘; จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์) ฮันส์ เพนธ์ (Hans Penth) นักวิชาการด้านจารึกล้านนา ก็ระบุว่าคณะแรกของพระกลุ่มนี้ได้รับการบวชใหม่ที่ลังกาใน ค.ศ. ๑๔๒๔ ซึ่งตรงกับ พ.ศ. ๑๙๖๗
ตามที่พระพงษ์ระวีและคณะสรุปไว้ เมื่อถึงลังกา พระสงฆ์ลังกาติงข้อปฏิบัติหลายอย่าง คณะนี้จึงขอ อุปสมบทใหม่ ทั้งหมด มีพระธรรมาจารย์เป็นอุปัชฌาย์ และพระมหาสวามีวนรัตเป็นกรรมวาจาจารย์ ทำพิธีบนแพที่ท่าเรือยาปา ใน แม่น้ำกัลยาณี BuddhaNet ระบุว่าเมืองกัลยาณีโบราณคือเกลานิยะ ใกล้โคลัมโบในปัจจุบัน หลังจากนั้นคณะนี้ไปศึกษาต่อที่แคว้นโรหณะทางใต้ของเกาะ
คำเมืองแยกคำเรื่องการบวชไว้ชัด บวช บวฯช (คำเมืองอ่านว่า บวช) พจนานุกรมให้ความหมายว่า "บรรพชาเป็นสามเณร" ส่วนการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ พจนานุกรมบอกว่าเรียกว่า เป๊กข์ การที่ ๓๙ รูปนี้ "บวชใหม่" จึงหมายถึงการรับอุปสมบทใหม่ในสายของลังกา แม้จะเป็นพระอยู่แล้วก็ตาม
กลับบ้าน: กำเนิดหนป่าแดง (ราว พ.ศ. ๑๙๗๓)
ต่อมาเกิดทุพภิกขภัยในลังกา คณะนี้จึงเดินทางกลับ พร้อมนิมนต์พระเถระชาวลังกามาด้วย ๒ รูป คือ พระมหาอุตตมปัญญา และ พระวิกรมพาหุ ให้มาเป็นอุปัชฌาย์ และอัญเชิญพระบรมธาตุกลับมาด้วย ระหว่างทางกลับได้เผยแผ่ที่กรุงศรีอยุธยา ศรีสัชนาลัย และสุโขทัย แล้วถึงเชียงใหม่ใน พ.ศ. ๑๙๗๓ (พระพงษ์ระวีและคณะ) ส่วนงานของศิริศักดิ์และธณิกานต์อ้างตำนานที่ว่าคณะนี้เผยแผ่ในกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๑๙๗๒ ก่อนขึ้นมาเชียงใหม่ ปีที่ถึงเชียงใหม่จึงอยู่ราว พ.ศ. ๑๙๗๒–๑๙๗๓
พระกลุ่มนี้ตั้งสำนักที่วัดป่าแดง (วันนี้อยู่ในตำบลสุเทพ เมืองเชียงใหม่) กลายเป็น หนป่าแดง หรือที่ชินกาลมาลีปกรณ์เรียกว่า "สีหลภิกขุ" (พระสงฆ์ลังกา) ประวัติพระรัตนปัญญาเถระผู้แต่งชินกาลมาลีปกรณ์ ซึ่งเป็นพระฝ่ายนี้ อ่านได้ที่ พระรัตนปัญญาเถระ

สองสำนักในเมืองเดียว: สวนดอกกับป่าแดง
เมื่อมีพระสงฆ์ลังกาวงศ์สองสายอยู่ในเมืองเดียว ความเห็นต่างก็ตามมา พระพงษ์ระวีและคณะสรุปว่าในเชียงใหม่ช่วงนั้นมีคณะสงฆ์ ๓ สำนัก คือ สำนักพื้นเมืองเดิมที่สืบจากหริภุญไชย สำนักสวนดอก และสำนักป่าแดง
ตำนานของแต่ละฝ่ายบันทึกข้อโต้แย้งไว้จากมุมของตนเอง ศิริศักดิ์และธณิกานต์ยกตัวอย่างจากตำนานมูลศาสนาฉบับวัดสวนดอก ซึ่งเล่าว่าฝ่ายป่าแดงติงฝ่ายสวนดอกเรื่องการรับเงินทอง การห่มจีวรเวลาบิณฑบาต และการถือไม้เท้า ส่วนสองฝ่ายยังเห็นต่างเรื่อง การออกเสียงสวดภาษาบาลี ด้วย ตำนานฝ่ายสวนดอกเล่าว่าพญาสามฝั่งแกนให้สองฝ่ายโต้กันต่อหน้าพระที่นั่ง และตัดสินให้ฝ่ายสวนดอกชนะ จากนั้นพระฝ่ายป่าแดงจึงออกไปเผยแผ่ที่เมืองรอบนอก เช่น ลำปาง เชียงแสน เชียงราย พะเยา ลำพูน และเชียงตุง
มองว่าคณะที่มาใหม่ "เอาลัทธิแต่อโยธยามา" และต้องการให้คนเลิกนับถือคณะของพระสุมนเถระ (ตำนานมูลศาสนาฉบับวัดสวนดอก อ้างใน ศิริศักดิ์และธณิกานต์ ๒๕๖๐)
มองว่าคณะของตน "นำเอาหลักการแห่งศาสนามาปลูกฝังในประเทศของเรา" (อ้างใน จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์) และเห็นว่าการบวชของสายเก่ามีข้อบกพร่องตามพระวินัย (สรุปใน พระพงษ์ระวีและคณะ ๒๕๖๘)
อ่านทั้งสองฉบับคู่กัน จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ วิเคราะห์ว่าความขัดแย้งนี้มีที่มา ๔ ด้าน คือแนวคิดและหลักปฏิบัติ การเมือง เศรษฐกิจและสังคม และปัจจัยส่วนบุคคล ไม่ได้เป็นเรื่องศาสนาอย่างเดียว
เมื่อ พระเจ้าติโลกราช ขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงอุปถัมภ์ฝ่ายป่าแดง นิมนต์พระเมธังกรมาอยู่ลำพูน และออกผนวชชั่วคราว ๗ วันในสำนักลังกาวงศ์ใหม่ โดยมีพระเมธังกรเป็นอุปัชฌาย์ (ศิริศักดิ์และธณิกานต์ ๒๕๖๐; พระพงษ์ระวีและคณะ ๒๕๖๘) ผลอย่างหนึ่งคือสำนักทั้งสองแผ่ไปถึงเชียงตุง เชียงรุ่ง เมืองยอง และเมืองนาย ดังที่เล่าไว้ใน พระเจ้าติโลกราช
ต้นสะหลีจากลังกา และสังคายนาที่วัดเจ็ดยอด (พ.ศ. ๒๐๒๐)
ราว พ.ศ. ๑๙๙๙ พระเจ้าติโลกราชได้ฟังธรรมเรื่องอานิสงส์ของการปลูกต้นโพธิ์ จึงนำหน่อต้นมหาโพธิ์ที่มาจากลังกามาปลูกที่ชานเมืองเชียงใหม่ วัดนั้นจึงได้ชื่อว่า วัดมหาโพธาราม แล้วโปรดให้สร้าง สัตตมหาสถาน ๗ แห่ง จำลองจากมหาโพธิวิหาร พุทธคยา ที่อินเดีย เจดีย์ที่มีหลายยอดทำให้คนเรียกวัดนี้ว่า วัดเจ็ดยอด (พระพงษ์ระวีและคณะ ๒๕๖๕ และ ๒๕๖๘) ต้นโพธิ์จากลังกาจึงยืนอยู่กลางเชียงใหม่ ต่อจากต้นที่อนุราธปุระซึ่งเล่ากันว่ามาจากพุทธคยาอีกทอดหนึ่ง
ความเคารพต่อต้นโพธิ์ยังอยู่ในประเพณีคนเมืองทุกวันนี้ ช่วงสงกรานต์คนจะนำ ไม้ก๊ำสะหลี ไม้คําฯระฯสี (คำเมืองอ่านว่า ไม้ก๊ำสะหลี) คือไม้ง่ามไปค้ำต้นโพธิ์ พจนานุกรมบอกว่า "ถือว่าเป็นการสืบชะตาราศี"
ใน พ.ศ. ๒๐๒๐ พระเจ้าติโลกราชโปรดให้ สังคายนาพระไตรปิฎก ที่วัดมหาโพธาราม ใช้เวลา ๑ ปีจึงแล้วเสร็จ ฝ่ายเถรวาทนับเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๘ และครั้งแรกในดินแดนที่เป็นประเทศไทยวันนี้ พระพงษ์ระวีและคณะ (๒๕๖๘) เห็นว่าการชำระคัมภีร์ครั้งนี้ทำให้สงฆ์ทั้งสามสำนักทำสังฆกรรมร่วมกันได้ ความขัดแย้งจึงคลายลง พระองค์ยังโปรดให้สร้าง พระเจ้าทองทิพย์ ระฯพเจั้าทอฯงทิพ์ยฯ (คำเมืองอ่านว่า พระเจ้าทองทิพย์) ไว้เป็นที่ระลึก พจนานุกรมอธิบายว่าเป็น "พระพุทธสิหิงค์จำลองหรือพระสิงห์น้อย" ซึ่งวันนี้ประดิษฐานที่วัดพระสิงห์
ผลของงานนี้คือการ สืบสาสะนา สืปฯสาสนาฯ (คำเมืองอ่านว่า สืบสาสะนา) ในความหมายที่พจนานุกรมให้ไว้ว่า "สืบต่ออายุศาสนา ทำให้อายุของศาสนายืนยาวขึ้น" ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่พระสงฆ์ล้านนาข้ามทะเลไปลังกาเมื่อห้าสิบปีก่อน
ใบลานและตัวอักษร: ลังกาในหอธรรมล้านนา
หลังการสังคายนา ภิกษุล้านนาแต่งคัมภีร์ภาษาบาลีกันมาก จนนักวิชาการเรียกว่ายุคทองของวรรณกรรมบาลีล้านนา พระพงษ์ระวีและคณะยกตัวอย่าง เช่น พระญาณวิลาสแต่งสังขยาปกาสก พระโพธิรังสีแต่งจามเทวีวงศ์และสิหิงคนิทาน พระรัตนปัญญาเถระแต่งชินกาลมาลีปกรณ์ และพระสิริมังคลาจารย์แต่งมังคลัตถทีปนี
ชินกาลมาลีปกรณ์ ที่แต่งจบใน พ.ศ. ๒๐๖๐ เล่าประวัติพุทธศาสนาในลังกา หริภุญไชย และล้านนา ต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียว และอ้างคัมภีร์ลังกาหลายเล่ม ทั้งทีปวงส์และมหาวงส์ (พระพีร์ญาภพพ์ และศิริศักดิ์ ๒๕๖๓) คนล้านนาจึงรู้จักประวัติศาสตร์ลังกาผ่านหน้าใบลานของตนเอง อ่านเรื่องคัมภีร์นี้ได้ที่ ชินกาลมาลีปกรณ์
แต่สิ่งที่ล้านนารับจากลังกาคือ ภาษาบาลีและเนื้อหา ไม่ใช่ตัวอักษร คัมภีร์บาลีในล้านนาเขียนด้วยอักษรของที่นี่เอง คือ ตั๋วเมือง ต฿วฯเมิอฯง (คำเมืองอ่านว่า ตั๋วเมือง) หรืออักษรธรรมล้านนา ซึ่งข้อเสนอเข้ารหัสยูนิโค้ดของอักษรนี้ระบุว่าใช้เขียนทั้งภาษาไตและภาษาบาลี และบางฉบับเขียนด้วยอักษร ขอม ขอฯม (คำเมืองอ่านว่า ขอม) เช่นต้นฉบับชินกาลมาลีปกรณ์ที่เก่าที่สุดซึ่งเป็นอักษรขอม ใบลานเหล่านี้เก็บไว้ใน หอธรรม หํอฯธัม์มฯ (คำเมืองอ่านว่า หอธรรม) คือ "หอพระไตรปิฎก อาคารที่เก็บคัมภีร์ใบลาน" ประวัติตั๋วเมืองโดยย่ออ่านได้ที่ ตั๋วเมืองคืออะไร

ทางกลับ: เมื่อลังกาขอพระจากสยาม (พ.ศ. ๒๒๙๖)
สามร้อยปีต่อมา เส้นทางเดิมเดินย้อนกลับ ในศรีลังกาสายการอุปสมบทพระภิกษุขาดช่วงลง Britannica อธิบายว่าพระเจ้ากิตติสิริราชสีห์แห่งแคนดีทรงขอพระสงฆ์จากสยามมาฟื้นฟูการอุปสมบท Tyler Lehrer (๒๐๒๒) ศึกษาเอกสารของบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์คู่กับพงศาวดารลังกาและสยาม และเล่าว่าพระเจ้าบรมโกศแห่งอยุธยาทรงส่งคณะสงฆ์ที่มี พระอุบาลี เป็นหัวหน้า ไปถึงลังกาใน พ.ศ. ๒๒๙๖ (ค.ศ. ๑๗๕๓) และให้การอุปสมบทหลายร้อยรูปในช่วง พ.ศ. ๒๒๙๖–๒๒๙๙ จนเกิดคณะสงฆ์ที่เรียกว่า สยามนิกาย
เรื่องนี้เป็นของอยุธยา ไม่ใช่ล้านนา แต่ทำให้เห็นภาพทั้งหมด สายการบวชที่ไหลจากลังกามาสู่แผ่นดินไทยหลายศตวรรษ วันหนึ่งก็ไหลกลับไปช่วยลังกา และใน พ.ศ. ๒๔๙๘ ชินกาลมาลีปกรณ์ที่แต่งในเชียงใหม่ก็ได้รับการแปลเป็นภาษาสิงหลและพิมพ์ที่ศรีลังกา ตามรายการฉบับแปลที่บันทึกไว้ในบทความ ชินกาลมาลีปกรณ์
เข้าใจผิดบ่อย: แหล่งข้อมูลบอกอะไร
"ลังกาวงศ์มาจากลังกาโดยตรง"
ระลอกแรกที่ถึงล้านนาใน พ.ศ. ๑๙๑๒ มาทางแดนมอญและสุโขทัย พระสุมนเถระบวชในสำนักพระอุทุมพรมหาสวามีที่เมืองพัน ไม่ได้ไปลังกาเอง ระลอกที่ ๒ ใน พ.ศ. ๑๙๖๗–๑๙๗๓ จึงเป็นครั้งที่พระจากเชียงใหม่ไปถึงลังกาเอง
"ล้านนารับพุทธศาสนาครั้งแรกจากลังกา"
ก่อนลังกาวงศ์ ดินแดนนี้มีพุทธศาสนาที่สืบมาจากหริภุญไชยอยู่แล้ว และสำนักพื้นเมืองเดิมนี้ยังอยู่คู่กับสองสำนักลังกาวงศ์ในเชียงใหม่ (พระพงษ์ระวีและคณะ ๒๕๖๘)
"หนสวนดอกกับหนป่าแดงคือคนละศาสนา"
ทั้งสองเป็นพุทธศาสนาเถรวาทสายลังกาวงศ์ พจนานุกรมก็อธิบายทั้งสองคำว่าเป็นลัทธิลังกาวงศ์ ต่างกันที่ยุคและทางที่รับมา และแนวปฏิบัติบางเรื่อง
"พระพุทธสิหิงค์องค์ที่เชียงใหม่สร้างในลังกา"
นั่นคือเรื่องตามตำนาน พจนานุกรมและนักประวัติศาสตร์ศิลปะบรรยายองค์พระที่วัดพระสิงห์ว่าเป็นศิลปะล้านนา ทั้งสองอย่างเป็นจริงในแบบของตน คือเป็นตำนานที่คนเชื่อถือ และเป็นงานช่างล้านนาที่มีอยู่จริง
"อักษรล้านนามาจากอักษรลังกา"
แหล่งข้อมูลที่เราอ่านไม่ได้บอกเช่นนั้น สิ่งที่มาจากสายลังกาคือภาษาบาลีและคัมภีร์ ส่วนการเขียนใช้ตั๋วเมืองและอักษรขอมที่ใช้กันในภูมิภาคอยู่แล้ว
สรุป
- ล้านนากับลังกา ผูกกันด้วยพุทธศาสนา ไม่ใช่สงครามหรือการค้า สิ่งที่เดินทางคือพระสงฆ์ คัมภีร์ พระธาตุ และต้นโพธิ์
- ลังกาวงศ์ถึงล้านนาสองระลอก ระลอกแรกผ่านแดนมอญและสุโขทัยกับพระสุมนเถระ (พ.ศ. ๑๙๑๒, หนสวนดอก) ระลอกที่ ๒ พระเชียงใหม่ไปบวชใหม่ที่ลังกาเอง (พ.ศ. ๑๙๖๗) แล้วกลับมาตั้ง หนป่าแดง ราว พ.ศ. ๑๙๗๓
- สองสำนักเคยเห็นต่าง ตำนานของแต่ละฝ่ายเล่าจากมุมตน จนพระเจ้าติโลกราชปลูกต้นโพธิ์จากลังกาที่วัดเจ็ดยอด และจัดสังคายนาใน พ.ศ. ๒๐๒๐
- ล้านนารับภาษาบาลีและแบบแผนการเขียนตำนานจากลังกา แต่จารลงใบลานด้วยตั๋วเมืองของตนเอง
- พระพุทธสิหิงค์มาจากลังกา ตามตำนาน ส่วนองค์พระเป็นศิลปะล้านนา และใน พ.ศ. ๒๒๙๖ สายการบวชก็ไหลกลับจากอยุธยาไปช่วยลังกา
ค้นคำว่า หนป่าแดง หนสวนดอก และ ไม้สะหลี ได้ในพจนานุกรมมรดกล้านนา แล้วอ่านเรื่องยุคทองของล้านนาต่อที่ พระเจ้าติโลกราช
บทความนี้เป็นตอนหนึ่งของชุด ล้านนากับโลก ที่วางเรื่องของล้านนาไว้บนเส้นเวลาเดียวกับประวัติศาสตร์มนุษย์ เริ่มอ่านภาพรวมทั้งหมดได้ที่ ล้านนากับโลก: ประวัติศาสตร์มนุษย์ และที่ทางของล้านนา ส่วนเรื่องของล้านนาทั้ง ๗๐๐ ปีอยู่ที่ ล้านนา
📚 อ่านต่อ: พญากือนา · พระเจ้าติโลกราช · พระรัตนปัญญาเถระ · ชินกาลมาลีปกรณ์ · เกจิล้านนา
แหล่งอ้างอิง
- พจนานุกรมมรดกล้านนา: หนป่าแดง · หนสวนดอก · ไม้สะหลี · พระสิงห์ · พระเจ้าทองทิพย์ · เถรวาท · ผ้าลังกา
- พระพงษ์ระวี อุตฺตรภทฺโท และคณะ. (๒๕๖๘). ผังวัดหลวงในล้านนาที่รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาลังกาวงศ์: แนวคิดด้านจักรวาลวิทยาและสถาปัตยกรรม. วารสารพุทธศิลปกรรม ๘(๑)
- จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์. (๒๕๖๘, เผยแพร่ซ้ำจากฉบับพฤษภาคม ๒๕๔๒). ศึกพระสงฆ์ในสยาม สังฆเภทคณะสงฆ์ลังกา ป่าแดง vs ป่ามะม่วง-สวนดอก สู่การสังคายนาพระไตรปิฎก. ศิลปวัฒนธรรม
- ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี และธณิกานต์ วรธรรมานนท์. (๒๕๖๐). วิเคราะห์ตำนานมูลศาสนา ฉบับวัดสวนดอก. วารสารวิจิตรศิลป์ ๘(๑)
- พระพีร์ญาภพพ์ ธารพนาลี และศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี. (๒๕๖๓). วงศ์พระพุทธเจ้าในชินกาลมาลีปกรณ์. วารสารวิจิตรศิลป์ ๑๑(๑)
- พระพงษ์ระวี อุตฺตรภทฺโท, พระครูสมุห์ธนโชติ จิรธมฺโม และ ประทีป พืชทองหลาง. (๒๕๖๕). เจดีย์หลวงมหาธาตุกลางเวียง: ภาพสะท้อนคติจักรพรรดิราช ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช. วารสารปณิธาน ๑๘(๑)
- ศิลปวัฒนธรรม. (๒๕๖๙). ตามรอย "พระพุทธสิหิงค์" พระพุทธรูปสำคัญของไทยทั้ง ๓ องค์ กับพุทธศิลป์ ๓ แบบ (อ้าง ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ๒๕๔๗)
- Penth, Hans. (๒๕๓๘). Which Ratanapañña Composed the Jinakālamālī?. Journal of the Siam Society 83
- Lehrer, Tyler A. (๒๕๖๕). Dangerous Friendships in Eighteenth-Century Buddhist Laṅkā and Siam. Itinerario, Cambridge University Press
- Witzel, Michael. (๒๕๕๒). Moving Targets? Texts, language, archaeology and history in the Late Vedic and early Buddhist periods. Indo-Iranian Journal 52 (Harvard DASH)
- Encyclopaedia Britannica: Mahendra · Pali canon · Mahavamsa · Polonnaruwa · Kittisiri Rajasiha
- UNESCO World Heritage: Sacred City of Anuradhapura · Ancient City of Polonnaruwa
- BuddhaNet. Kelaniya. Sacred Island: A Buddhist Pilgrim's Guide to Sri Lanka
- Everson, M., Hosken, M., & Constable, P. (๒๕๕๐). Revised proposal for encoding the Lanna script in the BMP of the UCS. Unicode
- บทความของมรดกล้านนาที่เป็นที่มาของเหตุการณ์ในล้านนา (แต่ละบทความมีแหล่งอ้างอิงของตนเอง): พญากือนา · พระเจ้าติโลกราช · พระรัตนปัญญาเถระ · ชินกาลมาลีปกรณ์ · ล้านนากับโลก
ฝึกคำจากบทความนี้
ลองเล่นบัตรคำ 17 คำจากบทความนี้ จำคำล้านนาให้แม่นขึ้น
ค้นหาคำว่า "หนป่าแดง" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา
🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 17 คำ จำได้แค่ไหน?


