
ภาพ: Tang2bar / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
ล้านนากับอังกฤษ: ไม้สัก สนธิสัญญา และพม่าข้างบ้าน
เรื่อง ล้านนากับอังกฤษ เริ่มจากข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง ล้านนาไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ แต่ตลอดศตวรรษที่ ๑๙ อังกฤษอยู่ใกล้กว่าที่หลายคนคิด หลังสงครามกับพม่าใน ค.ศ. ๑๘๒๔–๑๘๒๖ อังกฤษได้ดินแดนริมแม่น้ำสาละวินที่ติดชายแดนล้านนาด้านตะวันตกเฉียงใต้ แล้วสิ่งที่เชื่อมสองฝั่งเข้าหากันก็คือ ไม้สัก หรือ ไม้สั๋ก ไม้สักฯ (คำเมืองอ่านว่า ไม้สั๋ก) ป่าสักของเจ้านายล้านนา คนทำไม้จากพม่า เงินรูปีที่คนเมืองเรียกว่าเงินแถบ คดีความ และสนธิสัญญาเชียงใหม่สองฉบับ ล้วนตามมาจากต้นไม้ชนิดนี้
บทความนี้เป็นตอนหนึ่งของชุด ล้านนากับโลก ซึ่งวางเรื่องของล้านนาลงบนเส้นเวลาเดียวกับประวัติศาสตร์โลก ตอนนี้เล่าว่าอังกฤษมาอยู่ข้างบ้านได้อย่างไร ไม้สักหนึ่งท่อนเดินทางจากป่าถึงโรงเลื่อยอย่างไร สนธิสัญญาเปลี่ยนศาลที่ตัดสินคดีอย่างไร และทำไมเรื่องไม้สักจึงพันอยู่กับการที่ล้านนาเข้าไปอยู่ในรัฐสยามสมัยใหม่
อังกฤษมาอยู่ข้างบ้านล้านนาได้อย่างไร
เรื่องเริ่มที่พม่า ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๒๔–๑๘๒๖ อังกฤษกับพม่าทำสงครามกันครั้งแรก พม่าเสียอัสสัม อาระกัน และตะนาวศรี ให้อังกฤษ ตามที่ Britannica และพิพิธภัณฑ์กองทัพบกอังกฤษ (National Army Museum) บันทึกไว้ตรงกัน ตะนาวศรีเป็นแผ่นดินชายฝั่งทางใต้ของปากแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำที่ไหลผ่านชายแดนตะวันตกของล้านนา คนล้านนาเรียกแม่น้ำสายนี้ว่า แม่น้ำคง ดังที่พจนานุกรมบันทึกไว้ใต้คำ หินคง
งานของอารยา ฟ้ารุ่งสาง (๒๕๖๔) ในมนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่าหลังได้พม่าตอนใต้ อังกฤษพัฒนา มะละแหม่ง (Moulmein) ปากแม่น้ำสาละวิน ให้เป็นเมืองท่าส่งออกไม้สักและต่อเรือ ไม้สักเป็นที่ต้องการมากในยุคที่เรือยังเป็นพาหนะหลักของการค้าและการรบ เพราะทนทาน ยืดหยุ่น และติดไฟช้า อารยาเล่าต่อว่าคนของอังกฤษเริ่มเข้ามาสำรวจป่าในล้านนาตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๓๗๒ และราว พ.ศ. ๒๓๘๕–๒๓๙๐ ก็เริ่มติดต่อขอสัมปทานป่าสักจากเจ้านายล้านนา

ภาพ: Edward Gennys Fanshawe / Wikimedia Commons (Public domain)
ใน ค.ศ. ๑๘๕๕ สะหยาม สๆยฯามฯ (คำเมืองอ่านว่า สะหยาม) สมัยรัชกาลที่ ๔ ทำ สนธิสัญญาเบาว์ริง กับอังกฤษ เปิดการค้าเสรี และให้คนในบังคับอังกฤษขึ้นศาลกงสุลของอังกฤษเอง ซึ่งเรียกว่า สิทธิสภาพนอกอาณาเขต ในเวลานั้นล้านนาเป็นประเทศราชของสยาม ข้อตกลงนี้จึงตามมาถึงป่าสักทางเหนือด้วย
คำว่า "คนในบังคับอังกฤษ" ในล้านนาส่วนใหญ่ไม่ได้หมายถึง ฝะหลั่ง ระฯฝั่งฯ (คำเมืองอ่านว่า ฝะหลั่ง) หรือชาวตะวันตก Brailey (๑๙๗๔) เรียกพวกเขาว่าคนทำไม้ "ส่วนใหญ่เป็นชาวพม่าในบังคับอังกฤษ" งานของ Laohachaiboon และ Takeda (๒๐๐๗) ในวารสารสยามสมาคม เล่าถึงชาวไต (ไทใหญ่) ที่กู้เงินทุนจากบริษัทอังกฤษมาเช่าป่า คนเมืองเรียกชาวพม่าว่า ม่าน ม่านฯ (คำเมืองอ่านว่า ม่าน) ซึ่งพจนานุกรมให้ความหมายสั้น ๆ ว่า "ชนชาติพม่า"
ป่าของเจ้านาย ใบลาน และค่าตอ
ก่อนรัฐสยามเข้ามาจัดการป่าไม้ ป่าสักในล้านนาเป็นของเจ้าหลวงและเจ้านายแต่ละเมือง เจ้าหลวง เจั้าหลฯวฯง (คำเมืองอ่านว่า เจ้าหลวง) ที่พจนานุกรมอธิบายว่าเป็น "ประมุขของเจ้านายทั้งหลาย" ในเมืองเอกอย่างเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน ศิลปวัฒนธรรม (๒๕๖๗) ซึ่งเรียบเรียงจากงานของสุรีย์ ภูมิภมร ยกตัวอย่างเจ้านายเชียงใหม่ที่เป็นเจ้าของป่าเมืองปาย ป่าขุนยวม และป่าท่าสองยาง
ใครอยากทำไม้ต้องตกลงกับเจ้าของป่า แล้วเขียนสัญญาลงบน ใบลาน ไบลานฯ (คำเมืองอ่านว่า ใบลาน) งานในวารสารสยามสมาคมและศิลปวัฒนธรรมเล่าตรงกันว่าสัญญาแบบนี้ระบุเพียงพื้นที่ ไม่ได้ระบุว่าตัดได้กี่ต้น และป่าแปลงเดียวกันบางครั้งถูกให้เช่าซ้ำกับคนมากกว่าหนึ่งราย ข้อพิพาทจึงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ
เงินที่ผู้ทำไม้จ่ายให้เจ้าของป่าเรียกตามตอไม้ที่เหลือ คำเมืองเรียกว่า ก้าต๋อ ค่าฯตํอฯ (คำเมืองอ่านว่า ก้าต๋อ) หรือค่าตอ ศิลปวัฒนธรรมระบุว่าในช่วงแรกคิดราวต้นละ ๓–๕ รูปี และจ่ายเป็นเงินอินเดีย
คดีความ การเสด็จมะละแหม่ง และทางตันปี ๑๘๗๓
เมื่อคดีของคนในบังคับอังกฤษต้องขึ้นศาลกงสุลที่บางกอก คดีป่าไม้จากเชียงใหม่ก็ต้องเดินทางไกลถึงบางกอก อารยา (๒๕๖๔) อ้างงานของสรัสวดี อ๋องสกุลว่า ก่อน พ.ศ. ๒๔๑๗ มีคดีฟ้องถึงกรุงเทพฯ ถึง ๔๒ เรื่อง และเจ้านายล้านนาถูกปรับ ๑๑ เรื่อง Brailey เล่าว่าศาลกงสุลอังกฤษในบางกอกตัดสินให้เจ้านายหลายองค์จ่ายค่าเสียหายจำนวนมาก แต่ฝ่ายสยามไม่ได้บังคับให้ชำระ จนความสัมพันธ์ระหว่างกงสุลอังกฤษกับเสนาบดีสยามถึงทางตันในต้น ค.ศ. ๑๘๗๓
อีกด้านหนึ่ง รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสสิงคโปร์ ปัตตาเวีย พม่าของอังกฤษ และอินเดีย ใน ค.ศ. ๑๘๗๑–๑๘๗๒ อารยาระบุว่าในการเสด็จครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรโรงเลื่อยไม้สักที่มะละแหม่ง และ Owart Suthiwartnarueput เล่าว่าระหว่างเสด็จอินเดีย ข้าหลวงใหญ่อินเดียและข้าหลวงพม่าของอังกฤษได้ทูลขอให้แก้ปัญหาโจรผู้ร้ายตามชายแดนเชียงใหม่ ปีต่อมาสยามจึงเป็นฝ่ายเสนอให้ทำข้อตกลงโดยตรงกับรัฐบาลอินเดียของอังกฤษ
สนธิสัญญาเชียงใหม่ฉบับแรก: กัลกัตตา ๑๔ มกราคม ค.ศ. ๑๘๗๔
คณะทูตสยามซึ่งมีพระยาเจริญราชไมตรีเป็นหัวหน้า เดินทางถึงกัลกัตตาเมื่อ ๒๒ ธันวาคม ค.ศ. ๑๘๗๓ และลงนามสนธิสัญญากับรัฐบาลอินเดียเมื่อ ๑๔ มกราคม ค.ศ. ๑๘๗๔ ตามงานของ Owart ซึ่งสอดคล้องกับตัวบทสนธิสัญญาฉบับที่ ๒ ที่อ้างถึง "สนธิสัญญาลงวันที่ ๑๔ มกราคม ๑๘๗๔" (ตีพิมพ์ในภาคผนวกงานของแถมสุข นุ่มนนท์) ชื่อเต็มบอกจุดประสงค์ไว้ คือส่งเสริมการค้าระหว่างพม่าของอังกฤษกับเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และป้องกันโจรปล้นในดินแดนเหล่านั้น
เนื้อหาสำคัญตามที่ Owart สรุปไว้มีดังนี้
- เจ้าหลวงเชียงใหม่ต้องตั้งด่านและกำลังตำรวจรักษาฝั่งแม่น้ำสาละวินด้านสยาม
- คนที่ข้ามไปมาระหว่างพม่ากับสามเมืองต้องมีหนังสือเดินทาง
- โจรที่จับได้ในเขตที่ก่อเหตุ ให้ศาลท้องถิ่นตัดสินได้ไม่ว่าเป็นคนชาติใด Owart ชี้ว่าเป็นครั้งแรกหลัง ค.ศ. ๑๘๕๕ ที่ศาลสยามตัดสินคดีอาญาของคนในบังคับชาติตะวันตกได้
- พระเจ้าแผ่นดินสยามแต่งตั้งผู้พิพากษาประจำเชียงใหม่ ตัดสินคดีที่คนในบังคับอังกฤษฟ้องคนในบังคับสยาม ส่วนคดีที่ฟ้องคนในบังคับอังกฤษ จำเลยที่มีหนังสือเดินทางเลือกได้ว่าจะยอมขึ้นศาลเชียงใหม่หรือไม่
ผลที่คนล้านนาเห็นชัดที่สุดคือข้าหลวงจากกรุงเทพฯ ที่มาประจำเชียงใหม่ พจนานุกรมมีคำเรียกตำแหน่งนี้โดยตรงว่า ข้าหลวงสามหัวเมือง ข้าหลฯวฯงสามฯห฿วฯเมิอฯง (คำเมืองอ่านว่า ข้าหลวงสามหัวเมือง) และอธิบายว่าเป็นผู้ที่รัฐบาลกลางส่งมาดูแลเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เพื่อให้เจ้าเมืองปฏิบัติตามสนธิสัญญาเชียงใหม่ Brailey และศิลปวัฒนธรรมระบุตรงกันว่าข้าหลวงคนแรกคือพระนรินทรราชเสนี ซึ่ง Brailey ชี้ว่าเป็นคนใกล้ชิดของรัชกาลที่ ๕
ปี ๒๔๑๖ หรือ ๒๔๑๗
พจนานุกรมและบทความ ล้านนา ให้ปีของสนธิสัญญาฉบับแรกว่า พ.ศ. ๒๔๑๖ ขณะที่อารยา (๒๕๖๔) ให้ พ.ศ. ๒๔๑๗ ทั้งสองแบบมีที่มา วันลงนาม ๑๔ มกราคม ค.ศ. ๑๘๗๔ อยู่ช่วงต้นปีสากล แต่ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๔ ไทยยังไม่ได้ขึ้นปีใหม่ในเดือนมกราคม (รัฐบาลประกาศเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็น ๑ มกราคม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔) เดือนมกราคมปีนั้นจึงยังนับเป็น พ.ศ. ๒๔๑๖ ตามปฏิทินของยุคนั้น ถ้านับแบบปัจจุบันจะเป็น พ.ศ. ๒๔๑๗ บางงาน เช่นงานของ Brailey ก็เรียกว่าสนธิสัญญาปี ๑๘๗๓ เพราะการเจรจาเริ่มปลายปีนั้น
ระบบใหม่ทำงานได้ไม่ราบรื่น Owart เล่าว่าไม่ถึงสามปี รัฐบาลอินเดียก็บ่นว่าคดีของคนในบังคับอังกฤษช้า และเสนอให้ตั้งรองกงสุลประจำเชียงใหม่
ฉบับที่ ๒ ปี ๑๘๘๓: รองกงสุลอังกฤษ และศาลต่างประเทศที่เชียงใหม่
สนธิสัญญาเชียงใหม่ฉบับที่ ๒ ลงนามที่บางกอกเมื่อ ๓ กันยายน ค.ศ. ๑๘๘๓ (พ.ศ. ๒๔๒๖) และยกเลิกฉบับ ค.ศ. ๑๘๗๔ ในข้อแรก Owart เล่าเบื้องหลังว่าเคยมีการลงนามไปก่อนแล้วเมื่อ ๑๐ มกราคม ค.ศ. ๑๘๘๓ แต่ลอนดอนไม่รับรอง เพราะคำสั่งให้รอถึงกงสุลช้าไปสี่ชั่วโมง จึงต้องเจรจาใหม่ ฉบับที่ ๒ แลกสัตยาบันและมีผลเมื่อ ๗ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๘๔
สิ่งที่เปลี่ยนไปมีสองเรื่อง เรื่องแรก อังกฤษตั้ง รองกงสุลประจำเชียงใหม่ เพื่อดูแลคนในบังคับอังกฤษในเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน เรื่องที่สอง ทุกคดีที่เกี่ยวกับคนในบังคับอังกฤษต้องขึ้นศาลที่เชียงใหม่ก่อน ศาลนี้ต่อมาเรียกว่า ศาลต่างประเทศ แม้ชื่อจะเป็นเช่นนั้น แต่วิทยานิพนธ์ของอำนวยวิทย์ ฐิติบดินทร์ (๒๐๑๖) ชี้ว่าผู้พิพากษาเป็นคนสยามและใช้ภาษาไทย ความเป็น "ต่างประเทศ" อยู่ที่สัญชาติของคู่ความเท่านั้น ศาล ศาลฯฯ (คำเมืองอ่านว่า ศาล) แห่งนี้ให้รองกงสุลอังกฤษเข้าฟังการพิจารณา และดึงคดีไปตัดสินเองได้ แต่ Owart พบว่าระหว่าง ค.ศ. ๑๘๘๔–๑๙๐๒ รองกงสุลใช้สิทธินี้เพียงสามครั้ง
ขอบเขตของศาลขยายออกไปอีกสองครั้งโดยการแลกหนังสือระหว่างสองรัฐบาล ครั้งแรกใน ค.ศ. ๑๘๘๔–๑๘๘๕ รวมน่านและแพร่ ครั้งที่สองใน ค.ศ. ๑๘๙๖ รวมเถิน ระแหง สวรรคโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ และพิชัย ตามที่ Owart และอำนวยวิทย์บันทึกไว้ตรงกัน
ลองเป็นผู้ตัดสินดูเองว่าคดีป่าไม้และการค้าในแต่ละยุคต้องขึ้นศาลไหน ตั้งแต่ก่อนสนธิสัญญา ยุคฉบับแรก จนถึงศาลต่างประเทศ ทุกข้อเฉลยพร้อมที่มา
ค.ศ. ๑๘๘๕: พม่าทั้งประเทศเป็นของอังกฤษ
ไม้สักยังเป็นชนวนของเหตุการณ์ใหญ่ที่สุดในพม่าด้วย ราชสำนักมัณฑะเลย์ของพระเจ้าธีบอสั่งปรับบริษัทบอมเบย์เบอร์มา (Bombay Burmah Trading Corporation) บริษัททำไม้สักของอังกฤษ ข้อหาแจ้งปริมาณไม้ที่ตัดต่ำกว่าจริง อังกฤษยื่นคำขาด และเมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการ กองทัพอังกฤษก็ข้ามพรมแดนเมื่อ ๑๔ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๘๘๕ ยึดมัณฑะเลย์ได้ในราวสองสัปดาห์ และผนวกพม่าตอนบนเมื่อ ๑ มกราคม ค.ศ. ๑๘๘๖ ราชวงศ์คองบองสิ้นสุดลง ตามที่ Britannica และพิพิธภัณฑ์กองทัพบกอังกฤษบันทึกไว้ Britannica ยังระบุด้วยว่าความกังวลของอังกฤษต่ออิทธิพลฝรั่งเศสในพม่าเป็นอีกเหตุหนึ่ง
ตั้งแต่นั้นอังกฤษเป็นเพื่อนบ้านตลอดแนวตะวันตกของล้านนา ส่วนทางตะวันออก ฝรั่งเศสรวมอินโดจีนใน ค.ศ. ๑๘๘๗ และได้ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงใน ค.ศ. ๑๘๙๓ แผนที่ด้านล่างเปิดที่ ค.ศ. ๑๘๘๕ ลองกดเลื่อนดูยุคก่อนและหลัง

ภาพ: Francis Sidney Weller / Wikimedia Commons (Public domain)
ฝั่งตะวันตกของล้านนาก็มีชีวิตของมันเอง พจนานุกรมบันทึกว่า แม่ฮ่องสอน ตั้งเป็นเมืองใน พ.ศ. ๒๔๑๗ โดยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ป่าในลุ่มน้ำปายและน้ำยวมไหลลงแม่น้ำคง ซุงจากป่าเหล่านี้จึงต้องลอยผ่านพม่าของอังกฤษไปมะละแหม่ง งานในวารสารสยามสมาคมเล่าว่าก่อน ค.ศ. ๑๙๐๙ เจ้านายท้องถิ่นเป็นผู้ทำป่าเหล่านี้เอง และคนงานในป่าฝั่งสาละวินมีทั้งปกาเกอะญอ ไต และขมุ
จากตอไม้ถึงโรงเลื่อย: ชีวิตของซุงไม้สักหนึ่งท่อน
วิทยานิพนธ์ของอำนวยวิทย์ ฐิติบดินทร์ (๒๐๑๖) มหาวิทยาลัยฮัมบวร์ก ซึ่งอ่านรายงานกงสุลอังกฤษประจำเชียงใหม่และเอกสารหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เล่าขั้นตอนการทำไม้สักไว้ละเอียด ขั้นแรกคือ การกาน ทีมงานตั้ง ป๋าง ปางฯ (คำเมืองอ่านว่า ป๋าง) หรือที่พักในป่าราวเดือนมีนาคม–เมษายน แล้วควั่นเปลือกรอบโคนต้นเป็นวง ต้นสักจะค่อย ๆ ตายและแห้งในหนึ่งถึงสามปี เพราะไม้สักสด ๆ หนักเกินกว่าจะลอยน้ำ
เมื่อไม้แห้ง คนงานโค่นด้วยเลื่อยสองมือ แล้ว จ๊าง ช้างฯ (คำเมืองอ่านว่า จ๊าง) หรือช้าง กับ กวานจ๊าง ควฯาฯนฯช้างฯ (คำเมืองอ่านว่า กวานจ๊าง) หรือควาญช้าง ก็มา ลากไม้ ลากฯไม้ (คำเมืองอ่านว่า ลากไม้) ไปวางเรียงตามลำห้วย ซุงท่อนหนึ่งหนักราว ๒–๓ ตัน ช้างลากได้ถึงราว ๕ ตัน และช้างทนแดดร้อนไม่ได้ ช่วงทำงานหลักจึงเป็นฤดูฝนถึงฤดูหนาว

ภาพ: Rijksmuseum / Wikimedia Commons (CC0)
ที่ริมห้วย ตัวแทนบริษัท เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และผู้รับเหมาวัดซุงด้วยกัน แล้วตีตราด้วยค้อนเหล็กที่หัวซุง หลังตั้งกรมป่าไม้ ซุงทุกท่อนต้องมีตราสี่ดวง คือชื่อบริษัท ปี ผู้ช่วย และชั้นไม้ จากนั้นรอฝน เมื่อน้ำมา ไม้ทุง ไม้ธุง (คำเมืองอ่านว่า ไม้ทุง) หรือไม้ซุงก็ลอยไปทีละท่อน พจนานุกรมมีคำบรรยายภาพนี้พอดีใต้คำ ลอยฟ่อน ลอฯยฯ (คำเมืองอ่านว่า ลอยฟ่อน) ว่าของใหญ่จำนวนมากที่ลอยอยู่เรียกว่า "ลอยฟุลอยฟุ่น" เช่น "ไม้ธุงลอยฟุลอยฟุ่น" คือไม้ซุงลอยฟ่อง
ซุงไม่ได้ลอยถึงบางกอกในปีเดียว อำนวยวิทย์พบว่าซุงจากป่าเหนือใช้เวลาเฉลี่ยราว ๕–๘ ปีกว่าจะถึงบางกอก และในปีแล้งบางท่อนใช้ถึง ๑๒ ปี ระหว่างทางซุงอาจค้างตลิ่ง ติดกองกัน หรือถูกขโมย เมื่อถึงสถานีผูกแพ คนผูกแพจะเจาะรูที่หัวและท้ายซุง คำเมืองเรียกช่องนี้ว่า ดังซุง ดังฯซุง (คำเมืองอ่านว่า ดังซุง) หรือจมูกซุง และเรียกการเจาะว่า เจ๋าะฮูเด็ง โจอฯะรูเดังฯ (คำเมืองอ่านว่า เจ๋าะฮูเด็ง) แล้วผูกรวมเป็นแพราว ๑๕๐ ท่อน ก่อน ล่องแป ล่อฯงแพ (คำเมืองอ่านว่า ล่องแป) ผ่านด่านภาษีที่ปากน้ำโพ (นครสวรรค์) ลงไปถึงโรงเลื่อยที่บางกอก

ภาพ: G. P. Putnam's Sons / Wikimedia Commons (Public domain)
ลองตามซุงหนึ่งท่อนดูเองในเครื่องมือด้านล่าง เลือกป่าต้นทาง ห้าลุ่มน้ำ กดทีละขั้นจากการกานจนถึงโรงเลื่อย ลองสลับ "ฝนดี" กับ "ฝนแล้ง" และดูว่าซุงจากแม่ฮ่องสอนต้องไปทางไหน ใต้แผนที่มีตัวเลขว่าซุงจากล้านนาไปลงที่ใด และปีที่ฝนน้อยทำให้ซุงถึงบางกอกน้อยลงแค่ไหน
ตัวเลขจากงานในวารสารสยามสมาคม (อ้าง Suehiro) บอกว่าระหว่าง ค.ศ. ๑๘๙๖–๑๙๒๕ ไม้สักที่ตัดในล้านนาราวร้อยละ ๘๑ ลอยลงเจ้าพระยาไปบางกอก ร้อยละ ๑๖ ลงสาละวินไปมะละแหม่ง และร้อยละ ๓ ลงแม่น้ำโขงไปไซ่ง่อน
บริษัทไม้ นายห้าง กรมป่าไม้ และเงินแถบ
ช่วงทศวรรษ ๑๘๘๐–๑๘๙๐ บริษัทตะวันตกเข้ามาทำไม้เองแทนการให้ทุนพ่อค้าท้องถิ่น งานในวารสารสยามสมาคมนับบริษัทใหญ่ได้หกราย เป็นของอังกฤษสี่ราย คือบริษัทบอร์เนียว (Borneo Company) ซึ่งเริ่มทำไม้ใน ค.ศ. ๑๘๘๘ บริษัทบอมเบย์เบอร์มาซึ่งเข้ามาในทศวรรษ ๑๘๙๐ บริษัทป่าไม้สยาม (Siam Forest Company) และบริษัทหลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ ที่เหลือเป็นบริษัทเดนมาร์ก (อีสต์เอเซียติก) และบริษัทฝรั่งเศส ใบอนุญาตทำไม้ที่ออกระหว่าง ค.ศ. ๑๘๙๖–๑๙๓๐ เป็นของบริษัทยุโรปร้อยละ ๘๕ ผู้เช่าท้องถิ่นร้อยละ ๑๔ แต่อำนวยวิทย์ชี้ว่าในทศวรรษ ๑๘๙๐ พ่อค้าไม้ส่วนใหญ่ในล้านนายังเป็นชาวไตและชาวพม่าที่กู้ทุนจากบริษัทในบางกอกและมะละแหม่ง
แถมสุข นุ่มนนท์ ระบุว่าบริษัทอังกฤษมีสำนักงานสาขาที่เมืองยวม แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ น่าน สวรรคโลก และระแหง และมีคนในบังคับอังกฤษชาวเอเชียตั้งถิ่นฐานรอบ ๆ ผู้จัดการบริษัทชาวตะวันตกถูกเรียกว่า "นายห้างป่าไม้" อย่างที่ปรากฏในชื่อหนังสือ นายห้างป่าไม้ สีสันชีวิตอดีตล้านนา ของกิตติชัย วัฒนานิกร (๒๕๕๘) คำว่า นายห้าง นาฯยฯห้างฯ (คำเมืองอ่านว่า นายห้าง) พจนานุกรมให้ความหมายว่าเจ้าของห้างร้าน ส่วนชาวพม่าที่ร่ำรวยจากการทำไม้ในลำปางก็กลายเป็น ป้อเลี้ยง พํอฯล้ยฯง (คำเมืองอ่านว่า ป้อเลี้ยง) หรือคหบดี ผู้สร้างวัดแบบพม่าอย่างวัดศรีชุม ดังที่เล่าไว้ใน ลำปาง เขลางค์นคร
รัฐสยามค่อย ๆ เข้ามาจัดการป่าไม้มากขึ้น ศิลปวัฒนธรรมเล่าว่ารัชกาลที่ ๕ มีพระราชหัตถเลขาให้ตั้ง กรมป่าไม้ เมื่อ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๙ (ค.ศ. ๑๘๙๖) ตามข้อเสนอของ H. A. Slade ผู้เชี่ยวชาญป่าไม้ชาวอังกฤษซึ่งเป็นเจ้ากรมคนแรก งานในวารสารสยามสมาคมยืนยันว่ากรมนี้ตั้งสำนักงานที่เชียงใหม่ตามคำแนะนำของ Slade และเริ่มกำหนดขนาดต้นที่ตัดได้ใน ค.ศ. ๑๘๙๗ และ ๑๘๙๙

ภาพ: สำนักนายกรัฐมนตรี / Wikimedia Commons (Public domain)
เงินที่หมุนอยู่ในวงการไม้ส่วนใหญ่เป็นเงินรูปี คนเมืองเรียกว่า เงินแถบ เงินฯแถปฯ (คำเมืองอ่านว่า เงินแถบ) พจนานุกรมอธิบายว่าเป็น "เงินตราที่อังกฤษนำเข้ามาใช้ซื้อขายสินค้าในล้านนา โดยเข้ามากับการค้าไม้สัก" อำนวยวิทย์พบว่าผู้รับเหมาทำไม้ชอบรับค่าจ้างเป็นรูปีมากกว่าบาท และจนถึง ค.ศ. ๑๙๒๔ บริษัทยังจ่ายค่าภาคหลวงเป็นรูปีได้ อ่านเรื่องเงินแถบ เครื่องเงิน และสำนวน "คนบ่าเต็มแถบ" ต่อได้ที่ เงินแถบ
จากประเทศราชสู่มณฑลพายัพ: ไม้สักกับการเปลี่ยนผ่าน
ในเวลาเดียวกับที่สนธิสัญญาและกรมป่าไม้เข้ามา ล้านนาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากประเทศราชเข้าสู่ระบบมณฑลของสยาม ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ (ค.ศ. ๑๘๙๒) หัวเมืองล้านนาจัดเป็นมณฑลลาวเฉียง และใน พ.ศ. ๒๔๔๒ (ค.ศ. ๑๘๙๙) ฐานะประเทศราชสิ้นสุด กลายเป็นมณฑลพายัพ ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในบทความ ล้านนา
นักวิชาการอธิบายเหตุของการเปลี่ยนแปลงนี้ต่างกัน อารยา (๒๕๖๔) สรุปว่างานจำนวนหนึ่งมองว่าอิทธิพลของจักรวรรดิตะวันตกและข้อพิพาทไม้สักบีบให้สยามต้องรวบอำนาจในล้านนา Brailey ก็เล่าถึงความกังวลของรัชกาลที่ ๕ ต่อความทะเยอทะยานของอังกฤษในช่วงนั้น ส่วนอารยาเองเสนออีกมุมหนึ่งว่า ผลประโยชน์จากไม้สักเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สยามเร่งเข้าปกครองล้านนาโดยตรง และอังกฤษเองก็สนับสนุนให้สยามเป็นผู้จัดการ เพราะอยากให้มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในเรื่องเขตป่าและคดีความ การอ่านทั้งสองมุมช่วยให้เห็นภาพครบกว่า
ที่เมืองแพร่ การครองเมืองของเจ้าพิริยเทพวงษ์ เจ้าหลวงองค์สุดท้าย สิ้นสุดลงพร้อมเหตุการณ์ใน พ.ศ. ๒๔๔๕ (ค.ศ. ๑๙๐๒) ดังที่เล่าไว้ใน เมืองแป้
ใน ค.ศ. ๑๙๐๙ สยามกับอังกฤษทำสนธิสัญญาอีกฉบับ สยามโอนสิทธิเหนือไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ให้อังกฤษ และอังกฤษยอมเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบังคับอังกฤษในสยาม ส่วนเงินแถบ พจนานุกรมบันทึกว่าค่อย ๆ ลดบทบาทหลังทางรถไฟสายเหนือมาถึงเชียงใหม่ ซึ่งเปิดเดินรถใน พ.ศ. ๒๔๖๔ (ค.ศ. ๑๙๒๑)

ภาพ: Houghton Mifflin Harcourt / Wikimedia Commons (Public domain)
ร่องรอยของยุคนี้ยังอยู่ในคำเมือง สะพานแรกข้ามแม่น้ำปิงที่เชียงใหม่ คนเรียกว่า ขัวเหล็ก ข฿วฯเหัลฯก (คำเมืองอ่านว่า ขัวเหล็๋ก) พจนานุกรมเล่าว่าสะพานนวรัฐสร้างด้วยไม้สักทั้งหมดใน พ.ศ. ๒๔๓๓ แล้วรื้อสร้างเป็นสะพานเหล็ก เปิดใช้ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ เรื่องสะพานนี้และย่านริมน้ำอ่านต่อได้ที่ เจียงใหม่ ส่วนเรือนไม้สักของเจ้านายในแพร่และลำปางก็ยังให้ชมกันจนวันนี้
เข้าใจผิดบ่อย: แหล่งข้อมูลบอกอะไร
"ล้านนาเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ"
แหล่งที่ใช้ในบทความนี้ไม่มีชิ้นใดบอกเช่นนั้น สนธิสัญญาทั้งสองฉบับทำระหว่างสยามกับอังกฤษ (ฉบับแรกกับรัฐบาลอินเดียของอังกฤษ) โดยถือว่าเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน เป็นดินแดนของสยาม ส่วนบริษัทอังกฤษทำไม้ภายใต้สัญญาเช่าป่าและใบอนุญาต ที่อยู่ใต้อังกฤษจริงคือพม่าซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน
"คนในบังคับอังกฤษที่ล้านนาคือฝรั่ง"
ส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย Brailey เรียกคนทำไม้เหล่านี้ว่าชาวพม่าในบังคับอังกฤษ แถมสุขใช้คำว่าคนในบังคับอังกฤษชาวเอเชีย และ Owart ยกรายงานของทูตอังกฤษที่บางกอกใน ค.ศ. ๑๘๙๗ ว่าคนที่อ้างสิทธิของคนในบังคับอังกฤษในสยาม "ส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า จีน มลายู หรือชาวเอเชียกลุ่มอื่น"
"สนธิสัญญาเชียงใหม่ลงนามที่เชียงใหม่"
ชื่อมาจากดินแดนที่สนธิสัญญาครอบคลุม ฉบับแรกลงนามที่กัลกัตตาในอินเดีย ฉบับที่ ๒ ลงนามที่บางกอก
สรุป
- อังกฤษมาอยู่ข้างบ้านล้านนาหลังได้พม่าตอนใต้ใน ค.ศ. ๑๘๒๖ และได้พม่าทั้งประเทศใน ค.ศ. ๑๘๘๕–๑๘๘๖ สิ่งที่เชื่อมสองฝั่งคือ ไม้สั๋ก และเมืองท่ามะละแหม่ง
- ป่าสักเคยเป็นของเจ้านายล้านนา ทำสัญญาบนใบลาน และเก็บ ก้าต๋อ ต่อต้น ข้อพิพาทกับคนทำไม้ในบังคับอังกฤษนำไปสู่ สนธิสัญญาเชียงใหม่ ฉบับแรก (กัลกัตตา ๑๔ มกราคม ค.ศ. ๑๘๗๔) และ ข้าหลวงสามหัวเมือง
- ฉบับที่ ๒ (บางกอก ๓ กันยายน ค.ศ. ๑๘๘๓) ตั้งรองกงสุลอังกฤษที่เชียงใหม่ และศาลต่างประเทศที่ผู้พิพากษาเป็นคนสยาม ต่อมาขยายถึงน่านและแพร่
- ซุงหนึ่งท่อนใช้เวลาหลายปีจากการกาน ช้างลาก ลอยน้ำ ผูกแพ จนถึงโรงเลื่อย และคำเมืองยังเก็บคำของงานนี้ไว้ เช่น ดังซุง และ ล่องแป
- เงินแถบ บริษัทไม้ และกรมป่าไม้ เป็นส่วนหนึ่งของช่วงที่ล้านนาเปลี่ยนจากประเทศราชเป็นมณฑลพายัพ นักวิชาการยังอธิบายเหตุของการเปลี่ยนแปลงนี้ต่างกัน
ค้นความหมายเต็มของคำว่า ไม้สัก ก้าต๋อ และ ข้าหลวงสามหัวเมือง ได้ในพจนานุกรมมรดกล้านนา แล้วอ่านยุคก่อนหน้าที่ ล้านนาสมัยพม่าปกครอง และ พระเจ้ากาวิละ
📚 อ่านเรื่องล้านนาทั้งหมด: ล้านนา: ชื่อนี้มาจากไหน และ ๗๐๐ ปีของแผ่นดิน · เมืองที่อยู่ในเรื่องนี้: เมืองแป้ · ลำปาง เขลางค์นคร · แม่ฮ่องสอน · เมืองน่าน
แหล่งอ้างอิง
- พจนานุกรมมรดกล้านนา: ไม้สัก · ก้าต๋อ · ข้าหลวงสามหัวเมือง · เงินแถบ · ดังซุง · หินคง · ขัวเหล็ก
- Owart Suthiwartnarueput. (๒๕๖๔). From Extraterritoriality to Equality: Thailand's Foreign Relations, 1855–1939. ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (หัวข้อสนธิสัญญากับรัฐบาลอินเดีย ค.ศ. ๑๘๗๔ และสนธิสัญญาเชียงใหม่ ค.ศ. ๑๘๘๓)
- แถมสุข นุ่มนนท์ (Thamsook Numnonda). The Anglo-Siamese Negotiations, 1900–1909. ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (บทนำ และภาคผนวก ๑ ตัวบทสนธิสัญญาเชียงใหม่ ค.ศ. ๑๘๘๓)
- Brailey, Nigel J. (1974). Chiengmai and the Inception of an Administrative Centralization Policy in Siam (II). Southeast Asian Studies 11(4), Kyoto University
- อารยา ฟ้ารุ่งสาง. (๒๕๖๔). ไม้สัก: ลัทธิจักรวรรดินิยม และบทบาทของอังกฤษในความสัมพันธ์ระหว่างสยาม–ล้านนา ก่อน พ.ศ. ๒๔๔๒. มนุษยศาสตร์สาร ๒๒(๓), ๑๒–๒๕ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- Laohachaiboon, Suphawat & Takeda, Shinya. (2007). Teak Logging in a Trans-boundary Watershed: An Historical Case Study of the Ing River Basin in Northern Thailand. Journal of the Siam Society 95
- Thitibordin, Amnuayvit (อำนวยวิทย์ ฐิติบดินทร์). (2016). Control and Prosperity: The Teak Business in Siam 1880s–1932. วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยฮัมบวร์ก
- กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. (๒๕๖๗). "ไม้สัก" มีค่าถึงขั้นเป็น "ส่วย" แทนทองคำ ทั้งยังเกี่ยวพันกับการตั้ง "กรมป่าไม้". ศิลปวัฒนธรรม (เรียบเรียงจาก สุรีย์ ภูมิภมร, พรรณพืชในประวัติศาสตร์ไทย)
- Britannica. Anglo-Burmese Wars · Thibaw · Bowring Treaty
- National Army Museum. First Burma War · Third Burma War
- ข่าวสด. น้าชาติ รู้ไปโม้ด: วันปีใหม่ ๑ มกราคม · ศิลปวัฒนธรรม. เพลงขึ้นปีใหม่ "วันที่หนึ่งเมษายนตั้งต้นปีใหม่" (การเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็น ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔)
- สนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๙ มณฑลพายัพ เหตุการณ์ที่แพร่ และรถไฟถึงเชียงใหม่ พร้อมแหล่งอ้างอิงละเอียด อยู่ในบทความ ล้านนากับโลก ล้านนา และ เมืองแป้
- ภาพประกอบจาก Wikimedia Commons ตามเครดิตใต้ภาพ
ฝึกคำจากบทความนี้
ลองเล่นบัตรคำ 22 คำจากบทความนี้ จำคำล้านนาให้แม่นขึ้น
ค้นหาคำว่า "ไม้สัก" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา
🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 22 คำ จำได้แค่ไหน?


