มรดกล้านนา

🌐 Read in English

แม่น้ำโขงกว้างในหมอกยามเช้าที่เชียงแสน มีหาดทรายกลางน้ำ เรือลำเล็ก และต้นไม้ใหญ่ริมฝั่ง ฝั่งตรงข้ามเป็นแนวป่า

ภาพ: Vyacheslav Argenberg / Wikimedia Commons (CC BY 4.0)

ล้านนากับจีนหมิง: ทูต ช้าง และป้ายทองบนเส้นทางยูนนาน

ล้านนา ล้านฯนาฯ (คำเมืองอ่านว่า ล้านนา) กับ จีนสมัยราชวงศ์หมิง อยู่ห่างกันหลายพันลี้ แต่ตลอดกว่า ๑๒๐ ปี ทูตจากเชียงใหม่ได้นำช้าง ม้า งาช้าง และเครื่องเงินเครื่องทองขึ้นไปถึงราชสำนักจีนหลายสิบครั้ง และกลับมาพร้อมผ้าไหม ตราตั้ง และป้ายทองสำหรับยืนยันตัวทูต ราชสำนักหมิงจดเรื่องเหล่านี้ไว้ในบันทึกรายวัน วันนี้นักวิชาการไทยและต่างประเทศแปลออกมาให้อ่านได้แล้ว เรื่องของ ล้านนากับจีนหมิง จึงเล่าได้จากหลักฐานของยุคนั้นเอง

บทความนี้เป็นตอนหนึ่งของชุด ล้านนากับโลก พาไปอ่านบันทึกฝ่ายจีนทีละเรื่อง ตั้งแต่ชื่อที่จีนใช้เรียกล้านนา เส้นทางที่ทูตเดิน ระบบตรวจทูตด้วยป้ายสำริด ศึกครั้งเดียวที่ทัพยูนนานลงมาถึงเขตล้านนา ไปจนถึงหนังสือฉบับสุดท้ายที่ไม่ได้รับคำตอบ

คำเมืองมีคำเรียกของที่นำไปถวายเจ้าเหนือหัวว่า ของกัน ขอฯงคั (คำเมืองอ่านว่า ของกัน) พจนานุกรมให้ความหมายสั้น ๆ ว่า "เครื่องบรรณาการ" ซึ่งก็คือหัวใจของเรื่องในบทความนี้

ขอฯงคั
ของกัน
น.เครื่องบรรณาการ
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

ก่อนหมิง: ชื่อ "ปาไป่สีฟู่" ในบันทึกหยวน

ชื่อของล้านนาในเอกสารจีนเก่ากว่าราชวงศ์หมิง พงศาวดารราชวงศ์หยวนเรียกอาณาจักรนี้ว่า ปาไป่สีฟู่ (八百媳妇) ครั้งแรกเมื่อบันทึกสงครามใน ค.ศ. ๑๒๙๒ (พ.ศ. ๑๘๓๕) ตามที่บทความ ล้านนา: ชื่อนี้มาจากไหน ของเราเล่าไว้ เรื่องสมัยมองโกล-หยวนเป็นอีกตอนหนึ่งของชุดนี้ บทความนี้จึงเริ่มที่ราชวงศ์ถัดมา

พงศาวดารราชวงศ์หมิงอธิบายที่มาของชื่อไว้ว่า "เล่าลือกันว่าผู้เป็นประมุขมีชายาถึงแปดร้อย แต่ละคนเป็นผู้นำหมู่บ้านหนึ่ง" ชื่อนี้จึงเป็นคำอธิบายของผู้บันทึกชาวจีน ไม่ใช่ชื่อที่คนล้านนาใช้เรียกตัวเอง บันทึกยูนนานฉบับหนึ่ง (เตียนจื้อ) ยังจดไว้ด้วยว่าชื่อท้องถิ่นของเมืองนี้คือ จิ่งไม่ (景迈) ซึ่งผู้แปลชี้ว่าก็คือเชียงใหม่ (กนกพร นุ่มทอง, ๒๕๖๓)

ℹ️ ข้อมูล
ชื่อของล้านนาในเอกสารจีน
- ปาไป่สีฟู่ (八百媳妇) แปลตรงตัวว่า "สะใภ้แปดร้อย" ชื่อสมัยหยวน ค.ศ. ๑๒๙๒ เป็นต้นมา
- ปาไป่ต้าเตี้ยน (八百大甸) ชื่อเขตปกครองที่หมิงตั้งใน ค.ศ. ๑๓๙๑ ต้าเตี้ยน แปลว่าที่ราบใหญ่
- ปาไป่เจ๋อไหน่ (八百者乃) เขตปกครองที่สองซึ่งตั้งขึ้นใน ค.ศ. ๑๔๐๔ แล้วยกเลิกไปภายหลัง ผู้แปลเห็นว่าน่าจะหมายถึงเชียงราย
- จิ่งไม่ (景迈) ชื่อท้องถิ่นที่บันทึกยูนนานจดไว้ คือเชียงใหม่
- เตาหล่านน่า (刀揽那) ชื่อที่บันทึกจีนใช้เรียกพระเจ้าติโลกราช

หมิงมาถึงยูนนาน

🎯 ใน ค.ศ. ๑๓๖๘ (พ.ศ. ๑๙๑๑) จูหยวนจางขับราชวงศ์หยวนออกจากจีนและตั้ง ราชวงศ์หมิง ซึ่งปกครองถึง ค.ศ. ๑๖๔๔ แต่ยูนนานซึ่งอยู่ติดแดนไทยังอยู่ในมือเจ้านายฝ่ายมองโกลอีกหลายปี เดือนกันยายน ค.ศ. ๑๓๘๑ จักรพรรดิหงอู่จึงแต่งตั้งแม่ทัพฟู่โหย่วเต๋อ หลานอี้ว์ และ มู่อิง ให้ยกทัพไปยูนนาน (หมิงสือลู่ ฉบับแปลของ Geoff Wade) เมื่อได้ยูนนานแล้ว มู่อิงอยู่รักษายูนนานต่อจนสิ้นชีวิต และลูกหลานตระกูลมู่เป็นแม่ทัพรักษายูนนานสืบมาจนปลายราชวงศ์ (กนกพร นุ่มทอง, ๒๕๖๓)

นับจากนี้ ล้านนามีเพื่อนบ้านทางเหนือเป็นมณฑลหนึ่งของจีน บันทึกสมัยหมิงชื่อ ซูอี้ว์โจวจือลู่ เล่าว่าหลังทัพหมิงเข้ายูนนาน เมืองไทและเมืองพม่าทางใต้ทยอยมาสวามิภักดิ์ ราชสำนักตั้งเป็นเขตปกครองหกแห่ง ได้แก่ เชอหลี่ (สิบสองปันนา) มู่ปัง (แสนหวี) เมิ่งหยั่ง เหมี่ยนเตี้ยน (พม่า) ปาไป่ต้าเตี้ยน (ล้านนา) และเหล่าวัว (ลาว)

คนไทในภาคเหนือเคยเรียกคนจีนที่เดินทางมาจากยูนนานทางบกว่า "ฮ่อ" ซึ่งเป็นชื่อที่คนอื่นเรียก ไม่ใช่ชื่อที่คนกลุ่มนั้นเรียกตัวเอง พจนานุกรมอธิบายว่าเป็น "ชื่อที่กลุ่มคนไทเรียกคนจีนในมณฑลยูนนาน" บทความนี้จึงเขียนว่าคนจีนจากยูนนาน ชื่อนี้เตือนให้เห็นว่าจีนในสายตาคนล้านนาคือจีนจากยูนนานที่อยู่ติดกัน ไม่ใช่จีนเมืองหลวงที่ไกลออกไป

ปีแรกที่บันทึกหมิงจดเรื่องล้านนาคือ ค.ศ. ๑๓๘๘ (พ.ศ. ๑๙๓๑) "ปาไป่สีฟู่กั๋ว" ส่งคนไปถวายของพื้นเมือง สามปีต่อมา ค.ศ. ๑๓๙๑ ทูตของ เตาป๋านเหมี่ยน ผู้ปกครองปาไป่ ถวายช้างและของพื้นเมือง บันทึกบอกว่าก่อนหน้านั้นมู่อิงส่งนายทหารชื่อหยังหวันเจ่อไปเชิญ และเดือนเดียวกันนั้นราชสำนักเปลี่ยนชื่อเขตปกครองเป็น ปาไป่ต้าเตี้ยน โจวปี้เฟิงและสรัสวดี อ๋องสกุล (๒๕๖๓) ระบุว่าเตาป๋านเหมี่ยนคือ พญาแสนเมืองมา ผู้เริ่มสร้างพระธาตุเจดีย์หลวงที่เชียงใหม่

รูปปั้นช้างปูนสีเทาเข้มยื่นออกมาจากฐานอิฐของเจดีย์หลวง เชียงใหม่ ใต้ท้องฟ้าสีฟ้า
ช้างปูนปั้นรอบฐานพระธาตุเจดีย์หลวง เชียงใหม่ เจดีย์ที่เริ่มสร้างสมัยพญาแสนเมืองมาและเสร็จสมัยพระเจ้าติโลกราช ยุคเดียวกับที่ทูตล้านนานำช้างขึ้นไปถวายราชสำนักหมิง
ภาพ: Douglas Perkins / Wikimedia Commons (CC BY 4.0)

ในปีเดียวกันนั้น จักรพรรดิหงอู่ตรัสกับเสนาบดีกลาโหมว่าได้ยินว่าปาไป่กำลังรบกับ "ไป่อี๋" ไม่สงบ และว่าปาไป่ "อยู่ไกลนับหมื่นลี้" แต่ยังส่งบรรณาการตามธรรมเนียม เห็นความจริงใจ จึงให้แจ้งปาไป่ให้ฝึกทหารรักษาเมืองไว้ คำว่าไกลนับหมื่นลี้จะกลับมาอีกหลายครั้งในบันทึกจีน ระยะทางคือสิ่งที่กำหนดความสัมพันธ์นี้มากที่สุด

ระบบบรรณาการ: ของกันไป ของตอบแทนกลับ

ระบบบรรณาการ คือวิธีทางการทูตของจีนโบราณ รัฐต่าง ๆ ส่งทูตนำของไปถวายจักรพรรดิ แล้วได้รับของตอบแทน ตำแหน่ง และตราตั้งกลับมา โจวปี้เฟิงและสรัสวดี อ๋องสกุล (๒๕๖๓) อธิบายว่านี่คือ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่ากัน แบบผู้ใหญ่กับผู้น้อย ฝ่ายหนึ่งส่งบรรณาการและยอมรับฐานะ อีกฝ่ายตอบแทนและให้การรับรอง แต่ความสัมพันธ์นี้ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายเสมอ และล้านนาก็ใช้ระบบนี้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองด้วย

ของที่ล้านนาส่งไป ตามที่บันทึกจดไว้ แบ่งได้เป็นสามกลุ่ม

กลุ่ม ตัวอย่างในบันทึก
สัตว์ จ๊าง ช้างฯ (ช้าง) และ ม้า ม้า
ของมีค่า เครื่องเงินเครื่องทอง สาส์นจารึกบนแผ่นทอง สัปคับเงินทอง
ของพื้นเมือง งาจ๊าง งาช้างฯ (งาช้าง) นอแรด เสื่อ เครื่องหอม ไม้จันทน์ขาว

ส่วนของที่ราชสำนักหมิงตอบแทน ส่วนใหญ่เป็น ผ้าไหมหลายชนิด เงินกระดาษ เสื้อพิธี หมวกและเข็มขัด บางครั้งมีตรา หนังสือแต่งตั้ง และงานเลี้ยง ตัวอย่างหนึ่งจาก ค.ศ. ๑๓๙๔ คณะทูต ๓๖ คนนำงาช้าง เสื่อ และเครื่องหอมไปถวาย ได้รับเงินกระดาษ ๔๘๐ ติ่ง ผ้าไหม ๒๐ พับ และผ้า ๑๒๐ พับ ส่วนคณะใหญ่ที่สุดที่เราพบในบันทึกคือ ค.ศ. ๑๔๓๑ มีถึง ๑๑๓ คน

ภาพวาดจีนโบราณบนผ้าไหมสีน้ำตาลอ่อน ยีราฟลายตาข่ายยืนเด่น มีผู้ดูแลในชุดแดงจูงเชือก และอักษรจีนเขียนกำกับด้านซ้าย
ภาพยีราฟที่ทูตเบงกอลนำไปถวายจักรพรรดิหย่งเล่อใน ค.ศ. ๑๔๑๔ ตัวอย่างของบรรณาการจากแดนไกลในยุคเดียวกับทูตล้านนา ภาพนี้มักระบุว่าเป็นงานของเสิ่นตู้ (沈度) แต่พิพิธภัณฑ์ศิลปะฟิลาเดลเฟียซึ่งเก็บภาพไว้เห็นว่าเป็นงานของจิตรกรไม่ทราบชื่อในศตวรรษที่ ๑๖
ภาพ: Shen Du (沈度, 1357–1434) / Wikimedia Commons (Public domain)

ช้างคือของกันที่มีความหมายที่สุด บันทึกภูมิศาสตร์สมัยหมิง (ต้าหมิงอีถ่งจื้อ) จดว่าของพื้นเมืองของปาไป่คือช้าง ไม้จันทน์ขาว และกำยาน และอธิบายว่าเจ้าเมืองเลี้ยงช้างไว้ขี่ และใช้เป็นทัพหน้าเวลารบ (กนกพร นุ่มทอง, ๒๕๖๓)

⚠️ ข้อควรระวัง
อ่านบันทึกฝ่ายจีนอย่างไร บันทึกเหล่านี้เขียนจากมุมของราชสำนักจีน ใช้คำว่า "สวามิภักดิ์" "ข้าหลวงท้องที่" หรือเรียกคนนอกว่า "อี๋" ตามแบบแผนของจีนเอง คำเหล่านี้บอกว่าจีนมองตัวเองอย่างไร ไม่ได้บอกว่าล้านนามองความสัมพันธ์นี้อย่างไร ในเอกสารล้านนาเองมีเรื่องจีนน้อยมาก นักวิชาการจึงต้องอ่านทั้งสองฝ่ายประกอบกัน

เส้นทางช้างบรรณาการ: จากเชียงใหม่ถึงยูนนาน

ทูตเดินทางอย่างไร บันทึกมณฑลยูนนานสมัยรัชศกวั่นลี่ (อวิ๋นหนานทงจื้อ) มีหัวข้อชื่อ "เส้นทางถวายช้างเป็นบรรณาการ" นับระยะทางเป็นวัน จากเมืองจิ่งตงลงมา ๑ วันถึงเจิ้นหยวน อีก ๒ วันถึงเขตแดนเชอหลี่ อีก ๒ วันถึงผูเอ่อร์ ซึ่งบันทึกว่า "ที่นี่ผลิตชา" อีก ๒ วันถึงที่ราบกว้างที่เลี้ยงช้าง อีก ๔ วันถึงเมืองเชอหลี่ริมแม่น้ำใหญ่ แล้วเดินไปทางตะวันตกเฉียงใต้อีก ๘ วันจึงถึงปาไป่ รวมแล้วราว ๑๙ วันนับจากจิ่งตง ทูตจากล้านนาเดินทางสวนทางขึ้นไป

เชอหลี่ คือชื่อที่จีนใช้เรียกสิบสองปันนา บ้านของ จาวไตลื้อ ชาวฯไทลื้ (คำเมืองอ่านว่า จาวไตลื้อ) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็น "กลุ่มชนที่อยู่ในสิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาชนจีน มีภาษาพูด ภาษาเขียน เป็นของตนเอง" เมืองเชอหลี่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ตรงที่เป็นเมืองเชียงรุ่งในปัจจุบัน ทางทิศตะวันตกเป็นถิ่นของ เจียงตุ๋ง ชยฯงตุง (เชียงตุง) ซึ่งบันทึกจีนเรียกว่าเมิ่งเกิ้น (อ่านเรื่องคนไตกลุ่มต่าง ๆ ได้ที่ คนไต)

แม่น้ำโขงสีน้ำตาลไหลผ่านหุบเขาเขียวขจีใต้ฟ้าครึ้ม มีเมืองอยู่ไกลออกไปที่ปลายน้ำ
แม่น้ำโขงที่เมืองเชียงรุ่ง (จิ่งหง) สิบสองปันนา ภาพปี ค.ศ. ๑๙๙๖ บันทึกจีนสมัยหมิงเรียกเมืองนี้ว่าเชอหลี่ เป็นจุดพักสำคัญบนเส้นทางระหว่างล้านนากับยูนนาน
ภาพ: Dan Lundberg / Wikimedia Commons (CC BY-SA 2.0)

ขบวนทูตไม่ได้มีแต่คน ต้องมีสัตว์บรรทุกของด้วย คำเมืองเรียกสัตว์พาหนะที่ใช้ขนของว่า ต่าง ต่างฯ (คำเมืองอ่านว่า ต่าง) พจนานุกรมยกตัวอย่างว่า "ม้าต่าง" คือม้าที่มีต่างวางบนหลังบรรทุกของไปขาย ส่วนช้างที่จะถวายก็ต้องเดินไปเองตลอดทาง

ระยะรวมทั้งเส้นทาง พงศาวดารราชวงศ์หมิงเขียนว่า จากที่ว่าการปาไป่ขึ้นเหนือ ๓๘ เฉิง (ช่วงการเดินทาง) จึงถึงศูนย์กลางมณฑลยูนนาน แล้วจึงเดินทางต่อไปถึงเมืองหลวง ทางยังมีด่านต้องผ่าน บันทึก ค.ศ. ๑๔๓๓ เล่าว่าที่ท่าเหอตี่ในเมืองหลินอานมีเรือข้ามฟากของทางการมาตั้งแต่รัชศกหงอู่ เป็นทางไปมาถึงเชอหลี่และปาไป่ แต่เริ่มมีคนแอบอ้างเป็นทูตเพื่อขอข้ามฟาก ราชสำนักจึงตั้งด่านตรวจขึ้น

ลองเดินทางตามเส้นทางนี้ อ่านบันทึกทุกรายการ และลองตรวจป้ายทูตแบบเจ้าหน้าที่หมิงได้ในวิดเจ็ตด้านล่าง

ค.ศ. ๑๔๐๔–๑๔๐๗: สองเขตปกครอง ทูตถูกขวาง และทัพจากยูนนาน

ช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๕ ทั้งสองฝ่ายเพิ่งเปลี่ยนรัชกาล จักรพรรดิหย่งเล่อขึ้นครองราชย์ ส่วนเชียงใหม่ พญาสามฝั่งแกน สืบต่อจากพญาแสนเมืองมา โจวปี้เฟิงและสรัสวดี (๒๕๖๓) อ้างเอกสารล้านนาว่าพระเชษฐาคือ เจ้ายี่กุมกาม ผู้ครองเชียงราย ไม่พอใจที่พญาสามฝั่งแกนได้ครองราชย์ จึงเกิดศึกแย่งเมืองกัน

บันทึกจีนสะท้อนเรื่องนี้ไว้ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๔๐๔ (พ.ศ. ๑๙๔๗) ทูตของ เตาเจาหนี่ ไปเฝ้าก่อน สองวันต่อมาราชสำนักหมิงตั้งเขตปกครองสองแห่งพร้อมกัน ให้เตาเจาหนี่ครอง ปาไป่เจ๋อไหน่ และ เตาเจาซั่น ผู้น้องครอง ปาไป่ต้าเตี้ยน พร้อมส่งตรา หนังสือแต่งตั้ง หมวก และเสื้อพิธีไปให้ทั้งสองฝ่าย โจวปี้เฟิงและสรัสวดีระบุว่าเตาเจาหนี่คือเจ้ายี่กุมกาม และเตาเจาซั่นคือพญาสามฝั่งแกน ทั้งสองฝ่ายต่างขอการรับรองจากจีน แต่จีนรับรองทั้งคู่และไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องภายใน

แล้วเรื่องก็ตึงขึ้น เดือนกันยายน ค.ศ. ๑๔๐๔ ขบวนของขันทีหยังเซวียนที่ถือราชโองการไปยังเมืองต่าง ๆ ทางใต้ เดินทางผ่านปาไป่ต้าเตี้ยนแล้ว ถูกเตาเจาซั่นขัดขวาง ไปต่อไม่ได้ บันทึกจีนไม่ได้บอกเหตุผลฝ่ายล้านนา ปีต่อมา เจ้าเชอหลี่ขอยกทัพมาตีปาไป่ จักรพรรดิตอบว่าความผิดอยู่ที่ผู้นำไม่กี่คน ทหารและราษฎรไม่ผิด และเจ้าเมืองยังเยาว์ ให้ส่งทูตไปเตือนก่อน ถ้าไม่ฟังจึงยกทัพ โดยให้จับเฉพาะผู้ก่อเหตุ และ "ห้ามฆ่าฟันมาก"

ปลายเดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๔๐๕ แม่ทัพ มู่เซิ่ง บุตรของมู่อิง รายงานว่าทัพหมิงกับทัพเชอหลี่เข้าเขตปาไป่ ตีค่ายได้สองแห่งแล้วไปถึงค่าย เจิ่งเซี่ยน ซึ่งโจวปี้เฟิงและสรัสวดีระบุว่าคือ เชียงแสน ทัพมู่ปังตีได้อีกสิบกว่าค่าย ปาไป่ส่งคนมาขอรับผิด ทัพจึงหยุดและถอยกลับ (วันที่ในฉบับแปลภาษาไทยกับภาษาอังกฤษต่างกันสองวัน คือ ๒๗ และ ๒๙ ธันวาคม)

ต้นปี ค.ศ. ๑๔๐๖ ราชโองการถึงเตาเจาซั่นบอกว่าเมื่อทัพเข้าเขตแดน เจ้าส่งคนมารับผิดทันที "เราเห็นว่าเจ้ายังเยาว์" และราษฎรปาไป่ก็เป็นราษฎรของเรา จึงอภัยให้ กลางปีนั้นทูตปาไป่นำของไปขอขมา แต่จักรพรรดิเห็นว่ายังไม่จริงใจจึงไม่รับ จนกลางปี ค.ศ. ๑๔๐๗ ทูตนำของพื้นเมืองกับเครื่องเงินเครื่องทองไปขอขมาอีกครั้ง ราชสำนักจึงรับไว้ ความสัมพันธ์กลับเป็นปกติ และเตาเจาซั่นส่งทูตต่อมาอีกหลายสิบปี

ฝ่ายล้านนาเล่าเรื่องศึกกับจีนต่างออกไป โจวปี้เฟิงและสรัสวดี (๒๕๖๓) ยกตัวอย่างว่า ตามตำนาน พื้นเมืองน่าน ฝ่ายล้านนาคั่วทรายร้อนใส่ในเสื้อเกราะของทหารฝ่ายจีน จนฝ่ายจีนแพ้ ส่วนตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เล่าว่าเจ้าล้านนาสู้กับ "เจ้าลุ่มฟ้า" (จักรพรรดิจีน) โดยขอความช่วยเหลือจากเทวดา แม่ทัพจีนถูกฟ้าผ่าตาย ผู้เขียนทั้งสองชี้ว่าความน่าเชื่อถือของเรื่องเหล่านี้ยังต้องพิจารณา แต่อย่างน้อยบอกว่าล้านนาให้ความสำคัญกับศึกครั้งนี้มาก

💡 เกร็ดความรู้
ป๋างเมื่อ… (เวลาเดียวกัน) ค.ศ. ๑๔๐๕ ปีเดียวกับที่ทัพยูนนานลงมาถึงเขตล้านนา แม่ทัพเรือ เจิ้งเหอ ก็นำกองเรือหมิงออกเดินทางครั้งแรก กองเรือนี้ออกทะเลรวม ๗ ครั้งระหว่าง ค.ศ. ๑๔๐๕–๑๔๓๓ ไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย อาหรับ และแอฟริกาตะวันออก ราชสำนักเดียวกันกำลังมองออกไปทั้งทางทะเลและทางบกในเวลาเดียวกัน

ป้ายทองและซิ่นฝู: ระบบตรวจทูตของหมิง

ระยะทางไกลทำให้เกิดปัญหาว่า ทูตคนนี้มาจริงหรือเปล่า เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๔๐๔ ราชสำนักหมิงจึงทำ ซิ่นฝู (信符 ป้ายตรวจ) และ ป้ายแดงอักษรทอง ให้เขตปกครองหกแห่งในยูนนาน รวมทั้งปาไป่ต้าเตี้ยน

ตามฉบับแปลของ Geoff Wade ป้ายตรวจหล่อด้วยสำริด ๕ แผ่น แผ่นหนึ่งสลักอักษรร่องลึกสี่ตัว คือ 文 (เหวิน) 行 (สิง) 忠 (จง) และ 信 (ซิ่น) อีกสี่แผ่นเป็นอักษรนูนที่ประกบกับอักษรแต่ละตัวได้พอดี นอกจากนั้นยังมีหนังสือนำทางเลข ๑ ถึง ๑๐๐ ที่ต้องตรงกับ สมุดต้นขั้ว ที่เก็บไว้ที่ยูนนาน เมื่อทูตมาถึง เจ้าหน้าที่ตรวจทั้งป้ายและเลขหนังสือ ถ้าไม่ตรงก็ไม่ให้ผ่าน

ป้ายทองแดงสีเข้มทรงกลมมีหูด้านบนแกะเป็นลายเมฆ หน้าป้ายมีอักษรจีนโบราณนูนเรียงเป็นแถวตั้ง จัดแสดงในตู้พิพิธภัณฑ์
ป้ายทองแดงสมัยราชวงศ์หมิงที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน ตัวอย่างหนึ่งของป้ายราชการสมัยหมิง (ไม่ใช่ป้ายที่ส่งให้ล้านนา)
ภาพ: Gary Todd / Wikimedia Commons (CC0)

งานแปลสองชิ้นอธิบายรายละเอียดต่างกันเล็กน้อย ฉบับของ Wade ว่าแผ่นอักษรร่องลึกอยู่กับเจ้าเมืองท้องถิ่น ส่วนแผ่นอักษรนูนเก็บไว้ที่เมืองหลวงให้ทูตของราชสำนักถือมา ขณะที่โจวปี้เฟิงและสรัสวดี (๒๕๖๓) อธิบายกลับกัน ว่าแผ่นร่องลึกจีนเก็บไว้ และแผ่นนูนสี่แผ่นอยู่กับเจ้าท้องถิ่น หลักการที่ทั้งสองฉบับตรงกันคือ ป้ายต้องประกบกันได้พอดี และ เลขต้องตรงกับต้นขั้ว

ป้ายเหล่านี้หายและพังได้ บันทึก ค.ศ. ๑๔๔๕ (พ.ศ. ๑๙๘๘) เล่าว่าราชสำนักต้องทำป้ายชุดใหม่ให้ปาไป่ต้าเตี้ยน เพราะชุดเดิมถูกกองทหารจาก "เสียนหลัว" คือ สะหยาม สๆยฯามฯ (สยาม) เผาเสียหาย ปีนั้นอยู่ในรัชสมัย พระเจ้าติโลกราช ซึ่งมีศึกกับกรุงศรีอยุธยา และใน ค.ศ. ๑๔๖๖ ต้องทำให้ใหม่อีกครั้ง เพราะชุดเดิมถูกไฟไหม้

ล่าม และสำนักแปลภาษาปาไป่

ภาษาเป็นอีกกำแพงหนึ่ง วันรุ่งขึ้นหลังแจกป้ายใน ค.ศ. ๑๔๐๔ จักรพรรดิเห็นว่าเจ้าเมืองในยูนนาน "ไม่รู้อักษรจีน" เวลากราบทูลก็ไม่รู้แบบแผน จึงตั้งตำแหน่งเสมียนผู้รู้หนังสือไปประจำเขตปกครองหกแห่ง รวมทั้งปาไป่ต้าเตี้ยน ต่อมาใน ค.ศ. ๑๔๔๐ ทูตของปาไป่ขอเองว่าคนในบ้านเมือง "ไม่รู้ภาษาจีน" ขอให้มีล่ามถือป้ายทองและซิ่นฝูมาบอกกำหนดเวลาส่งบรรณาการ และมีทหารคุ้มกันตามจุดพักม้า

คำเมืองเรียกคนที่ทำหน้าที่นี้ว่า ล่าม ล่ามฯ (คำเมืองอ่านว่า ล่าม) พจนานุกรมอธิบายว่าคือ "ผู้นำคำพูดของฝ่ายหนึ่งไปแจ้งอีกฝ่ายหนึ่ง; ทูตผู้แปลคำพูดของฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจ" และยังเป็นตำแหน่งขุนนางในล้านนาด้วย เช่น นายล่าม เจ้าพันล่าม

ล่ามฯ
ล่าม
น.ผู้นำคำพูดของฝ่ายหนึ่งไปแจ้งอีกฝ่ายหนึ่ง; ทูตผู้แปลคำพูดของฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจ; บุคคลผู้เป็นสื่อกลางคอยแปลคำพูดจากภาษาหนึ่ง เป็นอีกภาษาหนึ่งโดยทันที; ตำแหน่งขุนนางที่ทำหน้าที่แจ้งข่าวงานในหน้าที่ของตน มียศหลายระดับ เช่น นายล่าม เจ้าพันล่าม เจ้าหมื่นล่าม ก.ผูกให้พอเคลื่อนย้ายได้บ้างในที่จำกัด เช่น ล่ามควาย
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

ฝ่ายจีนเองก็มีสำนักแปลภาษาต่างชาติ ชื่อ ซื่ออี๋ก่วน (四夷馆) หมิงฮุ่ยเตี่ยนและพงศาวดารราชวงศ์หมิงบันทึกว่าตั้งขึ้นในปีที่ ๕ รัชศกหย่งเล่อ (ค.ศ. ๑๔๐๗) และในปีที่ ๖ รัชศกเจิ้งเต๋อ (ค.ศ. ๑๕๑๑) ได้ตั้งแผนกใหม่ชื่อ ปาไป่ก่วน (八百馆) เพื่อแปลหนังสือจากล้านนาโดยเฉพาะ ก่อนที่จะตั้งแผนกสยามใน ค.ศ. ๑๕๗๙ (กนกพร นุ่มทอง, ๒๕๖๓) โจวปี้เฟิงและสรัสวดี (๒๕๖๓) อ่านปีเดียวกันนี้ว่า ค.ศ. ๑๕๑๒ และชี้ว่าการตั้งแผนกเฉพาะแสดงว่าจีนกับล้านนาติดต่อกันมากพอจนต้องมีคนรู้ทั้งสองภาษา ไว้แปลและตรวจพระราชสาส์นที่ล้านนาถวายไป

หน้าหนังสือจีนพิมพ์แม่พิมพ์ไม้ แบ่งเป็นแถวตั้ง แต่ละแถวเขียนวลีเดียวกันด้วยอักษรต่างชาติ มีอักษรจีนกำกับชื่อภาษาเหนือแต่ละแถว
หน้าหนังสือของหวังซื่อเจิน (王世貞 ค.ศ. ๑๕๒๖–๑๕๙๐) เขียนวลีจีนเดียวกันด้วยอักษร ๙ แบบ แถวที่กำกับว่า 八百 (ปาไป่) คืออักษรของล้านนา วลีนี้น่าจะมาจากสำนักแปลซื่ออี๋ก่วน
ภาพ: Wáng Shìzhēn 王世貞 (1526–1590) / Wikimedia Commons (Public domain)

ยุคพระเจ้าติโลกราช: ไดเวียด ลาว และ "เตาหล่านน่า"

ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๔–๒๐๓๐) ชื่อที่บันทึกจีนใช้เรียกพระองค์คือ เตาหล่านน่า (刀揽那) คือ "ท้าวล้านนา" ตามที่บทความ ล้านนา ของเราเล่าไว้ เรื่องใหญ่ที่สุดของยุคนี้ในบันทึกจีนเกิดทางทิศตะวันออก 🎯 ใน ค.ศ. ๑๔๗๙ กองทัพไดเวียดบุก ล้านจ๊าง ล้านฯช้างฯ (ล้านช้าง) บันทึกของราชสำนักหมิงเดือนกันยายน ค.ศ. ๑๔๘๐ รายงานว่าทัพนี้ยึดค่ายในลาวได้กว่า ๒๐ แห่ง และตั้งใจจะเลยมาทางปาไป่ ราชสำนักหมิงให้มณฑลกวางสีส่งหนังสือเตือนกษัตริย์อันหนาน

กลางปี ค.ศ. ๑๔๘๒ แม่ทัพยูนนานรายงานว่า ปาไป่แจ้งมาว่าได้ช่วยลาวตีทัพไดเวียดจนถอยกลับ ก่อนหน้านั้นฝ่ายไดเวียดเคยส่งราชโองการปลอมมาข่มขู่ชักชวนปาไป่ ปาไป่จึงเผาราชโองการนั้นแล้วให้ช้างเหยียบ พงศาวดารราชวงศ์หมิงเล่าเพิ่มว่าเตาหล่านน่าส่งทหารไปส่งเจ้าชายลาวที่หนีมาพึ่งถึงเมืองจิ๋งข่าน ซึ่งผู้แปลเห็นว่าคือเชียงคาน และราชสำนักพระราชทานเงินร้อยตำลึงกับผ้าแพรเป็นรางวัล รายละเอียดของศึกครั้งนี้เป็นอีกตอนหนึ่งของชุดล้านนากับโลก

ใน ค.ศ. ๑๔๘๙ หลังพระเจ้าติโลกราชสวรรคต เตาเย่ว์เจิ่งไล่ หลานของเตาหล่านน่า ส่งทูตไปขอสืบตำแหน่ง กระทรวงกลาโหมของจีนเห็นว่าปาไป่อยู่ไกลจากยูนนานและ "มีไข้ป่า" จึงให้งดการตรวจสอบตามปกติ อนุญาตให้สืบตำแหน่งได้ทันที พร้อมพระราชทานหมวกและเข็มขัด ผู้แปลเห็นว่าเตาเย่ว์เจิ่งไล่น่าจะคือ พญายอดเชียงราย พระนัดดาของพระเจ้าติโลกราช (กนกพร นุ่มทอง, ๒๕๖๓)

บรรณาการครั้งสุดท้าย และเมื่อปาไป่ไปอยู่กับพม่า

บรรณาการครั้งสุดท้ายจากล้านนาที่บันทึกหมิงจดไว้คือเดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๕๑๓ (พ.ศ. ๒๐๕๖) ทูตของผู้ปกครองที่บันทึกเรียกว่า "เจาหล่านน่า" ถวายช้าง ม้า และสัปคับเงินทอง ได้รับเลี้ยงและผ้าแพรตอบแทน โจวปี้เฟิงและสรัสวดี (๒๕๖๓) ระบุว่านี่คือครั้งสุดท้ายในบันทึกของราชวงศ์หมิง

โจวปี้เฟิงและสรัสวดียังเตือนไว้ด้วยว่า ช่วงที่บันทึกเงียบไม่ได้แปลว่าล้านนาไม่ได้ส่งทูต ในรัชศกเฉิงฮว่า (ค.ศ. ๑๔๖๕–๑๔๘๗) มีช่วงที่ไม่มีบันทึกการส่งบรรณาการนานถึง ๕ ปีและ ๗ ปี ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้บันทึกเห็นว่าเป็นเรื่องปกติจนไม่ได้จด

ใน พ.ศ. ๒๑๐๑ (ค.ศ. ๑๕๕๘) ทัพพระเจ้าบุเรงนองได้เชียงใหม่ ล้านนาเข้าสู่ยุคที่อยู่ใต้ ม่าน ม่านฯ (พม่า) ตามที่บทความ ล้านนาสมัยพม่าปกครอง เล่าไว้ บันทึกจีนเล่าเรื่องนี้เพียงสั้น ๆ ว่าในรัชศกจยาจิ้ง ปาไป่ถูกพม่ารวมไป เจ้าเมืองไปอยู่ที่ จิ่งเซี่ยน เรียกกันว่า "ปาไป่น้อย" และบรรณาการก็ขาดไป ผู้แปลเห็นว่าจิ่งเซี่ยนน่าจะคือเชียงแสน (กนกพร นุ่มทอง, ๒๕๖๓)

ใน ค.ศ. ๑๕๘๖ ขุนนางยูนนานรายงานว่าเจ้าแห่งพะโคขยายอำนาจรวมหลายเมือง เหลือลาว ปาไป่ เมิ่งเกิ้น และเมิ่งเหลียน ที่ยัง "ลังเลดูท่าที" ปีต่อมา ค.ศ. ๑๕๘๗ (พ.ศ. ๒๑๓๐) ปาไป่ต้าเตี้ยนมีหนังสือขอให้จีนช่วยฟื้นบ้านเมือง พงศาวดารราชวงศ์หมิงเขียนไว้คำเดียวว่า "ไม่ตอบ" ส่วนบันทึกยูนนานว่าหารือกันแล้วไม่อนุมัติ หลังจากนี้ไม่มีบันทึกความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างล้านนากับราชวงศ์หมิงอีก

ล้านนาในสายตาผู้บันทึกชาวจีน

นอกจากเรื่องทูตและการเมือง บันทึกจีนยังจดภาพของล้านนาที่ผู้บันทึกได้ยินมาด้วย บันทึกยูนนานสมัยวั่นลี่เล่าว่า ที่ปาไป่ "หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งวัด ทุกวัดมีเจดีย์ หมู่บ้านนับเป็นหมื่น เจดีย์ก็นับเป็นหมื่น" และเรียกดินแดนนี้ว่า "แคว้นแห่งความเมตตา" (慈国) เพราะประมุข "ไม่ชอบฆ่าฟัน ไม่ชอบแก่งแย่ง" ถ้าจำเป็นต้องรบ ได้ล้างแค้นแล้วก็หยุด พงศาวดารราชวงศ์หมิงใช้คำคล้ายกันว่า "นิยมพุทธ เกลียดการฆ่า วัดและเจดีย์นับเป็นหมื่น"

บันทึกภูมิศาสตร์สมัยหมิงยังจดว่าคนปาไป่ "เมื่อพบแขกจะจับมือเป็นการทักทาย" และ "นับถือพุทธเหมือนชาวพม่า" ตัวเลขนับหมื่นเป็นภาษาของผู้บันทึกที่ต้องการบอกว่ามากเหลือเกิน ไม่ใช่ตัวเลขสำรวจจริง แต่ภาพที่ได้ตรงกับสิ่งที่เรารู้จากฝั่งล้านนา ว่ายุคนั้นเป็นยุคที่พุทธศาสนาในล้านนารุ่งเรือง

เข้าใจผิดบ่อย: บันทึกบอกอะไรจริง ๆ

"ส่งบรรณาการ แปลว่าล้านนาเป็นเมืองขึ้นของจีน"

บันทึกแสดงภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น ล้านนามีกษัตริย์และการปกครองของตนเอง จีนแทบไม่เข้าไปยุ่งเรื่องภายใน เมื่อล้านนาขอทัพไปช่วยรบกับเพื่อนบ้านใน ค.ศ. ๑๔๓๒ จักรพรรดิก็ตอบว่าปาไป่ "อยู่ห่างยูนนานห้าพันกว่าลี้" ไม่ควรให้คนจีนไปรบแทน และให้รักษาไมตรีกับเพื่อนบ้าน โจวปี้เฟิงและสรัสวดี (๒๕๖๓) สรุปว่าจีนปกครองล้านนาแบบเชิงสัญลักษณ์ และล้านนาก็ใช้ความสัมพันธ์นี้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง

"ชื่อสนมแปดร้อย แปลว่ากษัตริย์ล้านนามีชายาแปดร้อยองค์"

พงศาวดารราชวงศ์หมิงเองเขียนว่าเป็นเรื่อง "เล่าลือกัน" ชื่อนี้คือคำอธิบายของผู้บันทึกชาวจีน ไม่มีหลักฐานฝั่งล้านนารองรับ และบันทึกยูนนานก็จดไว้ว่าชื่อท้องถิ่นของเมืองนี้คือจิ่งไม่ หรือเชียงใหม่

"จีนส่งทัพมาตีล้านนาหลายครั้งในสมัยหมิง"

บันทึกสมัยหมิงที่นักวิชาการรวบรวมไว้ มีการยกทัพเข้าเขตล้านนาครั้งเดียว คือ ค.ศ. ๑๔๐๕ และจบภายในเวลาสั้น ๆ เมื่อปาไป่ขอรับผิด ศึกกับมองโกล-หยวนก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องของอีกยุคหนึ่ง

สรุป

  • จีนสมัยหมิงเรียกล้านนาว่า ปาไป่ต้าเตี้ยน ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๓๙๑ บันทึกบรรณาการจากล้านนาเริ่ม ค.ศ. ๑๓๘๘ และครั้งสุดท้ายที่บันทึกไว้คือ ค.ศ. ๑๕๑๓
  • ของกัน ที่ล้านนาส่งไป คือ ช้าง ม้า งาช้าง เครื่องเงินเครื่องทอง ส่วนจีนตอบแทนด้วยผ้าไหม เงินกระดาษ ตรา และหมวกเข็มขัด
  • ทูตเดินตาม เส้นทางช้างบรรณาการ ผ่านเชอหลี่ (สิบสองปันนา) ราว ๑๙ วันจากจิ่งตงถึงเชียงใหม่ ตามบันทึกยูนนาน
  • จีนตรวจทูตด้วย ป้ายสำริดที่ต้องประกบกัน และเลขหนังสือที่ต้องตรงกับต้นขั้ว และตั้งเสมียน ล่าม และสำนักแปล ปาไป่ก่วน เพื่อสื่อสารกับล้านนา
  • ศึกครั้งเดียวในบันทึกคือ ค.ศ. ๑๔๐๕ หลังทูตจีนถูกขวาง ทั้งสองฝ่ายเล่าเรื่องนี้ต่างกัน และกลับมาเป็นปกติใน ค.ศ. ๑๔๐๗
  • เมื่อล้านนาอยู่ใต้พม่า หนังสือขอให้จีนช่วยใน ค.ศ. ๑๕๘๗ ไม่ได้รับคำตอบ ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการจึงจบลง

ดูปีเดียวกันในส่วนอื่นของโลกได้ในเส้นเวลาคู่ขนานของชุดนี้ ซึ่งเปิดไว้ที่ปี ค.ศ. ๑๔๐๕

ชุดล้านนากับโลก

บทความนี้เป็นตอนหนึ่งของชุด ล้านนากับโลก ซึ่งพาไปดูความสัมพันธ์ระหว่างล้านนากับดินแดนอื่นทีละตอน

ℹ️ ข้อมูล
ชุดล้านนากับโลก
- บทความหลักของชุด: ล้านนากับโลก: ประวัติศาสตร์มนุษย์ และที่ทางของล้านนา มีรายชื่อทุกตอนในชุด
- ชื่อล้านนาในเอกสารจีนและ ๗๐๐ ปีของล้านนา: ล้านนา
- ยุคทองที่ทูตล้านนาเดินทางไปจีนบ่อยที่สุด: พระเจ้าติโลกราช
- หลังความสัมพันธ์กับหมิงจบลง: ล้านนาสมัยพม่าปกครอง

ค้นคำว่า ของกัน ล่าม และ ต่าง เพิ่มเติมได้ในพจนานุกรมมรดกล้านนา และอ่านเรื่องเมืองชายแดนที่ทัพยูนนานลงมาถึงได้ที่ เจียงฮาย

แหล่งอ้างอิง

ฝึกคำจากบทความนี้

ลองเล่นบัตรคำ 12 คำจากบทความนี้ จำคำล้านนาให้แม่นขึ้น

ค้นหาคำว่า "ของกัน" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา

🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 12 คำ จำได้แค่ไหน?

📝 ลองเขียนคำเมืองบนกระดาน แล้วแชร์ให้เพื่อน →

บทความที่เกี่ยวข้อง

เจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ เจดีย์อิฐขนาดใหญ่ที่ยอดหักพัง มีรูปปั้นช้างรอบฐานและบันไดนาค ใต้ท้องฟ้าครึ้ม

ล้านนา: ชื่อนี้มาจากไหน และ ๗๐๐ ปีของแผ่นดิน ผ่านเพลงล้านนา ล้านนา

23 ตุลาคม 2569 วัฒนธรรม

ล้านนา หรือ ลานนา? ที่มาของชื่อจากจารึกและเอกสารจีน แล้วเดินผ่าน ๗๐๐ ปี ตั้งแต่พญามังราย ยุคทอง ยุคพม่า ถึงล้านนาวันนี้ โดยมีเพลงล้านนา ล้า…

วิหารวัดภูมินทร์ เมืองน่าน ผนังสีขาว หลังคากระเบื้องสีส้มซ้อนชั้น หน้าบันสีทอง มีพญานาคคู่ทอดตัวเป็นราวบันไดทั้งสองข้าง ใต้ท้องฟ้าสีฟ้า

เมืองน่าน: เมืองเล็กที่หลายชาติพันธุ์อยู่ร่วมกัน

18 ตุลาคม 2569 วัฒนธรรม

รู้จักเมืองน่านจากพจนานุกรมและงานวิชาการ ตั้งแต่วรนครถึงนันทบุรี พระธาตุแช่แห้งของคนปีเถาะ ไทลื้อ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ของหนานบัวผัน บ่อเกลือ…

ต้นสักใหญ่ลำต้นตรงสูงหลายต้นในอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ มีทางเดินไม้คดเคี้ยวผ่านสนามหญ้าเขียว แสงแดดลอดใบไม้

ล้านนากับอังกฤษ: ไม้สัก สนธิสัญญา และพม่าข้างบ้าน

24 ตุลาคม 2569 วัฒนธรรม

ล้านนากับอังกฤษ เรื่องของไม้สัก เงินแถบ และสนธิสัญญาเชียงใหม่ ๒ ฉบับ เมื่ออังกฤษได้พม่าเป็นเพื่อนบ้าน ตามซุงจากป่าถึงโรงเลื่อย และดูว่าคดีป…

เจดีย์สามองค์แห่งวัดฉงเซิ่ง เมืองต้าหลี่ มณฑลยูนนาน ยอดเจดีย์สีขาวสูงเหนือดงไม้เขียว มีภูเขาและท้องฟ้าสีฟ้าเป็นฉากหลัง

ล้านนากับมองโกล: แรงสะเทือนปี ๑๗๙๖ และการสร้างเชียงใหม่

24 ตุลาคม 2569 วัฒนธรรม

ล้านนากับมองโกล ตั้งแต่มองโกลยึดต้าหลี่ พ.ศ. ๑๗๙๖ ทัพหยวนสองหมื่นที่มาตีปาไป่สีฟู่แล้วถอยกลับ จนศึกกลายเป็นคณะทูตและของกัน อ่านบันทึกหยวนเท…

↑

↑ ↓ เลือก · Enter เปิด · Esc ปิด