
ภาพ: (WT-fr) Ellnik at French Wikivoyage / Wikimedia Commons (CC BY-SA 1.0)
เมืองน่าน: เมืองเล็กที่หลายชาติพันธุ์อยู่ร่วมกัน
เมืองน่าน เมิอฯงนาฯ่นฯ (คำเมืองอ่านว่า เมืองน่าน) คือจังหวัดเล็ก ๆ ทางภาคเหนือ ที่พจนานุกรมมรดกล้านนาบรรยายว่ายังคง "ความน่ารักของบ้านเมือง ผู้คน วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติ" พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีแม่น้ำน่านไหลผ่าน และมีผู้คนหลายกลุ่มอาศัยอยู่ร่วมกันมานาน
บทความนี้พาไปรู้จักเมืองน่านจากพจนานุกรมและงานวิชาการ ตั้งแต่ชื่อเมือง ผู้คนหลากหลายกลุ่ม ภาพจิตรกรรมที่วัดภูมินทร์ ไปจนถึงคำขวัญทีละบรรทัด และต้นไม้ประจำจังหวัดอย่างกำลังเสือโคร่ง
น่านในพจนานุกรม: แม่น้ำ ภูเขา และผู้คน
พจนานุกรมบันทึกว่าน่านเป็นหนึ่งใน ๘ จังหวัดล้านนา ร่วมกับเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง และแพร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน คนที่อาศัยอยู่นอกจากคนไทยแล้วยังมีกลุ่มชาติพันธุ์มากมาย พจนานุกรมไล่ชื่อไว้ว่า ม้ง เมี่ยน ขมุ มลาบรี ลาหู่ (ที่พจนานุกรมใช้ชื่อมูเซอ) ไทลื้อ ไทพวน และไทยวน (คนเมือง) อยู่ร่วมกัน
สายน้ำที่ผูกพันกับชาวน่านคือ แม่น้ำน่าน ซึ่งพจนานุกรมบอกว่ายาวที่สุด (๗๔๐ กิโลเมตร) ในบรรดาต้นน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งความอุดมสมบูรณ์ไปถึงภาคกลาง

ที่พจนานุกรมยกย่องว่าเป็น "เมืองเล็ก" นั้นเล็กในความหมายที่น่ารัก ไม่ได้เล็กในเรื่องราว ส่วนเรื่องราวของผู้คนต้องอ่านต่อจากงานวิชาการ
ชื่อ "น่าน" มาจากไหน
ปิยะนาถ อังควาณิชกุล (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) ในบทความเรื่องความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในอัตลักษณ์วัฒนธรรมจังหวัดน่าน (๒๕๖๖) สรุปชื่อเมืองจากเอกสารโบราณที่ สรัสวดี อ๋องสกุล ปริวรรตไว้ในพื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิด ไว้หลายชื่อ
- น่าน ตำนานพระธาตุแช่แห้งอธิบายว่ามาจากคำว่า "นาน" ซึ่งสันนิษฐานว่าผู้เขียนตำนานต้องการให้ใกล้กับคำว่า "นันท์" เพราะชื่อบาลีของเมืองคือ นันทบุรี ส่วนพื้นเมืองน่านอธิบายว่า นันทบุรี ตั้งตามชื่อผ้าขาวนันทะที่ตั้งบ้านอยู่ที่นั่น และได้ชื่อว่าเมืองน่านเพราะอยู่ใกล้แม่น้ำน่าน ตามที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๘ (จารึกเขาสุมนกูฏ)
- กาว เป็นคำเรียกชนเผ่าพื้นเมืองในน่านมาช้านาน เมืองจึงมีชื่อว่า "เมืองกาวเทส" หรือ "กาวน่าน" และชินกาลมาลีปกรณ์เรียกกษัตริย์ราชวงศ์ภูคาว่า "พระยากาว"
- ย่าง ปรากฏในพื้นเมืองน่านตอนราชวงศ์ภูคาสร้างเมืองปัว
พื้นเมืองน่านเล่าลำดับเมืองว่า พระญาครานเมืองสร้างเวียงแช่แห้ง และพระญาผากองสร้างเวียงน่าน ราชวงศ์ภูคาครองเมืองต่อมา จากนั้นล้านนาในสมัยพระเจ้าติโลกราชยกทัพมาผนวกน่าน ต่อมาพม่าเข้าปกครอง และน่านเป็นประเทศราชของกรุงเทพฯ ในที่สุด เรื่องพระเจ้าติโลกราชอ่านได้ที่ พระเจ้าติโลกราช
พจนานุกรมบันทึกว่าน่านเป็นหนึ่งในห้าเมืองใหญ่ที่มี เจ้าหลวง เจั้าหลฯวฯง (คำเมืองอ่านว่า เจ้าหลวง) เป็นประมุข คือเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน
ทำไมน่านมีหลายชาติพันธุ์
ในงานของปิยะนาถ ภูมิศาสตร์คือคำตอบแรก น่านอยู่ตะวันออกของล้านนา ติดอาณาจักรล้านช้าง มีเทือกเขาหลวงพระบางกับเทือกเขาผีปันน้ำพาดผ่าน เมืองน่านติดต่อค้าขายกับหลวงพระบางมาตลอด และเส้นทางนั้นต่อไปถึงสิบสองปันนา จึงมีกลุ่มชาติพันธุ์ย้ายเข้ามา โดยเฉพาะชาวไทลื้อ งานวิจัยบอกว่าหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ปรากฏตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘
งานนี้ศึกษากลุ่ม ลัวะ เมี่ยน ไทลื้อ ไทยวน และไทใหญ่ ในอำเภอเมือง ท่าวังผา และปัว สรุปว่าวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของน่านวันนี้มีรากเดิมจากลัวะ มีไทลื้อเป็นบทบาทเด่น และรับอิทธิพลจากไทยวนกับไทใหญ่ผ่านการปกครอง ก่อนจะมีอิทธิพลสยามจากภาคกลางและอิทธิพลตะวันตกในรัชกาลที่ ๕ และงานนี้ยังเสนอให้เรียกวัฒนธรรมของน่านว่า "วัฒนธรรมไทลื้อ-ไทยวน จังหวัดน่าน" ไม่ใช่วัฒนธรรมไทยวนแบบเชียงใหม่
ลัวะ: เจ้าของพื้นที่เดิม
ลัวะ ลวฯะ (คำเมืองอ่านว่า ลัวะ) ในพจนานุกรมคือชนเผ่าตระกูลมอญ-เขมร ที่ปัจจุบันยังอาศัยอยู่ในถิ่นล้านนา งานของปิยะนาถบอกว่าชาวลัวะคือกลุ่มที่ตั้งรกรากบนที่สูงของน่านก่อนกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ครอบครัวลัวะที่น่านสืบสกุลทางแม่ และมีประเพณีกินสโลดหรือประเพณีตีพิ ซึ่งเลี้ยงขวัญข้าวและผีประจำหมู่บ้านหลังการเพาะปลูก เด่นที่ตำบลสกาด อำเภอปัว พิเป็นเครื่องดนตรีไม้ไผ่ของลัวะ
ร่องรอยของลัวะยังอยู่ในชีวิตของคนที่ราบ ตัวอย่างเช่นการแบกตะกร้าด้วยสายรัดที่หน้าผาก ซึ่งงานของปิยะนาถเล่าว่าชาวบ้านเรียกสายนั้นว่า "เป๊อะ" และเรียกภาชนะที่แบกบนหลังว่า "แชก"
เมี่ยน และกลุ่มอื่นบนที่สูง
ชาว เมี่ยน (อิ้วเมี่ยน) ตั้งถิ่นอยู่ที่ตำบลป่ากลาง อำเภอปัว คำว่าเมี่ยนแปลว่า "คน" ตามงานของปิยะนาถ ย้ายมาจากจีนตอนใต้ และเข้ามาในล้านนาราว ๒๐๐ ปีที่แล้ว มีฝีมือผ้าปักห้าสีและเครื่องเงิน ทุกบ้านมีหิ้งผีบรรพบุรุษ
พจนานุกรมยังบันทึกคนอีกหลายกลุ่มที่เกี่ยวกับน่าน ได้แก่ ขะหมุ๋ ขหุ (คำเมืองอ่านว่า ขะหมุ๋) หรือขมุ ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของเอเชียอาคเนย์ ที่พจนานุกรมบอกว่ามีอยู่อย่างหนาแน่นในจังหวัดน่าน และ ลาวก๋าว ลาวฯกาวฯ (คำเมืองอ่านว่า ลาวก๋าว) กลุ่มคนไทที่อยู่ในเมืองน่านและเมืองแพร่ ซึ่งเป็นลาวอีสาน สำเนียงต่างจากลาวกลุ่มอื่น
ไทลื้อในน่าน: จากสิบสองปันนาถึงลุ่มน้ำน่าน
จาวไตลื้อ ชาวฯไทลื้ (คำเมืองอ่านว่า จาวไตลื้อ) คือคนไทลื้อจากสิบสองปันนา ภาษาพูดเรียกว่า กำลื้อ คำฯลื้ (คำเมืองอ่านว่า กำลื้อ) และพจนานุกรมบอกว่ามีอยู่ในหลายอำเภอของน่าน กับที่สันป่าตองและดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
งานของปิยะนาถเล่าว่า ชาวไทลื้อเข้ามาในน่านอย่างชัดเจนราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓–๒๔ ตรงกับต้นรัตนโกสินทร์ หลังจากสยามขับพม่าออกจากล้านนา เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าเมืองน่านสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพฯ และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงมีพระราชดำริให้ไปกวาดต้อนชาวไทลื้อในสิบสองปันนาลงมาตั้งถิ่นฐานในน่าน เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรของเมือง ชาวไทลื้อจึงกลายเป็นคนพื้นถิ่นของน่าน และวัฒนธรรมไทลื้อกลายเป็นวัฒนธรรมหลักของเมือง งานวิจัยของวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน (๒๕๖๕) ที่เล่าไว้ใน คนไต ก็เล่าว่าชาวลื้ออยู่ในเมืองน่านราว ๒๐๐ ปี
ร่องรอยไทลื้อในน่านที่งานวิจัยกล่าวถึงมีหลายอย่าง
- หมู่บ้านและวัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา ชุมชนไทลื้อขนาดใหญ่ที่อนุรักษ์วัฒนธรรมมายาวนาน มีเฮือนไทลื้อจัดแสดงในวัด และภาพจิตรกรรมปัญญาสชาดก เรื่องจันทคาธชาดก ฝีมือหนานบัวผัน
- ผ้าลายน้ำไหล ผ้าทอที่ชุมชนไทลื้อหนองบัวมีชื่อเสียง งานของปิยะนาถอธิบายว่าเป็นผ้าที่ใช้เทคนิคเกาะล้วงของไทลื้อ ที่ต่อมาพัฒนาจากลายเรขาคณิตเป็นลายโค้ง
- วัดต้นแหลงและวัดร้องแง อำเภอปัว วิหารสถาปัตยกรรมไทลื้อ หลังคาลาดต่ำซ้อนสามชั้น มุงกระเบื้องไม้ หน้าต่างบานเล็กและแคบ
อ่านคำเรื่องผ้าและการทอได้ที่ ผ้าและเสื้อผ้าคำเมือง และแตะดูชาวไทลื้อบนแผนที่คนไตด้านล่าง เทียบกับคนไตกลุ่มอื่นได้ทีละสองกลุ่ม
ภาพจิตรกรรมวัดภูมินทร์: บันทึกชีวิตหลายชาติพันธุ์
ภาพจิตรกรรมที่วิหารวัดภูมินทร์ งานของปิยะนาถระบุว่าวาดโดย หนานบัวผัน ช่างแต้มชาวไทลื้อผู้เป็นคนน่าน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ภาพเหล่านี้เป็นหลักฐานชีวิตของคนหลายกลุ่ม เช่น ภาพผู้หญิงแบกหรือหาบภาชนะ ซึ่งงานวิจัยบอกว่าเป็นภาพสะท้อนชีวิตของสตรีลัวะ ไทยวน และไทลื้อ ที่ต้องหาบของไปกาดหรือเข้าป่า

อีกภาพที่คนน่านรู้จักคือ "ปู่ม่านย่าม่าน" ม่าน ม่านฯ (คำเมืองอ่านว่า ม่าน) ในพจนานุกรมคือชนชาติพม่า งานของปิยะนาถอธิบายว่าภาพชายหญิงคู่นี้ผสมวัฒนธรรมไทลื้อ-ไทยวน-ไทใหญ่ แต่วัฒนธรรมไทใหญ่เด่นชัดที่สุด จึงเรียกกันว่าปู่ม่านย่าม่าน หมายถึงชายหญิงวัยฉกรรจ์ชาวไทใหญ่หรือชาวพม่า
ที่วัดศรีมงคล อำเภอท่าวังผา มีภาพจิตรกรรมที่วาดในสมัยปัจจุบันเล่าเรื่องน้ำท่วมใหญ่ที่เมืองยมใน พ.ศ. ๒๔๒๔ งานวิจัยสังเกตว่าในภาพนั้นเรือนของชาวบ้านมีกาแลสลักไขว้ที่หลังคาแบบเรือนลัวะ ผู้ชายสักยันต์แบบ "ลาวพุงดำ" ของไทยวน ส่วนผู้หญิงเกล้ามวยและนุ่งซิ่นแบบไทลื้อ
คำขวัญน่านทีละบรรทัด
พจนานุกรมบันทึกคำขวัญจังหวัดน่านว่า "แข่งเรือลือเลื่อง เมืองช้างงาดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ แดนดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง" ซึ่งมีห้าบรรทัด เล่าได้ทีละเรื่อง
แข่งเรือลือเลื่อง
เรือ คนเมืองเรียกว่า เฮือ เริอฯอ (คำเมืองอ่านว่า เฮือ) ตามกฎ ร เป็น ฮ ที่อ่านเพิ่มได้ใน ร เป็น ฮ ในคำเมือง งานวิจัยของ สุธีรา คณาธรรม (คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๒๕๖๖) อธิบายว่าประเพณีแข่งเรือยาวของน่านสะท้อนวิถีชีวิตชาวพุทธและสังคมเกษตรที่มีแม่น้ำเป็นศูนย์กลาง และเปลี่ยนจากงานประเพณีมาเป็นการแข่งขันกีฬาที่ขยายทั้งขนาดและจำนวนผู้เข้าร่วม
เมืองช้างงาดำ
ช้าง คนเมืองเรียกว่า จ๊าง ช้างฯ (คำเมืองอ่านว่า จ๊าง) ตามกฎ ช เป็น จ ส่วนงาช้างดำนั้น ไทยโพสต์ (๒๕๖๖) เล่าว่าเป็น "สมบัติล่ำค่าคู่บ้านคู่เมืองน่านแต่โบราณ" จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ซึ่งตั้งอยู่ในหอคำ ที่เคยเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนคร อาคารผสมสถาปัตยกรรมตะวันตกและไทย มีห้องจัดแสดงลำดับเจ้าผู้ครองนครน่านที่ระบุไว้ ๖๔ พระองค์ และการขุดค้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ พบอิฐกำแพงหอคำเดิม

จิตรกรรมวัดภูมินทร์
บรรทัดนี้คือภาพเขียนฝาผนังของวิหารวัดภูมินทร์ฝีมือหนานบัวผัน ที่เล่าไว้ในหัวข้อภาพจิตรกรรมด้านบน ส่วนปีที่สร้างวัดนั้นยังไม่ได้ตรวจสอบกับงานวิชาการ จึงไม่ระบุไว้ในบทความนี้
แดนดินส้มสีทอง
ส้มสีทองน่าน งานวิจัยของ เชาวลี ใจสุข และคณะ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ๒๕๖๕) ระบุว่าเป็นพืชสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดน่าน
เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง
พระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุแช่แห้ง อำเภอภูเพียง คือพระธาตุประจำปีเกิดปีเถาะ ตามที่พจนานุกรมบันทึกไว้ในรายการ ธาตุปีเกิด ธาฯตฯปีเกิดฯ (คำเมืองอ่านว่า ธาตุปีเกิด) อ่านเรื่องพระธาตุประจำปีเกิดทั้ง ๑๒ ปีได้ที่ ธาตุปีเกิด และตำนานพระธาตุแช่แห้งในพื้นเมืองน่านเล่าว่าพระญาครานเมืองสร้างเวียงแช่แห้งขึ้น

ต้นไม้ประจำจังหวัดและซอล่องน่าน
กำลังเสือโคร่ง กำลังฯเสิอฯอโระฯค่฿งฯ (คำเมืองอ่านว่า กำลังเสือโคร่ง) คือต้นไม้ประจำจังหวัดน่าน พจนานุกรมอธิบายว่าเป็นไม้ยืนต้นสูง ๒๐–๓๕ เมตร เปลือกมีกลิ่นคล้ายการบูร เมื่อแก่จะลอกเป็นชั้น ๆ คล้ายกระดาษ ดอกออกเป็นช่อยาวแบบหางกระรอก ผลมีปีกบางสองข้าง เนื้อไม้ใช้ก่อสร้าง ทำพื้น และเครื่องเรือน ส่วนเปลือกใช้ต้มเป็นยาบำรุงธาตุ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
พจนานุกรมใส่คำเทียบไว้ว่า "ซากุระเมืองไทย" ซึ่งชวนให้นึกถึงซากุระดอกสีชมพู แต่ลักษณะที่บรรยายไว้ ทั้งดอกเป็นช่อหางกระรอกและผลมีปีกบางสองข้าง ตรงกับต้นเบิร์ช ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของไทย (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ลงชื่อไทย กำลังเสือโคร่ง คู่กับชื่อวิทยาศาสตร์ Betula alnoides หรือเบิร์ชอินเดีย (Indian birch) บทความนี้จึงใช้ภาพต้นเบิร์ชอินเดีย ไม่ใช้ภาพซากุระ ซึ่งเป็นคนละต้นกัน

ด้านเสียงดนตรี น่านมีทำนองซอของตัวเอง พจนานุกรมบันทึกคำว่า ล่องน่าน ล่อฯงนาฯ (คำเมืองอ่านว่า ล่องน่าน) ว่าเป็นชื่อทำนองการขับซออย่างหนึ่งที่นิยมกันในเขตจังหวัดน่าน และ ซอล่องน่าน ซํอฯล่อฯงน่าฯนฯ (คำเมืองอ่านว่า ซอล่องน่าน) คือการซอระบำเมืองน่าน อ่านเรื่องเสียงขับซอได้ที่ เพลงซอ และ สะล้อซอซึง
สรุป
- เมืองน่าน เป็นจังหวัดเล็กในภูเขา มีแม่น้ำน่าน ยาว ๗๔๐ กิโลเมตร ผูกพันกับชาวน่าน ตามที่พจนานุกรมบันทึก
- ชื่อน่านและนันทบุรีมีที่มาตามพื้นเมืองน่าน ราชวงศ์ภูคาครองเมืองมาก่อนล้านนาและพม่า
- ผู้คนหลายกลุ่ม ได้แก่ ลัวะ เมี่ยน ไทลื้อ ไทยวน ไทใหญ่ ขมุ และกลุ่มอื่น วัฒนธรรมน่านวันนี้ผสมกัน โดยไทลื้อมีบทบาทเด่น
- ภาพจิตรกรรมวัดภูมินทร์โดยหนานบัวผัน ช่างแต้มชาวไทลื้อ เป็นบันทึกชีวิตหลายกลุ่ม
- คำขวัญห้าบรรทัดเล่าถึงแข่งเรือ ช้างงาดำ วัดภูมินทร์ ส้มสีทอง และพระธาตุแช่แห้ง ส่วนต้นไม้ประจำจังหวัดคือกำลังเสือโคร่ง
อ่านชื่อคำเมืองและคำขวัญของจังหวัดอื่น ๆ ได้ที่ ๘ จังหวัดล้านนา และค้นคำเมืองเพิ่มได้ที่ พจนานุกรมมรดกล้านนา
📚 ทั้งชุด: ดูจังหวัด เมืองเก่า และผู้คนบนแผนที่เดียวที่ เมืองในล้านนา: ๘ จังหวัด เมืองเก่า และผู้คน
แหล่งอ้างอิง
- พจนานุกรมมรดกล้านนา (moradoklanna.com/dict): เมืองน่าน · กำลังเสือโคร่ง · ซอล่องน่าน · จาวไตลื้อ และคำทั้งหมดในบทความ ตรวจเมื่อ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๙
- ปิยะนาถ อังควาณิชกุล. (๒๕๖๖). ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในอัตลักษณ์วัฒนธรรมจังหวัดน่าน. วารสารประวัติศาสตร์ มศว, ๔๘(๑), ๒๘๓–๓๐๖.
- สุธีรา คณาธรรม. (๒๕๖๖). The Construction of Nan Identity in the Context of Globalization through the Festival of Longboat Racing. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, ๑๗(๑), ๑๑๗–๑๓๑.
- เชาวลี ใจสุข และคณะ. (๒๕๖๕). ความแปรปรวนทางพันธุกรรมของพืชสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ส้มสีทองน่าน. วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร, ๓๙(๓), ๑๐๐–๑๑๐.
- ไทยโพสต์. (๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๖). พลิกโฉมพิพิธภัณฑ์น่าน เพิ่มความทันสมัย.
ฝึกคำจากบทความนี้
ลองเล่นบัตรคำ 14 คำจากบทความนี้ จำคำล้านนาให้แม่นขึ้น
ค้นหาคำว่า "เมืองน่าน" ในพจนานุกรมมรดกล้านนา
🎯 ทดสอบคำในบทความนี้ทายคำล้านนาจากบทความ 14 คำ จำได้แค่ไหน?


