มรดกล้านนา

🌐 Read in English

บ้านวงศ์บุรี เมืองแพร่ เรือนไม้สักสองชั้นทาสีชมพูอ่อน หน้าจั่วและชายคาประดับไม้ฉลุลายขนมปังขิง หน้าบ้านมีสนามหญ้าและต้นไม้

ภาพ: Paul Cornelis / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

เมืองแป้: แพร่ เมืองหม้อห้อม ไม้สัก และพระธาตุช่อแฮ

แพร่ ในคำเมืองเรียกว่า เมืองแป้ เมิอฯงแระฯพ่ (คำเมืองอ่านว่า เมืองแป้) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า แป้ เมืองเก่าริมแม่น้ำยมที่พจนานุกรมมรดกล้านนาบอกว่า "ไม่มีประวัติจารึกไว้ว่าสร้างขึ้นเมื่อใด" แต่มีของดีให้จำได้ทันที คือผ้าหม้อห้อมสีน้ำเงินอมดำ เรือนไม้สักอายุร้อยกว่าปี และพระธาตุช่อแฮบนดอยที่คนเกิดปีขาลตั้งใจมาไหว้สักครั้งในชีวิต

บทความนี้พาไปรู้จักเมืองแป้ผ่านคำเมืองและงานวิชาการ ตั้งแต่ชื่อเก่าเวียงโกศัยและแคว้นพลนคร เส้นทางจากเมืองอิสระสู่จังหวัดแพร่ พระธาตุช่อแฮ ผ้าหม้อห้อมของชาวพวนบ้านทุ่งโฮ้ง (ลองย้อมผ้าเองได้ในเครื่องมือกลางบทความ) ไม้สักกับบ้านของเจ้านาย คำขวัญทีละบรรทัด ไปจนถึงคำเมืองที่พจนานุกรมบอกว่าใช้กันในแพร่

เมิอฯงแระฯพ่
เมืองแป้
น.แพร่/จังหวัดแพร่ - ภาษาไทยถิ่นเหนือ (คำเมือง) เรียกว่า ''แป้/เมืองแป้''; จังหวัดแพร่ หรือ เวียงโกศัย เป็นเมืองเก่าตั้งอยู่ในภาคเหนือ ไม่มีประวัติจารึกไว้ว่าสร้างขึ้นเมื่อใด ต้องอาศัยหลักฐานของเมืองอื่น เช่น พงศาวดารโยนก ตำนานเมืองเหนือ จารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นต้น จนกระทั่ง พ.ศ. 2500 ทางราชการได้ประกาศจัดตั้ง ''เมืองแพร่'' ขึ้นเป็น ''จังหวัดแพร่'' ปัจจุบันเป็น 1 ใน 8 ของจังหวัดในล้านนา คือ แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง น่าน คำขวัญประจำจังหวัดแพร่ คือ ''หม้อห้อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม'' ยมหิน เป็นต้นไม้ประจำจังหวัด; จังหวัดแพร่ มีชื่อเสียงด้าน ผ้าฺหม้อห้อม ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาทั้งรูปแบบและเทคนิคมากมาย; ดู...ผ้าหม้อห้อม
ดูในพจนานุกรมมรดกล้านนา →

แตะดูชื่อคำเมือง คำขวัญ และต้นไม้ประจำจังหวัดของแพร่เทียบกับจังหวัดอื่นได้ในเครื่องมือนี้

แป้ เมืองแป้ และชื่อเก่าเวียงโกศัย

พจนานุกรมบันทึกคำว่า แพร่ แระฯพ่ (คำเมืองอ่านว่า แพร่) ไว้สองความหมาย ความหมายแรกคือจังหวัดแพร่ ซึ่ง "ภาษาไทยถิ่นเหนือ (คำเมือง) ออกเสียง แป้/เมืองแป้" ความหมายที่สองเป็นคำกริยาแบบเดียวกับภาษาไทยกลาง คือแผ่ออกไป กระจายออกไป

เสียง พ ในคำไทยกลางหลายคำ คนเมืองออกเสียงเป็น ป อย่างที่อ่านได้ใน ท พ ค เป็น ต ป ก ในคำเมือง ชื่อ แพร่ ในปากคนเมืองจึงเป็น แป้ และคนแพร่เองก็พูดว่า ไปเมืองแป้ มาจากเมืองแป้

พจนานุกรมยังให้ชื่อเก่าไว้อีกชื่อหนึ่งว่า เวียงโกศัย และบอกตรง ๆ ว่าเมืองแพร่ไม่มีบันทึกการสร้างเมืองของตัวเอง ต้องอาศัยหลักฐานจากเมืองอื่น เช่น พงศาวดารโยนก ตำนานเมืองเหนือ และจารึกพ่อขุนรามคำแหง

นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ภูเดช แสนสา (มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่) ในบทความ "พัฒนาการทางประวัติศาสตร์และตัวตนของเมืองแพร่" (๒๕๕๙) ยืนยันเรื่องเดียวกัน แพร่ไม่มี "ตำนานพื้นเมืองแพร่" แบบที่เชียงใหม่หรือน่านมี ตำนานในเมืองที่พบเป็นตำนานฝ่ายวัด คือตำนานพระธาตุช่อแฮ ส่วนชื่อเก่าที่สุดที่เขาพบคือ แคว้นพล หรือ แคว้นพลนคร ซึ่งตำนานพระธาตุลำปางหลวงเรียกกษัตริย์องค์หนึ่งของเมืองนี้ว่า "พญาพลราช" แปลว่าพระราชาแห่งเมืองพล

⚠️ ข้อควรระวัง
หนังสือและป้ายหลายแห่งระบุปีสร้างเมืองแพร่และพระนามกษัตริย์ผู้สร้างไว้ชัดเจน ภูเดช แสนสา ตรวจย้อนไปพบว่าข้อมูลชุดนี้มาจากหนังสือ "วัดหลวงเมืองแพร่เมื่อ ๑,๐๐๐ ปี" ซึ่งเขายังหาต้นฉบับใบลานที่อ้างถึงไม่พบ บทความนี้จึงไม่ระบุปีสร้างเมือง และใช้เฉพาะหลักฐานที่ตรวจสอบได้

ชื่อ โกศัย ยังพ้องกับชื่อดอยในตำนานพระธาตุช่อแฮ ซึ่งงานวิจัยเรียกว่า "ดอยโกสิยธชัคคะ" แต่แหล่งข้อมูลที่ใช้ในบทความนี้ไม่ได้อธิบายว่าชื่อเวียงโกศัยมาจากชื่อดอยนี้หรือไม่ จึงขอวางไว้คู่กันเพียงเท่านี้

จากแคว้นพลนครถึงจังหวัดแพร่

แอ่งแพร่เป็นแอ่งขนาดกลาง มีแม่น้ำยมไหลผ่านกลาง ภูเดชเล่าว่าที่บ้านนาตอง ตำบลช่อแฮ เคยพบโครงกระดูกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์พร้อมเครื่องมือหินอายุราว ๔,๐๐๐ ปี และกลุ่มคนดั้งเดิมของถิ่นนี้คือคนตระกูลมอญ-เขมรที่คนท้องถิ่นเรียกว่า ลัวะ ลวฯะ (คำเมืองอ่านว่า ลัวะ) ซึ่งพจนานุกรมบอกว่า "ปัจจุบันยังมีอาศัยอยู่ในถิ่นล้านนา" ผู้นำลัวะคนสำคัญที่ชื่อ ขุนลัวะอ้ายก้อม ต่อมาได้รับการนับถือเป็นผีอารักษ์ผู้ดูแลวัดพระธาตุช่อแฮ

แม่น้ำยมสีน้ำตาลไหลกว้างผ่านที่ราบในจังหวัดแพร่ สองฝั่งเป็นป่าละเมาะและพุ่มไม้สีเขียว ท้องฟ้าขมุกขมัว
แม่น้ำยม สายน้ำหลักของแอ่งแพร่ · ภาพ: Oatz / Wikimedia Commons (สาธารณสมบัติ)

ภูเดชสรุปเส้นทางของเมืองไว้เป็นช่วง ๆ จากหลักฐานหลายชิ้น

ช่วงเวลา เมืองแพร่ในหลักฐาน
ราว ๔,๐๐๐ ปีก่อน คนก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านนาตอง
พุทธศตวรรษที่ ๑๗ ตำนานพื้นเมืองพะเยาเล่าว่าพญาเจืองมาคล้องช้างที่เมืองแพร่ ในยุคที่ยังเป็น "แคว้นพลนคร"
พุทธศตวรรษที่ ๑๙ จารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ระบุ "เมืองแพร" ในรายชื่อเมือง และตำนานเล่าว่าราชวงศ์ของแพร่ หริภุญไชย และเขลางค์เป็นเครือญาติกัน
พ.ศ. ๑๙๘๖ พระเจ้าติโลกราชผนวกแคว้นพลนครเข้ากับล้านนา แพร่กลายเป็นหัวเมืองที่ขึ้นกับเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๑๐๑ ล้านนาตกเป็นประเทศราชของพม่า แพร่ก็เป็นด้วย
พ.ศ. ๒๓๑๓ เจ้าเมืองแพร่หันมาสวามิภักดิ์ต่อสยาม แพร่เป็นประเทศราชที่มีเจ้าหลวงปกครอง
พ.ศ. ๒๔๓๙–๒๔๔๒ เริ่มปฏิรูปการปกครอง และใน พ.ศ. ๒๔๔๒ แพร่ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสยาม กลายเป็นหัวเมือง (จังหวัด)

เรื่องศึก พ.ศ. ๑๙๘๖ มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ภูเดชเล่าตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า พระเจ้าติโลกราชให้พระราชมารดาเป็นแม่ทัพ กองทัพเชียงใหม่มีปืนใหญ่ชื่อ "ปู่เจ้า" ขณะที่กำแพงเมืองแพร่ก่อด้วยดิน ไม่ใช่อิฐหรือศิลาแลง ชาวแพร่จึงปิดเมืองรับศึก แต่สุดท้ายก็ยอมสวามิภักดิ์ อ่านเรื่องกษัตริย์องค์นี้ต่อได้ที่ พระเจ้าติโลกราช และภาพรวมของทั้งแผ่นดินที่ ล้านนา

เวียงรูปหอยสังข์ ประตูเมือง และปะตู๋ผี

ตัวเมืองเก่าของแพร่ล้อมด้วย คือเมือง ฅืเมิอฯง (คำเมืองอ่านว่า คือเมือง) คือคูเมือง และ ลำเวียง ลำวยฯง (คำเมืองอ่านว่า ลำเวียง) คือกำแพงเมือง คำว่า เวียง วยฯง (คำเมืองอ่านว่า เวียง) เองในพจนานุกรมหมายได้ทั้งเมืองขนาดเล็กและกำแพงหรือป้อมค่าย ภาพถ่ายทางอากาศเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ ที่ภูเดชนำมาแสดงเห็นเวียงแพร่เป็นรูปคล้ายหอยสังข์ วางตัวอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำยม

กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) บันทึกว่ากำแพงเมืองเก่าแพร่เป็นกำแพงดินชั้นเดียว สูงราว ๗ เมตร สร้างไว้ทั้งกันข้าศึกและกันน้ำท่วมเข้าเมือง วันนี้แนวกำแพงและคูเมืองยังเห็นได้ชัด ยกเว้นคูด้านใต้ที่หายไปแล้ว

เวียงแพร่มีประตู ๔ ประตู คือ ประตูชัย ทางตะวันออก ประตูยั้งม้า ประตูศรีชุม และ ประตูมาน ภูเดชวางประตูยั้งม้าไว้ทางเหนือ ประตูศรีชุมทางตะวันตก และประตูมานทางใต้ ส่วนข้อมูลของสำนักงานนโยบายฯ ระบุทิศเฉียงไปเล็กน้อย ส่วน "ประตูใหม่" ใกล้ประตูยั้งม้าเพิ่งเจาะขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ จึงไม่นับเป็นประตูเมืองเดิม

ประตูมานมีหน้าที่พิเศษ ภูเดชเล่าว่าใช้เป็นทางนำศพออกจากเวียง เหมือนประตูแสนปุงของเชียงใหม่และประตูท่าลี่ของน่าน ข้อมูลของสำนักงานนโยบายฯ ก็เรียกประตูนี้ว่า "ประตูผี" ตรงกับคำเมือง ปะตู๋ผี ปตูผี (คำเมืองอ่านว่า ปะตู๋ผี) ที่พจนานุกรมอธิบายว่า "ประตูที่กำหนดให้เป็นทางนำศพออกจากเขตกำแพงเมือง" อ่านผังเวียงเชียงใหม่เทียบกันได้ที่ เจียงใหม่

💡 เกร็ดความรู้
ชาวแพร่สมัยก่อนบอกตำแหน่งบ้านและวัดของตัวเองด้วยส่วนของเวียง ภูเดชพบในจารึกท้ายคัมภีร์ใบลานว่าแบ่งเป็น "หัวเวียง" "กลางเวียง" และ "หางเวียง" (ตีนเวียง) เช่น "วัดทงโหง หัวเวียงไชย"

พระธาตุช่อแฮ: ธาตุของคนปี๋ยี

ในพจนานุกรม คำว่า ธาตุปีเกิด ธาฯตฯปีเกิดฯ (คำเมืองอ่านว่า ธาตุปีเกิด) บันทึกพระธาตุประจำปีเกิดไว้ครบ ๑๒ ปี และพระธาตุประจำปีขาลคือ "พระธาตุช่อแฮ วัดพระธาตุช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่" ปีขาลในคำเมืองเรียกว่า ปี๋ ยี ยี (คำเมืองอ่านว่า ยี) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็นปีนักษัตรปีที่ ๓ ใช้เสือเป็นสัญลักษณ์ ดูพระธาตุทั้ง ๑๒ ปีและหาธาตุปีเกิดของตัวเองได้ที่ ธาตุปีเกิด

คนล้านนาเรียกเจดีย์สั้น ๆ ว่า "ธาตุ" พจนานุกรมยกตัวอย่างไว้ในคำว่า เจ๋ดีย์ เจดียฯ ฿ฯ (คำเมืองอ่านว่า เจ๋ดีย์) ว่า "ธาตุจ้อแฮ - พระธาตุช่อแฮ (แพร่)" ชื่อนี้จึงอ่านแบบคนเมืองได้ว่า ธาตุจ้อแฮ

พระธาตุช่อแฮทรงแปดเหลี่ยมสีทองอร่ามตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ด้านหน้ามีฉัตรโลหะฉลุลายสีแดงทองตั้งอยู่
พระธาตุช่อแฮ พระธาตุประจำปีขาล หุ้มทองเหลืองลงรักปิดทอง · ภาพ: Arts of Chet / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

ช่อแฮ คือช่อผ้าแพร

ชื่อ ช่อแฮ อ่านได้จากพจนานุกรมทีละคำ จ้อ ชํอฯ (คำเมืองอ่านว่า จ้อ) คือช่อหรือธงสามเหลี่ยมที่ใช้ทั้งในงานมงคลและอวมงคล แฮ แร (คำเมืองอ่านว่า แฮ) คือแพร หรือผ้าแพร และพจนานุกรมยังมีคำว่า จ้อแฮ ชํอฯแร (คำเมืองอ่านว่า จ้อแฮ) แปลว่า "ช่อที่ทำด้วยผ้าไหม" โดยตรง

ส่วนว่าทำไมพระธาตุองค์นี้จึงชื่อช่อผ้าแพร งานวิจัยของ ภูวารภัทร ม้าชัย และ ในตะวัน กำหอม (๒๕๖๙) รวบรวมข้อสันนิษฐานไว้สองแนว แนวแรกว่ามาจากผ้าแพรเนื้อดีจากสิบสองปันนาที่ผู้คนนำมาผูกบูชา แนวที่สองว่าเกี่ยวกับผ้าแพรที่ขุนลัวะอ้ายก้อมนำมาถวาย และงานวิจัยเดียวกันบันทึกว่าการบูชาด้วยผ้าแพรยังเป็นส่วนหนึ่งของพิธีที่วัดจนทุกวันนี้

ตำนานและประวัติ

ตามตำนานพระเจ้าเลียบโลกที่งานวิจัยชิ้นนี้สรุปไว้ พระพุทธเจ้าเสด็จมายังดอยโกสิยธชัคคะ ประทานพระเกศาธาตุแก่ขุนลัวะอ้ายก้อม และทรงพยากรณ์ว่าที่นี่จะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระศอกซ้ายในภายหลัง ส่วนฝั่งพงศาวดาร งานวิจัยอ้างพระราชพงศาวดารกรุงสุโขทัยว่าพระธาตุสร้างในช่วง พ.ศ. ๑๘๗๙–๑๘๘๑ สมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) ซึ่งพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุแก่ขุนลัวะอ้ายก้อม

ทั้งสองเรื่องเล่าจึงมีขุนลัวะอ้ายก้อมอยู่ตรงกลาง ซึ่งเข้ากับที่ภูเดชบันทึกว่าผู้นำลัวะคนนี้กลายเป็นผีอารักษ์ของวัดในเวลาต่อมา ส่วนปีสร้างที่แน่นอนยังเป็นเรื่องของตำนานและพงศาวดาร ไม่ใช่หลักฐานโบราณคดี

องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม หุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง สูงราว ๓๓ เมตร กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. ๒๔๗๘ และมีงานนมัสการประจำปีราวเดือนมีนาคม (ม้าชัยและกำหอม) ครูบาศรีวิชัยเคยมาบูรณะพระธาตุองค์นี้ด้วย งานวิจัยชิ้นนี้ระบุปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ส่วนตารางใน ครูบาศรีวิชัย ระบุ พ.ศ. ๒๔๖๖ แหล่งข้อมูลจึงยังต่างกันหนึ่งปี

ℹ️ ข้อมูล
ความเชื่อเรื่องธาตุปีเกิด งานวิจัยของม้าชัยและกำหอมอธิบายว่าไม่ได้มาจากพระไตรปิฎกโดยตรง แต่เป็นการผสมระบบปีนักษัตรกับหลักทาน ศีล ภาวนา คนเกิดปีขาลหลายคนเชื่อว่าการมาไหว้พระธาตุช่อแฮอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตจะเป็นสิริมงคล ส่วนพระสงฆ์ก็ย้ำว่าหัวใจของการมาวัดคือการทำบุญ รักษาศีล และภาวนา

พระมหาเถระชาวแพร่ผู้เคยเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุช่อแฮก่อนขึ้นไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ อ่านเรื่องของท่านได้ที่ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์

หม้อห้อม: สีน้ำเงินของชาวพวนบ้านทุ่งโฮ้ง

พจนานุกรมบอกว่าจังหวัดแพร่ "มีชื่อเสียงด้านผ้าหม้อห้อม ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ" ต้นทางของสีนี้คือ ห้อม ห้อฯม (คำเมืองอ่านว่า ห้อม) ต้นไม้ที่พจนานุกรมอธิบายว่า "ใช้ย้อมผ้าจะได้สีน้ำเงินอมดำ" และถ้าย้อมด้วยต้นครามจะได้สีฟ้าอมดำ แต่คนก็เรียกผ้าทั้งสองแบบว่าผ้าหม้อห้อมเหมือนกัน

หม้อห้อม หํมฯอฯห้อฯม (คำเมืองอ่านว่า หม้อห้อม) ในพจนานุกรมคือ "หม้อที่บรรจุห้อม คือสีที่หมักไว้ย้อมผ้า" ผ้าที่ย้อมออกมาจึงเป็น ผ้าหม้อห้อม ผ้าหํมฯอฯห้อฯม (คำเมืองอ่านว่า ผ้าหม้อห้อม) ซึ่งพจนานุกรมบรรยายว่าเกิดจากการเอาใบห้อมมาย้อมผ้าฝ้ายสีขาวให้เป็นสีน้ำเงินเข้ม เนื้อผ้าเบา รักษาง่าย และไม่เปื้อนง่าย ตัดเป็นเสื้อก็เป็น เสื้อหม้อห้อม เสิ้อฯอหํมฯอฯห้อฯม (คำเมืองอ่านว่า เสื้อหม้อห้อม) ตัดเป็นกางเกงก็เป็น เตี่ยวหม้อห้อม ต่ยฯวหํมฯอฯห้อฯม (คำเมืองอ่านว่า เตี่ยวหม้อห้อม)

เสื้อหม้อห้อมสีน้ำเงินเข้มแขนสั้น คอจีน ติดกระดุมผ้าเรียงลงมา สวมบนหุ่นโชว์
เสื้อหม้อห้อมสีน้ำเงินเข้ม · ภาพ: 19thronin / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

ชาวพวนผู้นำห้อมมาย้อมผ้า

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรบันทึกว่าชาวพวนบ้านทุ่งโฮ้งมีถิ่นเดิมอยู่ที่เมืองเชียงขวางหรือเมืองพวน ใน สปป. ลาว ราว พ.ศ. ๒๓๗๖–๒๓๗๗ กองทัพสยามยกไปตีเมืองเชียงขวางและกวาดต้อนชาวพวน ๑๗ ครอบครัวมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองนครแพร่ใน พ.ศ. ๒๓๗๗ ต่อมาชุมชนขยายเป็นบ้านทุ่งโฮ้งใต้ ทุ่งโฮ้งเหนือ บ้านกอเปา และบ้านร่องถ่าน

ชาวบ้านปลูกฝ้ายและต้นครามไว้หัวไร่ปลายนา ผู้หญิงสวมเสื้อหม้อห้อมแขนกระบอก ผู้ชายสวมเสื้อแขนสั้นผ่าอกที่ต่อมาเปลี่ยนจากสายผูกเป็นกระดุมจนเรียกกันว่าเสื้อกุยเฮง หลัง พ.ศ. ๒๕๑๐ การทำเสื้อหม้อห้อมกลายเป็นอาชีพหลักของหมู่บ้าน ผู้ชายนำไปขายต่างถิ่น ตลาดสำคัญคือตลาดต้นลำไย (กาดหลวง) เชียงใหม่

ประพาฬภรณ์ ธีรมงคล (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร) ในบทความ "ผ้าหม้อห้อมเมืองแพร่ ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับบริบทสังคมปัจจุบัน" (๒๕๖๔) สรุปว่าชาวไทยพวนในแถบบ้านทุ่งโฮ้งคือต้นกำเนิดการนำห้อมมาย้อมผ้า ความรู้นี้สืบทอดมานานกว่า ๒๐๐ ปี แหล่งปลูกห้อมอยู่ที่บ้านนาตองและบ้านนาคูหา ซึ่งเป็นป่าใหญ่ที่มีความชื้นสูง และถนนในทุ่งโฮ้งที่มีร้านผ้าหม้อห้อมเรียงรายถูกเรียกว่า "ถนนสายสีน้ำเงิน"

จากใบห้อมถึงหม้อย้อม

ขั้นตอนดั้งเดิมที่ธีรมงคลและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ (กรมวิชาการเกษตร) บันทึกไว้มีคำเมืองที่ช่างย้อมใช้กันจริงหลายคำ

  1. หมักใบห้อม แช่ใบห้อมในน้ำราว ๒ วัน (ห้อม ๑ กิโลกรัม ต่อน้ำ ๑๐ ลิตร) จนน้ำเกิดฟองสีน้ำเงิน แล้วบีบใบให้สีออกมาอีก
  2. ซวก เติมน้ำปูนขาวแล้วใช้ชะลอมกระแทกขึ้นกระแทกลงจนเกิดฟอง ทิ้งให้ตกตะกอน เทลงบนผ้าให้น้ำออก ได้เนื้อข้นสีน้ำเงินอมเขียวที่เรียกว่า ห้อมเปียก
  3. ก่อหม้อ ผสมห้อมเปียกกับ ด่าง ด่างฯ (คำเมืองอ่านว่า ด่าง) ที่พจนานุกรมอธิบายว่าคือ "น้ำขี้เถ้าที่เกรอะหรือแช่ไว้" เติมน้ำมะขามเปียก (บางบ้านเติมน้ำซาวข้าวและน้ำปูนด้วย) กวนจนเกิดฟอง
  4. โจก ตักน้ำย้อมขึ้นสูงแล้วเทกลับ เช้าและเย็น ราว ๓–๔ วัน จนน้ำในหม้อเป็นสีเหลืองเหมือนขมิ้น ฟองด้านบนเป็นสีน้ำเงินอมม่วง แปลว่าพร้อมย้อม
  5. ย้อมแล้วผึ่งลม ขยำผ้าในหม้อ บีบออก แล้วคลี่ให้ถูกอากาศ ทำซ้ำวันละ ๒ ครั้ง โดยทั่วไปราว ๑๐–๑๕ ครั้ง
💡 เกร็ดความรู้
คำที่ช่างย้อมใช้ตรงกับพจนานุกรมพอดี ซวก ซวฯก (คำเมืองอ่านว่า ซวก) คืออาการ "เอาของจุ่มน้ำแล้วยกขึ้นยกลงแรง ๆ ติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง" ส่วน โจก โจ฿กฯ (คำเมืองอ่านว่า โจก) คือการเทน้ำลง หรือลักษณะของน้ำที่พุ่งลงจากที่สูง ตรงกับท่าตักน้ำย้อมขึ้นสูงแล้วปล่อยลงหม้อ

ทำไมผ้าที่ยกขึ้นจากหม้อสีเหลืองจึงกลายเป็นสีน้ำเงิน รายงานของศูนย์วิจัยฯ แพร่ (ประนอม ใจอ้าย และคณะ ๒๕๖๒) อธิบายว่าสีครามในหม้อน้ำด่างอยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้และมีสีเหลือง เมื่อซึมเข้าเส้นใยแล้วผ้าถูกอากาศ สีจะรวมกับออกซิเจน เปลี่ยนเป็นเขียวเข้มแล้วกลายเป็นสีน้ำเงิน ยิ่งย้อมหลายครั้งสียิ่งเข้มจนได้ สีหม้อห้อม สีหํมฯอฯห้อฯม (คำเมืองอ่านว่า สีหม้อห้อม) ที่พจนานุกรมให้ความหมายว่า "สีน้ำเงินอมดำ" ลองทำตามขั้นตอนทั้งหมดและนับครั้งการย้อมด้วยตัวเองได้ในเครื่องมือนี้

ธีรมงคลยังสังเกตว่าทุกวันนี้ผ้าหม้อห้อมที่ย้อมจากห้อมธรรมชาติมีน้อยลง เพราะการก่อหม้อไม่มีสูตรตายตัวและต้องใช้ความชำนาญเฉพาะตัว ใช้เวลานาน ผลิตไม่ทันตลาด ผ้าที่ขายทั่วไปจึงมีทั้งแบบสีเคมี แบบพิมพ์ลาย และแบบย้อมทั้งตัวเสื้อ ส่วนกลุ่มช่างรุ่นเก่าและรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งก็ยังรักษาการย้อมแบบธรรมชาติไว้ อ่านคำเรื่องสีและผ้าเพิ่มได้ที่ สีคำเมือง และ ผ้าและเสื้อผ้าคำเมือง

ไม้สัก คุ้มเจ้าหลวง และบ้านวงศ์บุรี

ไม้สัก คนเมืองเรียกว่า ไม้สั๋ก ไม้สักฯ (คำเมืองอ่านว่า ไม้สั๋ก) พจนานุกรมบรรยายว่าเป็นไม้ต้นลำต้นเปลาตรง เนื้อไม้แข็งและคงทน เหมาะสำหรับสร้างบ้านและทำเครื่องใช้ ไม้ชนิดนี้เปลี่ยนเศรษฐกิจของเมืองแพร่ในปลายสมัยเจ้าหลวง

ไทยพีบีเอส (ศูนย์ข่าวภาคเหนือ ๒๕๖๓) รายงานว่าครั้งหนึ่งแพร่เคยเป็นแหล่งส่งออกไม้สักมากที่สุดของประเทศ บริษัทบอมเบย์เบอร์มาเข้ามาทำไม้เป็นรายแรก ตามด้วยบริษัทอีสต์เอเซียติกในอีกราว ๒๐ ปีต่อมา ซุงไม้สักจากป่าแพร่ถูกตีตราที่ริมแม่น้ำยมก่อนล่องลงไปภาคกลาง ร่องรอยของการค้านี้ยังอยู่ในพจนานุกรมด้วย คำว่า เงินแถบ เงินฯแถปฯ (คำเมืองอ่านว่า เงินแถบ) คือเงินรูปีอินเดียที่พจนานุกรมบอกว่า "เข้ามากับการค้าไม้สัก" จนเป็นเงินสกุลหลักที่หมุนเวียนในล้านนา ก่อนที่เงินบาทจะเข้ามาแทนหลังมีทางรถไฟ

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่

บ้านของเจ้านายฝ่ายเหนือ คนเมืองเรียกว่า คุ้ม ฅุ้ม (คำเมืองอ่านว่า คุ้ม) และผู้นำสูงสุดของเมืองคือ เจ้าหลวง เจั้าหลฯวฯง (คำเมืองอ่านว่า เจ้าหลวง) ซึ่งพจนานุกรมบอกว่ามีในเมืองเอก ๕ เมือง คือเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน

ห้องโถงในคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ พื้นไม้ขัดเงา โต๊ะยาวจัดชุดรับประทานอาหาร ผนังสีขาว ประตูหน้าต่างบานสูงกรอบสีเขียว ม่านลายสีทองเปิดอยู่ด้านหน้า
ภายในคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ · ภาพ: LannaPhoto / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) บันทึกว่าคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ โดยเจ้าพิริยเทพวงษ์ เป็นอาคารอิฐถือปูนสองชั้น ไม่ได้ฝังเสาเข็มแต่ใช้ซุงไม้เนื้อแข็งรองฐาน หลังคาเดิมมุงไม้แป้นเกล็ด มีประตูหน้าต่างรวม ๗๒ บาน ทุกวันนี้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ งานของ ชัยพงษ์ สำเนียง (มหาวิทยาลัยนเรศวร) ที่เผยแพร่ผ่านศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เรียกเจ้าพิริยเทพวงษ์ว่าเจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองแพร่ ซึ่งการครองเมืองของท่านสิ้นสุดลงพร้อมเหตุการณ์ใน พ.ศ. ๒๔๔๕

บ้านวงศ์บุรี: เรือนไม้สักสีชมพู

ถ้าคุ้มเจ้าหลวงเป็นอาคารอิฐ เรือนไม้สักที่คนนึกถึงเมื่อพูดถึงแพร่ก็คือ บ้านวงศ์บุรี หรือคุ้มวงศ์บุรี บนถนนคำลือ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (๒๕๖๓) เล่าว่าบ้านหลังนี้สร้างตามดำริของแม่เจ้าบัวถา ชายาของเจ้าพิริยเทพวงษ์ เป็นของขวัญในงานแต่งงานของเจ้าสุนันตา ธิดาของเจ้าบุรีรัตน์ กับหลวงพงษ์พิบูลย์ ไม้สักที่ใช้สร้างเป็นไม้สักชั้นดีจากป่าห้วยขมิ้นของเจ้าบุรีรัตน์

หน้าจั่วบ้านวงศ์บุรี ไม้สักทาสีชมพูอ่อน ประดับไม้ฉลุลายขนมปังขิงสีขาวเต็มหน้าจั่วและชายคา ยอดจั่วมีเหล็กแหลม ใต้ท้องฟ้าสีฟ้าสด
หน้าจั่วบ้านวงศ์บุรี ไม้ฉลุลายขนมปังขิงที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕ · ภาพ: LannaPhoto / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

ตัวเรือนเป็นไม้สักสองชั้น ผสมทรงล้านนากับยุโรป ทาสีชมพูอ่อนซึ่งเป็นสีโปรดของแม่เจ้าบัวถา หน้าจั่ว ชายคา ช่องลม และเหนือประตูประดับไม้ฉลุที่เรียกว่าลาย "ขนมปังขิง" ไม้ประกอบกันด้วยเดือยและลิ่มไม้แทนตะปู และมีชานนั่งเล่นที่เรียกว่า เติ๋น เตินฯ (คำเมืองอ่านว่า เติ๋น) ซึ่งพจนานุกรมอธิบายว่าเป็นห้องโถงนอกห้องนอน ใช้รับแขก นั่ง นอน และกินข้าว บ้านหลังนี้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ และวันนี้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน

คำขวัญแพร่ทีละบรรทัด และต้นยมขาว

พจนานุกรมบันทึกคำขวัญจังหวัดแพร่ว่า "หม้อห้อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม" สองบรรทัดแรกกับบรรทัดที่สามเล่าไปแล้วข้างบน ยังเหลืออีกสามเรื่อง

ถิ่นรักพระลอ

บรรทัดนี้หมายถึงวรรณคดี ลิลิตพระลอ งานวิจัยของ ฉวีวรรณ สุวรรณาภา และ พัฒน์นรี อัฐวงศ์ (มหาวิทยาลัยนครพนม ๒๕๕๙) ศึกษาอำเภอสอง จังหวัดแพร่ ในฐานะพื้นที่ที่ปรากฏในลิลิตพระลอ และกล่าวถึงลานวัฒนธรรมขอพรปู่เจ้าสมิงพรายที่คนในพื้นที่ยังสืบทอดมาถึงทุกวันนี้ ส่วนภูเดชบันทึกว่าเมืองสองเคยเป็นหัวเมืองขึ้นของเมืองนครแพร่

นักวิชาการไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมด สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนในศิลปวัฒนธรรมว่าเมืองในเรื่องพระลอไม่ได้อยู่ในล้านนา บ้านเมืองของพระลอคือหลวงพระบาง ความเห็นที่ต่างกันนี้เป็นเรื่องปกติของวรรณคดีเก่า ที่สำคัญคือคนอำเภอสองรักและผูกพันกับเรื่องพระลอมาจนกลายเป็นคำขวัญของจังหวัด

ลือเลื่องแพะเมืองผี

หลายคนอ่านชื่อแพะเมืองผีแล้วนึกถึงสัตว์สี่ขา แต่ในคำเมือง แพะ แระฯพะ (คำเมืองอ่านว่า แพะ) แปลว่า "ป่าละเมาะ" หรือป่าแพะ ส่วนสัตว์ที่ภาษาไทยกลางเรียกแพะ คนเมืองเรียกว่า แป๊ะ ซึ่งเป็นคนละคำกัน แพะเมืองผีจึงหมายถึงป่าละเมาะที่ดูเหมือนเมืองของผี

แพะเมืองผี เสาดินและแท่งดินสีส้มอมเหลืองสูงต่ำเรียงกันเป็นกลุ่ม ด้านหลังเป็นป่าโปร่งและท้องฟ้าสีฟ้า
เสาดินที่วนอุทยานแพะเมืองผี จังหวัดแพร่ · ภาพ: Danai khoche / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)

ที่นี่เป็นวนอุทยานที่มีเสาดินและแท่งดินรูปร่างแปลกตาเรียงกันเป็นกลุ่ม และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่าวนอุทยานแพะเมืองผีเป็นหนึ่งในแหล่งนำร่องของโครงการรับรอง "มรดกชาติ" ของไทย

คนแพร่นี้ใจงาม และต้นยมขาว

คำว่า งาม งา (คำเมืองอ่านว่า งาม) ในคำเมืองกว้างกว่าคำว่าสวย พจนานุกรมให้ความหมายไว้ทั้งสวย น่ายินดี น่าชื่นใจ ง่าย ดี และมาก คำขวัญบรรทัดสุดท้ายจึงอ่านได้อบอุ่นหลายชั้น

ต้นไม้ประจำจังหวัดแพร่คือ ยมหิน ย฿มฯหินฯ (คำเมืองอ่านว่า ยมหิน) ที่คนเมืองนิยมเรียกว่า ยมขาว ย฿มฯขาวฯ (คำเมืองอ่านว่า ยมขาว) พจนานุกรมบรรยายว่าเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕–๒๕ เมตร ลำต้นเปลาตรง โคนเป็นพูพอน เปลือกแตกเป็นร่องลึกเมื่อแก่ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ผลแห้งแตกเป็น ๓–๕ เสี่ยง เนื้อไม้มีลายสวยและเป็นมันสีน้ำตาลอมเหลือง ดูภาพต้นยมขาวและต้นไม้ประจำจังหวัดอื่นได้ที่ ๘ จังหวัดล้านนา

ผู้คนและคำเมืองแบบแป้

เมืองแป้มีคนหลายกลุ่มอยู่ร่วมกันมานาน นอกจากลัวะผู้อยู่มาก่อน และ คนเมือง ฅ฿นฯล้านฯนาฯ (คำเมืองอ่านว่า คนเมือง) หรือไทยวนที่เป็นคนส่วนใหญ่ ยังมีชาวพวนที่บ้านทุ่งโฮ้งดังที่เล่าไปแล้ว และพจนานุกรมบันทึกกลุ่ม ลาวก๋าว ลาวฯกาวฯ (คำเมืองอ่านว่า ลาวก๋าว) ว่าเป็นคนไทกลุ่มหนึ่งในเมืองน่านและเมืองแพร่ที่เป็นลาวอีสาน สำเนียงต่างจากลาวกลุ่มอื่น อ่านเรื่องคนหลายกลุ่มในเมืองเพื่อนบ้านได้ที่ เมืองน่าน

คำที่พจนานุกรมบอกว่าเป็นของแพร่

พจนานุกรมมรดกล้านนาระบุคำหลายคำว่าใช้ในจังหวัดแพร่โดยเฉพาะ หรือเรียกต่างจากเมืองอื่น

คำเมือง อักษรธรรม ความหมายตามพจนานุกรม
ไหย้ ไห้ยฯ พี่สาว (ใช้ในจังหวัดแพร่)
อี่โหวด อี่โห฿วฯด ชะนี ใช้ในจังหวัดแพร่ (ที่อื่นว่า อี่กุ๋ด อี่วุย อี่ฮุย)
ก๋องอืด กลฯอฯงอืดฯ กลองขนาดใหญ่ คล้ายกลองหลวงแต่ยาวกว่า ใช้ประกอบฟ้อนเล็บหรือการแห่ (มีเฉพาะในจังหวัดแพร่)
ก๋องตมเต็ม กลฯอฯงท฿มฯเทัมฯ ชื่อที่จังหวัดแพร่เรียกกลองตะหลดปด กลองเล็กสองหน้าที่ตีให้จังหวะวงกลอง
ยาแป้ อยฯาแระฯพ่ ยาสูบรสดีจากจังหวัดแพร่
เดียด ดยฯด ต่อย (ใช้กับผึ้ง แตน แมงป่อง) ลำปาง แพร่ น่าน ใช้คำนี้

ในทางวรรณกรรม พจนานุกรมบันทึกคำว่า กำจ่ม คำฯจ่฿มฯ (คำเมืองอ่านว่า กำจ่ม) นอกจากแปลว่าคำบ่นรำพันแล้ว ยังเป็นชื่อวรรณกรรมพรรณนาอารมณ์ที่พระยาพรหมโวหารแต่งขึ้นขณะถูกคุมขังในคุกที่เมืองแพร่ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของท่าน

เสียงเพลงของแพร่ก็มีถิ่นของตัวเอง พจนานุกรมอธิบาย เพงซอ เพลฯงซํอฯ (คำเมืองอ่านว่า เพงซอ) ว่าซอแบ่งได้สองเขต เขตล้านนาตะวันออกคือน่าน แพร่ พะเยา และเชียงรายบางส่วน ซอเข้ากับสะล้อซึง เรียกรวมว่า "ซอน่าน" ต่างจากซอเชียงใหม่ที่ใช้ปี่ อ่านต่อได้ที่ เพลงซอ และ สะล้อซอซึง

กิ๋นอะหยังที่เมืองแป้

THE STANDARD (๒๕๖๓) แนะนำอาหารที่ "บอกถึงความเป็นเมืองแพร่" ไว้สามอย่าง

  • ลาบแพร่ ลาบ ลาปฯ (คำเมืองอ่านว่า ลาบ) ของแพร่เด่นที่ บ่าแขว่น บ่าฯแข่วฯร (คำเมืองอ่านว่า บ่าแขว่น) ผักพื้นบ้านรสเผ็ดชา กับข่าแก่อายุราวหนึ่งถึงสองปี
  • ขนมเส้นน้ำใส ขนมจีนที่คนเมืองเรียกว่า เข้าหนมเส้น เขั้าห฿นฯมเส้นฯ (คำเมืองอ่านว่า เข้าหนมเส้น) กินกับน้ำซุปใสและหมูสับ
  • น้ำพริกน้ำย้อย เครื่องชูรสของแพร่ที่คล้ายน้ำพริกกากหมู โรยกินกับขนมเส้น

อ่านคำเรื่องอาหารและการกินแบบคนเมืองเพิ่มได้ที่ กิ๋นคำเมือง และ ครัวล้านนา

เที่ยวเมืองแป้แบบคนเมือง

ไปแพร่ครั้งหน้า ลองใช้คำเมืองเหล่านี้ทักทายคนในเมืองดู ทุกคำมาจากพจนานุกรม

คำเมือง อักษรธรรม ความหมาย ลองใช้
แอ่ว แอ่วฯ เที่ยว ไปเที่ยว มาแอ่วเมืองแป้
ไหว้สา ไห้วฯสา แสดงความเคารพ ไหว้สาพระธาตุจ้อแฮ
ยะหยัง ยหัยฯง ทำอะไร ไหย้ยะหยังอยู่
เต้าใด เทัาฯฯได เท่าไหร่ เสื้อหม้อห้อมตัวนี้เต้าใด
กิ๋นเข้า กินฯเขั้า กินข้าว กิ๋นเข้าแล้วกา (กินข้าวหรือยัง)
ลำแต๊ ลำแท้ อร่อยจริง ๆ ลาบแพร่ลำแต๊
ม่วน ม่วฯร สนุก เพลิดเพลิน ไพเราะ แอ่วเมืองแป้ม่วนนัก
⚠️ ข้อควรระวัง
ตัวอย่างในช่อง "ลองใช้" เป็นการนำคำในพจนานุกรมมาเรียงเป็นประโยคง่าย ๆ เพื่อฝึกพูด สำเนียงจริงของคนแพร่แต่ละอำเภออาจต่างกันไป ถ้าได้ยินคนแป้พูดต่างจากนี้ ให้ฟังและพูดตามเจ้าของภาษาเป็นหลัก

สรุป

  • แพร่ ในคำเมืองคือ เมืองแป้ ชื่อเก่าคือเวียงโกศัย และในหลักฐานเก่าคือแคว้นพลนคร เมืองนี้ไม่มีตำนานพื้นเมืองของตัวเอง จึงไม่มีปีสร้างเมืองที่ตรวจสอบได้
  • แพร่เข้ากับล้านนาใน พ.ศ. ๑๙๘๖ สมัยพระเจ้าติโลกราช ผ่านยุคพม่าและยุคประเทศราชของสยาม จนถูกผนวกเป็นหัวเมืองของสยามใน พ.ศ. ๒๔๔๒
  • พระธาตุช่อแฮ คือธาตุปีเกิดของคนปี๋ยี (ปีขาล) ชื่อมาจากช่อผ้าแพร ตรงกับคำ จ้อแฮ ในพจนานุกรม
  • ผ้าหม้อห้อม มาจากภูมิปัญญาชาวพวนบ้านทุ่งโฮ้ง ผ่านขั้นหมัก ซวก ก่อหม้อ โจก และย้อมซ้ำราว ๑๐–๑๕ ครั้งจนได้สีน้ำเงินอมดำ
  • ไม้สักทำให้แพร่รุ่งเรืองในปลายสมัยเจ้าหลวง ทิ้งไว้ทั้งบ้านวงศ์บุรี คำว่าเงินแถบ และคำขวัญ "หม้อห้อมไม้สัก" ส่วนต้นไม้ประจำจังหวัดคือยมขาว

ค้นคำเมืองทุกคำในบทความนี้ได้ที่ พจนานุกรมมรดกล้านนา และอ่านชื่อคำเมืองกับคำขวัญของจังหวัดอื่นได้ที่ ๘ จังหวัดล้านนา

📚 ทั้งชุด: ดูจังหวัด เมืองเก่า และผู้คนบนแผนที่เดียวที่ เมืองในล้านนา: ๘ จังหวัด เมืองเก่า และผู้คน

แหล่งอ้างอิง

ฝึกคำจากบทความนี้

ลองเล่นบัตรคำ 40 คำจากบทความนี้ จำคำล้านนาให้แม่นขึ้น

ค้นหาคำว่า "เมืองแป้" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา

🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 52 คำ จำได้แค่ไหน?

📝 ลองเขียนคำเมืองบนกระดาน แล้วแชร์ให้เพื่อน →

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดอกสีม่วงอ่อนรูปแตรของต้นห้อม ใบสีเขียวเทาหนาแน่นอยู่ด้านหลัง ภาพโฟกัสที่ดอกตูมและดอกบานข้างกัน

เพลงม่อฮ่อม: เรียนคำเมืองจากเพลงของจรัล มโนเพ็ชร

19 ตุลาคม 2569 เรียนภาษาล้านนา

เรียนคำเมืองจากเพลงม่อฮ่อมของจรัล มโนเพ็ชร รู้จักหม้อห้อม ห้อม ย้อม เตี่ยวสะดอ คำว่า เฮา บ่ แอ่ว และเรื่องราวของเสื้อสีครามที่ชาวเหนือภูมิใจ

วิหารวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน อาคารจัตุรมุขสีขาวหลังคาแดงซ้อนชั้น มีบันไดนาคทอดขึ้นด้านหน้า

๘ จังหวัดล้านนา: ชื่อคำเมือง คำขวัญ และต้นไม้ประจำจังหวัด

17 ตุลาคม 2569 วัฒนธรรม

รู้จัก ๘ จังหวัดล้านนาในคำเมือง เจียงใหม่ หละปูน เจียงฮาย เมืองแป้ พร้อมชื่อเก่า คำขวัญ และต้นไม้ประจำจังหวัดชื่อคำเมือง เช่น ดอกกว๋าว ไม้ส…

แจ่งศรีภูมิ ป้อมมุมกำแพงเมืองเชียงใหม่ก่อด้วยอิฐเก่า ตั้งอยู่ริมคูเมืองที่มีน้ำสะท้อนเงาป้อม

เจียงใหม่: นครพิงค์ของพญามังราย คูเมือง แจ่ง และดอกกว๋าว

22 ตุลาคม 2569 วัฒนธรรม

รู้จักเชียงใหม่หรือเจียงใหม่ในคำเมือง เมืองที่พญามังรายสร้างใน พ.ศ. ๑๘๓๙ ผังเวียงสี่เหลี่ยม คือเมือง แจ่ง ปะตู๋ คำขวัญ ดอกกว๋าว และคำเมืองข…

กว๊านพะเยายามเย็น ผิวน้ำนิ่งสะท้อนแท่นกลางน้ำที่มีพญานาคคู่สีขาวและเจดีย์สีทอง ฉากหลังเป็นทิวเขาและท้องฟ้าสีชมพูอ่อน

พะเยา: เมืองกว๊าน พญางำเมือง และพระเจ้าตนหลวง

24 ตุลาคม 2569 วัฒนธรรม

รู้จักพะเยาจากพจนานุกรมและงานวิชาการ เมืองพะยาวเชิงภูกามยาว พญางำเมือง กว๊านพะเยา ปลาส้ม พระเจ้าตนหลวง ไทลื้อเชียงคำ เวียงลอ คำขวัญ และดอกส…

↑

↑ ↓ เลือก · Enter เปิด · Esc ปิด