
ภาพ: Gerd Eichmann / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
ล้านนากับฝรั่งเศส: ๑๘๙๓ และแม่น้ำโขง
ล้านนากับฝรั่งเศส เป็นเรื่องของแม่น้ำสายหนึ่ง ก่อน ค.ศ. ๑๘๙๓ แม่น้ำโขงเป็นทางสัญจรที่คนสองฝั่งข้ามไปมาหากัน เมืองน่านมีเมืองขึ้นอยู่ทั้งสองฝั่ง แต่ภายในสิบกว่าปี สนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศสหลายฉบับทำให้แม่น้ำสายนี้กลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างประเทศ ที่ยังใช้อยู่จนทุกวันนี้ บทความนี้เป็นตอนหนึ่งของชุด ล้านนากับโลก ชวนดูว่าเส้นนั้นถูกขีดอย่างไร และผ่านล้านนาตรงไหนบ้าง
คำเมืองมีคำที่ตรงกับเรื่องนี้พอดี คือ หมายหลัก หมฯายฯหัลฯก (คำเมืองอ่านว่า หมายหลั๋ก) พจนานุกรมอธิบายว่า "ปักหลักเพื่อกำหนดเขตแดน" ในยุคนี้ คณะกรรมการปักปันเขตแดนของสองฝ่ายเดินสำรวจ ทำแผนที่ และปักหลักเขตจริง ๆ บนภูเขาและริมน้ำ
ส่วนดินแดนริมเขตของบ้านเมือง คนเมืองเรียกว่า ขอกเมือง ขอฯกเมิอฯง (คำเมืองอ่านว่า ขอกเมือง) คือ "เขต ชายแดนเมือง" เมืองริมโขงอย่างเชียงแสน เชียงของ และเมืองเงินของน่าน คือขอกเมืองที่เรื่องในบทความนี้เกิดขึ้น และสิ่งที่สนธิสัญญาทั้งหลายพยายามขีดให้ชัด คือ แดน แดนฯ (คำเมืองอ่านว่า แดน) ที่พจนานุกรมอธิบายว่า "อาณาเขตที่กำหนด หรือแบ่งไว้อย่างชัดเจน"
- ปี เขียนเป็น ค.ศ. คู่กับ พ.ศ. ตามการนับปัจจุบัน (พ.ศ. = ค.ศ. + ๕๔๓) สมัยนั้นสยามขึ้นปีใหม่วันที่ ๑ เมษายน เอกสารไทยเก่าจึงอาจลงปีของเหตุการณ์เดือนมกราคมถึงมีนาคมเร็วกว่านี้หนึ่งปี (ดูหัวข้อเข้าใจผิดบ่อย)
- ฝั่งซ้าย ฝั่งขวา นับตามทิศที่แม่น้ำไหล แม่น้ำโขงไหลจากเหนือลงใต้ โดยรวมฝั่งซ้ายจึงเป็นฝั่งลาว ฝั่งขวาเป็นฝั่งไทย
- เส้นบนแผนที่ เป็นขอบเขตโดยประมาณ เราแรเงาเฉพาะที่แหล่งข้อมูลบอกขอบเขตไว้ และบอกที่มาทุกช่วง
- เรื่องอังกฤษ ไม้สัก และสนธิสัญญาเชียงใหม่ อยู่ในอีกตอนของชุดนี้ ตอนนี้เล่าเฉพาะฝั่งตะวันออก
ก่อนมีเส้นแดน: แม่น้ำโขงของน่าน ล้านช้าง และไทลื้อ
ก่อนยุคสนธิสัญญา ดินแดนริมแม่น้ำโขงไม่ได้แบ่งด้วยเส้นบนแผนที่ แต่แบ่งด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเมือง เมืองเล็กขึ้นกับเมืองใหญ่ และบางเมืองขึ้นกับหลายเมืองพร้อมกัน ฝั่งตะวันออกเป็นดินแดนของ ล้านช้าง ล้านฯช้างฯ (คำเมืองอ่านว่า ล้านจ๊าง) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็น "อาณาจักรของชนชาติลาว ตั้งอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง" มีเมืองหลวงพระบางเป็นเมืองหลวง ในศตวรรษที่ ๑๙ หลวงพระบางเป็นราชอาณาจักรที่ขึ้นกับสยาม
ฝั่งล้านนา เมืองที่อยู่ใกล้แม่น้ำโขงที่สุดคือ เมืองน่าน เมิอฯงนาฯ่นฯ (คำเมืองอ่านว่า เมืองน่าน) วิทยานิพนธ์ของ มาริ ซากาโมโต (๒๕๕๖) ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งอ้างงานของสรัสวดี อ๋องสกุล และรัตนาพร เศรษฐกุล เล่าว่า หลังน่านฟื้นเมืองในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าเมืองน่านได้ฟื้นเมืองเชียงของและเมืองเทิง อาณาเขตของน่านด้านเหนือจรดแม่น้ำโขงที่เชียงของ ด้านตะวันออกล่องตามแม่น้ำโขงลงไปถึงเมืองเชียงลม เชียงฮ่อน และเมืองเงิน และยังมีเมืองบนฝั่งซ้าย เช่น เมืองสิง เมืองหลวงน้ำทา และเมืองเชียงแขง เป็นเมืองขึ้น
งานเดียวกันอ้างสรัสวดีว่า แต่เดิมถือกันว่าฝั่งขวาแม่น้ำโขงเป็นเขตอิทธิพลของล้านนา และแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างล้านนากับล้านช้าง หลักนี้ยังใช้กันมาจนปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ มีคัมภีร์ใบลานและพับสาที่กล่าวถึงเมืองเงินว่าอยู่ในเขตปกครองของเมืองน่าน
คนที่อยู่ริมน้ำก็ไม่ได้แบ่งตามเส้น จาวไตลื้อ ชาวฯไทลื้ (คำเมืองอ่านว่า จาวไตลื้อ) คือคนไทลื้อที่พจนานุกรมบอกว่ามาจากสิบสองปันนา ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั้งในเมืองเงิน เชียงของ และน่าน ส่วนคน ขะหมุ๋ ขหุ (คำเมืองอ่านว่า ขะหมุ๋) หรือขมุ พจนานุกรมบอกว่าอยู่หนาแน่นทั้งในแขวงหลวงพระบางและในจังหวัดน่าน ทุกวันนี้ทั้งสองกลุ่มยังอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ
ฝรั่งเศสมาทางแม่น้ำโขง (ค.ศ. ๑๘๖๖–๑๘๘๗)
ฝรั่งเศสเข้ามาในภูมิภาคนี้จากทางใต้ ตั้งโคชินจีนเป็นอาณานิคม และทำสนธิสัญญาอารักขากัมพูชาใน ค.ศ. ๑๘๖๓ แล้วอยากรู้ว่าแม่น้ำโขงจะเป็นทางการค้าขึ้นไปถึงจีนได้หรือไม่ ใน ค.ศ. ๑๘๖๖–๑๘๖๘ คณะสำรวจแม่น้ำโขงของฝรั่งเศส นำโดยดูดาร์ เดอ ลากเร และฟรานซิส การ์นิเยร์ เดินทางทวนแม่น้ำโขงขึ้นไป ผ่านหลวงพระบางใน ค.ศ. ๑๘๖๗ จนถึงยูนนาน สารานุกรมบริแทนนิกาบันทึกว่าคณะนี้ทำแผนที่ดินแดนที่ชาวยุโรปยังไม่รู้จัก และเป็นชาวยุโรปกลุ่มแรกที่เข้ายูนนานทางใต้
ยี่สิบปีต่อมา ใน ค.ศ. ๑๘๘๖ ฝรั่งเศสส่ง โอกุสต์ ปาวี (Auguste Pavie) มาเป็นรองกงสุลที่หลวงพระบาง ตามที่บริแทนนิกาเล่า ปาวีใช้เวลาหลายปีเดินทางทั่วลาวตอนเหนือ ผูกมิตรกับเจ้าเมืองต่าง ๆ ใน ค.ศ. ๑๘๘๗ หลังกองทัพสยามถอนออกไป หลวงพระบางถูกกองกำลังจากทางตะวันออกบุกเข้าเมือง ปาวีช่วยให้พระเจ้าอุ่นคำหนีออกจากเมืองได้ ปีเดียวกันนั้น ฝรั่งเศสรวมโคชินจีน อันนัม ตังเกี๋ย และกัมพูชา เป็นสหภาพอินโดจีนฝรั่งเศส

ภาพ: คณะสำรวจปาวี (Pavie) และ Poulmaire (ช่างแกะ) / หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส ผ่าน Wikimedia Commons (Public domain) ตัดภาพโดยมรดกล้านนา
ฝั่งสยามก็ปรับการปกครองเช่นกัน ใน ค.ศ. ๑๘๙๒ (พ.ศ. ๒๔๓๕) สยามจัดหัวเมืองล้านนาเป็น "มณฑลลาวเฉียง" ตามที่เล่าไว้ในบทความ ล้านนา
วิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (ค.ศ. ๑๘๙๓)
ความขัดแย้งเรื่องฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมาถึงจุดแตกหักในฤดูร้อน ค.ศ. ๑๘๙๓ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม เรือรบฝรั่งเศสฝ่าเข้าปากน้ำเจ้าพระยา มีการยิงต่อสู้กับป้อมที่ปากน้ำ แล้วเรือขึ้นไปจอดถึงกรุงเทพฯ งานของฐนพงศ์ (๒๕๖๖) เล่าว่าคืนนั้นราชสำนักสยามตึงเครียดมาก และเลือกทางการทูตแทนการรบ โดยประกาศว่าเหตุที่ปากน้ำเป็นเรื่อง "เข้าใจผิด"
วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ตอบภายใน ๔๘ ชั่วโมง ข้อแรกคือให้สยามสละสิทธิ์เหนือดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะทั้งหมด สยามตอบรับวันที่ ๒๙ กรกฎาคม แต่ฝรั่งเศสยื่นข้อเรียกร้องเพิ่มในวันรุ่งขึ้น คือ ให้ฝรั่งเศสยึดจันทบุรีไว้ก่อน ห้ามสยามมีทหารในเขต ๒๕ กิโลเมตรฝั่งขวาแม่น้ำโขง ห้ามมีเรือติดอาวุธในทะเลสาบเขมร และขอสิทธิตั้งกงสุลที่น่านและโคราช

ภาพ: Michelet ตามภาพของ Alexandre Jean-Baptiste Brun / Wikimedia Commons (Public domain)
สนธิสัญญาลงนามที่กรุงเทพฯ วันที่ ๓ ตุลาคม ค.ศ. ๑๘๙๓ (พ.ศ. ๒๔๓๖) ข้อความที่สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ ส่งกลับไปวอชิงตัน และเอกสารศึกษาเขตแดนลาว–ไทยของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (International Boundary Study ฉบับที่ ๒๐) ให้สาระสำคัญตรงกัน
| ข้อ | สาระ | ล้านนาเกี่ยวอย่างไร |
|---|---|---|
| ๑ | สยามสละสิทธิ์ทั้งหมดเหนือดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และเกาะในแม่น้ำ | ฝั่งตรงข้ามเชียงแสนและเชียงของ รวมเมืองฝั่งซ้ายที่เคยขึ้นกับน่าน ไปอยู่ฝั่งฝรั่งเศส |
| ๓ | ห้ามสร้างค่ายหรือที่ตั้งทหารในพระตะบอง เสียมราฐ และในรัศมี ๒๕ กิโลเมตรฝั่งขวาแม่น้ำโขง | เชียงแสน เชียงของ และเมืองเงินของน่าน อยู่ในเขตนี้ |
| ๘ | ฝรั่งเศสตั้งกงสุลได้ตามที่เห็นสมควร "โดยเฉพาะที่โคราชและเมืองน่าน" | เมืองน่านถูกระบุชื่อในสนธิสัญญา |
จดหมายนำส่งของสถานทูตสหรัฐฯ ยังบันทึกว่าฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน เราไม่พบหลักฐานพอว่ากงสุลฝรั่งเศสเปิดทำการที่เมืองน่านเมื่อใด จึงบอกได้เพียงว่าสนธิสัญญาเปิดทางไว้
แผนที่ด้านล่างให้ลองเลื่อนดูเองทีละสนธิสัญญา ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๘๗ ถึงวันนี้ จุดแต่ละเมืองบอกว่าอยู่ฝั่งไหนในแต่ละช่วง กด 🔍 เพื่อซูมดูล้านนาและน่าน และท้ายวิดเจ็ตมีเกม "ฝั่งไหน?" ให้ลองทาย
เมืองสิงและปฏิญญา ค.ศ. ๑๘๙๖: สามเหลี่ยมทองคำเกิดตรงนี้
สนธิสัญญา ค.ศ. ๑๘๙๓ ยังทิ้งปัญหาไว้ที่แม่น้ำโขงตอนบน เหนือเชียงแสนขึ้นไป ฝั่งซ้ายคือเมืองเชียงแขง ซึ่งมีเมืองสิงเป็นเมืองหลวง อังกฤษซึ่งได้พม่าทั้งหมดใน ค.ศ. ๑๘๘๕ อ้างสิทธิ์ทางฝั่งรัฐฉาน ส่วนฝรั่งเศสอ้างฝั่งซ้ายตามสนธิสัญญา อังกฤษเสนอให้ตั้ง "รัฐกันชน" คั่นกลาง แต่การเจรจายืดเยื้อ
บทความของ Chandran Jeshurun (๑๙๗๐) ในวารสารสยามสมาคม ซึ่งใช้เอกสารกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ เล่าว่าวันที่ ๒๑ มีนาคม ค.ศ. ๑๘๙๕ รัฐบาลอินเดียของอังกฤษส่งทหารกุรข่า ๑๓๐ นายข้ามแม่น้ำโขงไปตั้งอยู่ที่เมืองสิง เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองให้ฝรั่งเศสยอมตกลงเรื่องอนาคตของสยาม
ผลคือ ปฏิญญาอังกฤษ–ฝรั่งเศส วันที่ ๑๕ มกราคม ค.ศ. ๑๘๙๖ ซึ่ง Jeshurun ชี้ว่าเจรจากันที่ลอนดอนและปารีส โดยไม่ได้ปรึกษารัฐบาลสยาม ปฏิญญานี้ให้ร่องน้ำลึกของแม่น้ำโขง ตั้งแต่ปากน้ำรวกขึ้นไปถึงชายแดนจีน เป็นเส้นแบ่งเขตของอังกฤษกับฝรั่งเศส และทั้งสองฝ่ายตกลงไม่เข้ายึดครองลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เมืองสิงอยู่ฝั่งซ้ายจึงอยู่ฝั่งฝรั่งเศส เอกสารศึกษาเขตแดนพม่า–ลาวของสหรัฐฯ (ฉบับที่ ๓๓) ยืนยันว่าเส้นแม่น้ำโขงช่วงนี้ยังเป็นเขตแดนพม่า–ลาวจนทุกวันนี้
จุดที่น้ำรวกไหลลงแม่น้ำโขงคือ ส๋บลวก ส฿ปฯรวฯก (คำเมืองอ่านว่า ส๋บลวก) หรือสบรวก อำเภอเชียงแสน จังหวัด เจียงฮาย ชยฯงรายฯ (คำเมืองอ่านว่า เจียงฮาย) ปฏิญญา ค.ศ. ๑๘๙๖ เรียกจุดนี้ว่าปากน้ำ Nam Huok และทำให้จุดนี้กลายเป็นที่บรรจบของสามประเทศ ที่ทุกวันนี้เรียกกันว่าสามเหลี่ยมทองคำ เรื่องเชียงแสนและไทลื้อเชียงของอ่านต่อได้ที่ เจียงฮาย
ค.ศ. ๑๙๐๔: เส้นแดนข้างเมืองน่าน
ปัญหาต่อมาอยู่ที่ฝั่งขวาตรงข้ามหลวงพระบาง ดินแดนผืนนี้ทั้งน่านและหลวงพระบางต่างมีส่วนเกี่ยวข้อง ซากาโมโต (๒๕๕๖) ซึ่งอ้างสรัสวดี อ๋องสกุล และรัตนาพร เศรษฐกุล เล่าว่า หัวเมืองฝั่งขวาที่ขึ้นกับเมืองน่าน ได้แก่ เมืองเงิน เมืองคอบ เมืองเชียงลม และเมืองเชียงฮ่อน ต่อมาเมื่อมีพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๖ สี่เมืองนี้รวมเป็น "แขวงหัวของ" ตั้งที่ว่าการที่เมืองเชียงลม
สาเหตุหนึ่งที่สองฝ่ายแย่งชิงดินแดนนี้ ตามคำอธิบายของสรัสวดีที่ซากาโมโตอ้าง คือ บ่อเกลือ หรือ บ่อเกื๋อ บอฯเกิลฯอฯอ (คำเมืองอ่านว่า บ่อเกื๋อ) ที่มีมากบริเวณต้นแม่น้ำน่าน และเมืองเงินเองก็อยู่ในเขต ๒๕ กิโลเมตรตามสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๘๙๓ ชาวเมืองเงินส่วนใหญ่ภักดีต่อเจ้าเมืองน่าน ซึ่งส่งบุตรชายคือหนานสุทธิสารไปรักษาราชการเมืองเงิน แต่ฝ่ายหลวงพระบางก็ส่งทหารและข้าราชการเข้ามาเช่นกัน

ภาพ: Tankura / Wikimedia Commons (CC BY 3.0)
เรื่องจบลงด้วย อนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ลงนามที่ปารีสวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๐๔ (พ.ศ. ๒๔๔๗) ข้อ ๒ ขีดเส้นแดน "ระหว่างหลวงพระบางทางฝั่งขวา กับเมืองพิชัยและเมืองน่าน" เริ่มจากปากน้ำเหืองที่แม่น้ำโขง ตามน้ำเหืองและน้ำตาง ขึ้นไปถึงสันปันน้ำระหว่างลุ่มแม่น้ำโขงกับลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วตามสันปันน้ำขึ้นไปทางเหนือจนถึงต้นน้ำคอบ และตามน้ำคอบลงแม่น้ำโขง พิธีสารเดือนมิถุนายนปีเดียวกันปรับเส้นช่วงใต้ให้ตามน้ำเหืองต่อไปแทนน้ำตาง เอกสารศึกษาเขตแดนกัมพูชา–ไทยของสหรัฐฯ (ฉบับที่ ๔๐) สรุปว่าดินแดนที่ยกให้ครั้งนี้คือแขวงไชยะบุรี (ไซยะบูลี) ของลาวในปัจจุบัน
ซากาโมโตเล่าว่าสยามยอมให้เมืองเงินและเมืองอื่นฝั่งขวาแม่น้ำโขง เพื่อแลกกับการที่ฝรั่งเศสเลิกยึดจันทบุรี รายงานของอัครราชทูตสหรัฐฯ ใน ค.ศ. ๑๙๐๕ สรุปผลของอนุสัญญาไว้สองด้าน ฝรั่งเศสได้ดินแดนหลวงพระบางฝั่งขวา จำปาศักดิ์และมโนไพรฝั่งขวาทางใต้ และตราด ส่วนสยามได้จันทบุรีคืน เขต ๒๕ กิโลเมตรถูกยกเลิก และเรื่องคนในบังคับฝรั่งเศสได้รับการจัดการ ทหารฝรั่งเศสคนสุดท้ายออกจากจันทบุรีวันที่ ๙ มกราคม ค.ศ. ๑๙๐๕

ภาพ: Takeaway / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
เรื่องเมืองน่าน วัดภูมินทร์ และบ่อเกลือ อ่านต่อได้ที่ เมืองน่าน
ค.ศ. ๑๙๐๗: พระตะบอง เสียมราฐ และคนในบังคับ
สนธิสัญญาฉบับต่อมาลงนามที่กรุงเทพฯ วันที่ ๒๓ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ. ๒๔๕๐) ตามบทความของ Lawrence Palmer Briggs (๑๙๔๖) และเอกสารศึกษาเขตแดนฉบับที่ ๔๐ สยามยกพระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมราฐ แก่ฝรั่งเศส (ข้อ ๑) แลกกับได้ตราดและด่านซ้ายคืน (ข้อ ๒) ซึ่งเคยยกให้ไปตามพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๐๔
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ดินแดน คือ คนในบังคับเอเชียของฝรั่งเศส ช่วงนั้นคนจากดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศสจำนวนมากที่อยู่ในสยามขึ้นทะเบียนเป็นคนในบังคับฝรั่งเศส จึงไม่ต้องขึ้นศาลสยามตามปกติ Briggs อ้างตัวเลขของนักเขียนฝรั่งเศสใน ค.ศ. ๑๙๐๗ ว่ามีราว ๑๘,๕๐๐ คน สนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ ให้คนที่ขึ้นทะเบียนหลังวันทำสัญญาขึ้นศาลสยามตามปกติ ส่วนเส้นแดนลาว–สยามฝั่งเหนือ ข้างเมืองน่าน ยังเป็นไปตามที่ตกลงใน ค.ศ. ๑๙๐๔
สำหรับคนเมือง สนธิสัญญาเหล่านี้คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดไกลออกไปทางใต้ แต่ในช่วงเดียวกัน หัวเมืองล้านนาเองก็เปลี่ยนจากประเทศราชเป็น "มณฑลพายัพ" ใน ค.ศ. ๑๘๙๙ (พ.ศ. ๒๔๔๒) ตามที่เล่าไว้ในบทความ ล้านนา ทั้งสองเรื่องคือการขีดเส้นในแผ่นดินเดียวกัน คนละด้าน
หลังจากนั้น: เกาะในแม่น้ำ ค.ศ. ๑๙๔๑ และ ๑๙๔๖
สนธิสัญญา ค.ศ. ๑๘๙๓ ให้เกาะในแม่น้ำโขงเป็นของฝรั่งเศสทั้งหมด ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าเส้นแดนอยู่ตรงไหนของแม่น้ำ อนุสัญญาวันที่ ๒๕ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๒๖ (พ.ศ. ๒๔๖๙) ตอบว่า ตรงที่ไม่มีเกาะ เส้นแดนอยู่ตามร่องน้ำลึก ตรงที่มีเกาะ เส้นแดนอยู่ตามร่องน้ำลึกของสายน้ำที่ใกล้ ต๋าฝั่ง ตาฝั่งฯ (คำเมืองอ่านว่า ต๋าฝั่ง) หรือตลิ่งฝั่งสยามที่สุด ดอนในแม่น้ำจึงอยู่ฝั่งลาว ยกเว้นบางดอนที่ระบุชื่อให้เป็นของสยาม เอกสารศึกษาเขตแดนฉบับที่ ๒๐ ตั้งข้อสังเกตว่าหน้าแล้ง บางช่วงของเส้นนี้แทบกลายเป็นเส้นบนบก
ใน ค.ศ. ๑๙๔๐–๑๙๔๑ เกิดการสู้รบระหว่างไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ญี่ปุ่นเข้าไกล่เกลี่ย และ อนุสัญญาโตเกียว วันที่ ๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๑ (พ.ศ. ๒๔๘๔) คืนดินแดนลาวฝั่งขวาแม่น้ำโขงและดินแดนกัมพูชาที่ยกให้ใน ค.ศ. ๑๙๐๗ แก่ไทย ซากาโมโตบันทึกว่าไทยตั้งจังหวัดใหม่ ๔ จังหวัด คือ จังหวัดล้านช้าง (ไชยะบุรี) จำปาศักดิ์ พิบูลสงคราม และพระตะบอง ผู้เฒ่าชาวไทลื้อในเมืองเงินที่ให้สัมภาษณ์ในงานวิจัยเล่าว่าตอนนั้นได้เรียนหนังสือไทยกับครูคนไทย
หลังสงคราม ข้อตกลงวอชิงตัน วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๔๖ (พ.ศ. ๒๔๘๙) ยกเลิกอนุสัญญาโตเกียว และให้สนธิสัญญา ค.ศ. ๑๘๙๓ ๑๙๐๔ ๑๙๐๗ และ ๑๙๒๕ กลับมาใช้พร้อมเส้นแดนเดิม เส้นแดนลาว–ไทยและกัมพูชา–ไทยที่ใช้กันทุกวันนี้ คือเส้นชุดนี้ เรื่องญี่ปุ่นในภาคเหนือช่วงสงครามอยู่ในอีกตอนของชุดล้านนากับโลก
ฝรั่งเศสกับความรู้เรื่องล้านนา
ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสไม่ได้มีแค่เส้นแดน งานแปลภาษาฝรั่งเศสหลายชิ้นช่วยให้โลกรู้จักเอกสารล้านนา กามิลล์ นอตอง (Camille Notton) เข้ารับราชการที่สถานทูตฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ ใน ค.ศ. ๑๙๐๖ แล้วเป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำเชียงใหม่ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ จนถึงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตามบันทึกของฟร็องซัว ลากีราร์ด (๒๐๐๒) นอตองแปลตำนานเมืองเชียงใหม่จากอักษรธรรมเป็นภาษาฝรั่งเศส พิมพ์ที่ปารีสใน ค.ศ. ๑๙๓๒ เป็นเล่มที่ ๓ ของชุด Annales du Siam หอจดหมายเหตุของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (EFEO) ยังเก็บต้นฉบับพิมพ์ดีดคำแปลของเขาไว้ เรื่องนี้เล่าต่อในบทความ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และ มังรายศาสตร์
ก่อนหน้านั้น ใน ค.ศ. ๑๙๒๕ นักวิชาการฝรั่งเศส ยอร์ช เซเดส์ (George Cœdès) แปลชินกาลมาลีปกรณ์เป็นภาษาฝรั่งเศสพร้อมต้นฉบับบาลี ดูได้ที่บทความ ชินกาลมาลีปกรณ์ งานเหล่านี้ทำให้ล้านนาปรากฏใน เมืองนอก เมิอฯงนอฯก (คำเมืองอ่านว่า เมืองนอก) หรือต่างประเทศ ในฐานะดินแดนที่มีตำนาน กฎหมาย และพงศาวดารของตนเอง
แม่น้ำโขงวันนี้
ทุกวันนี้เส้นแดนลาว–ไทยเริ่มที่สบรวก ตามแม่น้ำโขงลงมาราว ๙๕ กิโลเมตร ผ่านเชียงแสนและเชียงของ แล้วออกจากแม่น้ำไปตามสันเขาและน้ำเหือง ทางตะวันออกของเชียงราย พะเยา และน่าน ก่อนกลับลงแม่น้ำโขงอีกราว ๘๗๐ กิโลเมตร ตามตัวเลขของเอกสารศึกษาเขตแดนฉบับที่ ๒๐ ฝั่งตรงข้ามเชียงของคือเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ของลาว
แม่น้ำยังเลี้ยงคนสองฝั่งเหมือนเดิม พจนานุกรมบอกว่า ป๋าบึ๋ก ปลฯาบึกฯ (คำเมืองอ่านว่า ป๋าบึ๋ก) หรือปลาบึก "อาศัยอยู่ที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาเท่านั้น" และ ไก ไค (คำเมืองอ่านว่า ไก) สาหร่ายเส้นเล็กสีเขียว ก็ "พบในแม่น้ำโขง และแม่น้ำน่าน" ทั้งปลาและสาหร่ายไม่รู้จักเส้นแดน ส่วนคนไทลื้อ ขมุ และคนเมือง ก็ยังอยู่ทั้งสองฝั่ง
เข้าใจผิดบ่อย: สิ่งที่แหล่งข้อมูลบอก
"ล้านนาเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสใน ค.ศ. ๑๘๙๓ ครั้งเดียว"
แหล่งข้อมูลแยกเป็นหลายขั้น ค.ศ. ๑๘๙๓ คือฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมด รวมเมืองฝั่งซ้ายที่เคยขึ้นกับน่าน ส่วนเมืองฝั่งขวาของน่านอย่างเมืองเงิน เชียงฮ่อน และเชียงลม ตามมาใน ค.ศ. ๑๙๐๔ แม่น้ำโขงตอนบนเหนือสบรวกตกลงกันระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสใน ค.ศ. ๑๘๙๖ และพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ที่อยู่ไกลจากล้านนา ตามมาใน ค.ศ. ๑๙๐๗
"ทุกเกาะกลางแม่น้ำโขงแบ่งกันคนละครึ่ง"
ตามสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๘๙๓ และอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๒๖ เกาะในแม่น้ำอยู่ฝั่งลาว เส้นแดนเดินตามร่องน้ำลึกของสายน้ำที่ใกล้ฝั่งไทยที่สุด ยกเว้นบางดอนที่อนุสัญญาระบุชื่อให้เป็นของสยาม
"ปี ๒๔๔๖ หรือ ๒๔๔๗ ข้อไหนถูก"
ถูกทั้งคู่ แต่นับคนละแบบ อนุสัญญาลงนามวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒ สมัยนั้นสยามขึ้นปีใหม่วันที่ ๑ เมษายน เดือนกุมภาพันธ์จึงยังเป็น พ.ศ. ๒๔๔๖ ตามการนับเดิม แต่ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๔๗ ตามการนับปัจจุบัน ตามที่มติชนสุดสัปดาห์อธิบาย ในบทความนี้เราใช้การนับปัจจุบันเสมอ ส่วนวันที่เอง Briggs (๑๙๔๖) ให้วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ แต่ข้อความในรายงานสหรัฐฯ ค.ศ. ๑๙๐๕ เอกสารศึกษาเขตแดนสหรัฐฯ และมติชน ให้ ๑๓ กุมภาพันธ์ เราจึงใช้ ๑๓ กุมภาพันธ์
"เรือกลไฟในวัดภูมินทร์คือเรือรบที่ปากน้ำ"
ในจิตรกรรมวัดภูมินทร์มี สะเปาไฟ สเพัาไฟ (คำเมืองอ่านว่า สะเปาไฟ) ที่พจนานุกรมอธิบายว่า "กำปั่นไฟ เรือกลไฟ" คำบรรยายภาพบางแห่งเชื่อมเรือลำนี้กับเหตุการณ์ปากน้ำ ค.ศ. ๑๘๙๓ แต่งานวิชาการที่เราอ่าน เช่น บทความของปรีดี พิศภูมิวิถี ที่อ้างไว้ในบทความ เมืองน่าน อธิบายเพียงว่าช่างวาดภาพชาวตะวันตกและของจากโลกตะวันตก ซึ่งอาจได้ฟังมาจากมิชชันนารี เรายังไม่พบหลักฐานว่าเรือในภาพคือเรือที่ปากน้ำ
ชุดล้านนากับโลก
บทความนี้เป็นตอนหนึ่งของชุด ล้านนากับโลก ที่วางเรื่องของล้านนาลงบนเส้นเวลาเดียวกับประวัติศาสตร์โลก เริ่มอ่านจากบทความหลัก ล้านนากับโลก: ประวัติศาสตร์มนุษย์ และที่ทางของล้านนา ซึ่งมีเส้นเวลาและแผนที่แรงกดดันรอบล้านนาทุกยุค ตั้งแต่มองโกลถึงยุคอาณานิคม
- บทความหลัก: ล้านนากับโลก
- ตอนนี้: ล้านนากับฝรั่งเศส: ๑๘๙๓ และแม่น้ำโขง
- อ่านคู่กัน: ล้านนา: ชื่อและ ๗๐๐ ปี · ล้านนาสมัยพม่าปกครอง · เมืองน่าน · เจียงฮาย
สรุป
- ก่อนยุคสนธิสัญญา แม่น้ำโขงไม่ใช่เส้นแบ่ง เมืองน่านมีเมืองขึ้นทั้งสองฝั่ง และคนไทลื้อกับขมุอยู่ทั้งสองฝั่ง
- วิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (ค.ศ. ๑๘๙๓) จบด้วยสนธิสัญญา ๓ ตุลาคม ที่ให้ฝั่งซ้ายแก่ฝรั่งเศส ห้ามทหารในเขต ๒๕ กิโลเมตรฝั่งขวา และระบุชื่อเมืองน่านเป็นที่ตั้งกงสุลได้
- ปฏิญญาอังกฤษ–ฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๘๙๖ ทำให้สบรวกเป็นจุดบรรจบของสามประเทศ และเมืองสิงอยู่ฝั่งฝรั่งเศส
- อนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ ขีดเส้น "ระหว่างหลวงพระบางกับเมืองน่าน" เมืองเงิน เชียงฮ่อน เชียงลม และเมืองคอบ ไปอยู่ฝั่งฝรั่งเศส ส่วนสยามได้จันทบุรีคืน
- เส้นแดนลาว–ไทยที่ใช้วันนี้ คือเส้นที่ข้อตกลง ค.ศ. ๑๙๔๖ นำกลับมาใช้ หลังช่วง ค.ศ. ๑๙๔๑–๑๙๔๖
ค้นคำว่า หมายหลั๋ก ขอกเมือง และ แดน ได้ในพจนานุกรมมรดกล้านนา แล้วอ่านเรื่องเมืองที่อยู่ข้างเส้นแดนนี้ต่อที่ เมืองน่าน
แหล่งอ้างอิง
- พจนานุกรมมรดกล้านนา: หมายหลั๋ก · ขอกเมือง · แดน · ต๋าฝั่ง · ล้านจ๊าง · เมืองน่าน · บ่อเกื๋อ · สะเปาไฟ · ป๋าบึ๋ก
- บทความของมรดกล้านนา (แต่ละบทความมีแหล่งอ้างอิงของตนเอง): ล้านนากับโลก · ล้านนา · เมืองน่าน · เจียงฮาย · ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ · มังรายศาสตร์ · ชินกาลมาลีปกรณ์
- Office of the Historian, US Department of State. (๑๘๙๓). Papers Relating to the Foreign Relations of the United States 1893, Document 543 (ข้อความสนธิสัญญา ๓ ตุลาคม ๑๘๙๓)
- Office of the Historian, US Department of State. (๑๙๐๕). Foreign Relations of the United States 1905, Document 927 (อนุสัญญา ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๙๐๔ และพิธีสาร)
- The Geographer, US Department of State. (๑๙๖๒). International Boundary Study No. 20: Laos – Thailand Boundary
- The Geographer, US Department of State. (๑๙๖๖). International Boundary Study No. 40: Cambodia – Thailand Boundary
- The Geographer, US Department of State. (๑๙๖๔). International Boundary Study No. 33: Burma – Laos Boundary
- ฐนพงศ์ ลือขจรชัย. (๒๕๖๖). การรับมือของสยามต่อฝรั่งเศสเหนือพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงก่อนวิกฤติปากน้ำ ค.ศ. 1893. วารสารประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
- ศิลปวัฒนธรรม. วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เรือรบฝรั่งเศสบุก "ปากน้ำ" เมื่อ 13 กรกฎาคม 1893
- Jeshurun, C. (๑๙๗๐). The Anglo-French Declaration of January 1896 and the Independence of Siam. Journal of the Siam Society 58(2)
- Briggs, L. P. (๑๙๔๖). The Treaty of March 23, 1907 between France and Siam and the Return of Battambang and Angkor to Cambodia. The Far Eastern Quarterly
- มาริ ซากาโมโต. (๒๕๕๖). บทที่ ๓ ความเป็น "เมือง" และ "รัฐชาติ" ของเมืองเงิน. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อ้างสรัสวดี อ๋องสกุล ๒๕๕๒ และรัตนาพร เศรษฐกุล ๒๕๓๘)
- มติชนสุดสัปดาห์. ฝรั่งเศส 'หมาป่า' มหาอำนาจ กับ สยาม 'ลูกแกะ' ตัวเขื่องในโลกยุคอาณานิคม (เรื่องการนับปี ร.ศ. ๑๒๒)
- Thongchai Winichakul. (๑๙๙๔). Siam Mapped: A History of the Geo-Body of a Nation. University of Hawaii Press
- Encyclopaedia Britannica: Auguste Pavie · Oun Kham · Francis Garnier · Ernest Doudart de Lagrée · Indochinese Union · History of Laos
- Lagirarde, F. (๒๐๐๒). Note sur Camille Notton, traducteur de la chronique de Suvanna Khamdaeng. Aséanie 9 · EFEO: Chronique de Xieng-Mai, traduite par Camille Notton
- ภาพประกอบจาก Wikimedia Commons ตามเครดิตใต้ภาพ
ฝึกคำจากบทความนี้
ลองเล่นบัตรคำ 16 คำจากบทความนี้ จำคำล้านนาให้แม่นขึ้น
ค้นหาคำว่า "หมายหลั๋ก" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา
🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 16 คำ จำได้แค่ไหน?


